1 ปี ที่ไปบวช : ตอนที่ 3 ออกบิณครั้งแรก
 คืนแรกของการบวช ผมและพระใหม่ที่บวชด้วยกันทั้งหมด 5 คน ได้นอนที่ห้องชั้น 2 เป็นห้องพัดลม นอนรวมกัน ทุกคนจะนอนที่พื้น มีเบาะรองนอนไม่หนามาก สีน้ำตาล หนาประมาณสักไม่ถึง 5 เซนติเมตรได้ เก็บของทั้งหมดไว้รวมกันที่หัวนอนใกล้ๆ หมอน ลืมบอกว่าเมื่อวานนี้ตอนวันจัดงานบวช พอหลังจากเสร็จพิธีในโบสถ์ เวลาบวชเขาให้เข้าไปทำพิธีในโบสถ์ ท่องบทสวดขอเป็นพระ เสร็จแล้วทุกคนก็เดือนออกมาจากโบสถ์ถือว่าเป็นพระเรียบร้อยแล้ว พอเดินออกมา บรรดาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงก็จะมารอตั้งแถวสองข้างกันแน่นเอี้ยดเพื่อจะใส่บาตร ผมมารู้เรื่องตอนหลังที่พระอาจารย์บอกว่า เขานิยมใส่กันตอนนั้นเพราะเชื่อว่าพระเพิ่งบวชใหม่ ศีลยังบริสุทธิ์อยู่ ยังไม่ได้ทำผิดอะไรจึงเชื่อกันว่าจะได้บุญมากเลยใส่กันตอนนั้น





__________________________________________________







วิธีทำบุญใส่บาตรตามแบบทุนนิยมก็คือ ใส่ธนบัตรลงในบาตรตอนที่เดินออกจากโบสถ์ ซึ่งอันที่จริงผิดจากหลักการศาสนาพุทธไปมากทีเดียว แต่ก็เอาเถิดครับ อะไรๆ มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ช่วงเวลานี้เรียกได้ว่าพระใหม่แต่ละรูป (รูปคือคำลักษณะนามที่ใช้เรียกพระ แต่ในที่นี้ผมจะใช้เรียกว่า คน บ้าง เพราะอยากให้รู้สึกเรื่องเล่ามีความเป็นมนุษย์ปุถุชนแฝงอยู่) ที่บวชกันเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลากอบโกยกันเลย บางคนญาติมาเยอะหน่อย ที่บ้านดูฐานะร่ำรวยก็ได้เงินในบาตรกันหลายหมื่น ร่วม 3-4 หมื่นเลยทีเดียว บางคนพอนับเงินแล้วนี่ยิ้มแก้มปริ ทำงานประจำหลายเดือนอยู่กว่าจะได้เท่านี้ ส่วนผมนับแล้วได้ประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันบาท ทุกคนจะใช้เวลาหลังงานบวชเสร็จแล้วพระอาจารย์ให้แยกย้ายพักผ่อนก่อนจะเรียกรวมเพื่อชี้แนะ ใช้เวลานี้แอบหามุมเงียบๆ ไปนับเงินกัน เสร็จแล้วก็นำใส่ย่ามไปฝากไว้ที่พ่อแม่ของตน





__________________________________________________







ช่วงบ่ายของวันงานหลังเสร็จสิ้นทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์พี่เลี้ยงที่คอยสอนก็เรียกให้มารวมกันที่ห้องเลคเชอร์ห้องหนึ่งเป็นห้องแอร์เย็นๆ คุยกันเรื่องกฎพื้นฐานคร่าวๆ ของการเป็นพระใหม่ สอนว่ามีอุปกรณ์ชิ้นไหนหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง หลักๆ ก็มีจีวร สบง สังฆาฏิ



จีวรคือผ้าห่มคลุมชั้นนอกสุด เป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่เอาเรื่อง ใช้คลุมตัวด้วยวิธีการห่มไว่บนไหล่ แล้วจับปลายผ้าสองฝั่งมาชนกันด้านหน้าตัวเรา แล้วม้วนๆๆๆ ให้ปมผ้าชิดตัวครับ แล้วก็ปมของผ้าอันนั้นมันจะยึดติดกับตัวเราเองด้วยกฎฟิสิกส์ 555

สบงเป็นผ้านุ่ง หลักการคล้ายๆ ผ้าถุง โสร่ง หรือผ้าขาวม้า นุ่งอยู่ข้างใน ใช้แทนกางเกง แล้วเอาปะคต หรือเข็มขัดแบบเชือกมัดเอวอีกชั้นกันไม่ให้สบงหลุด ส่วนกางเกงในนั้นไม่มีครับ

สังฆาฏิ เป็นผ้าแบบเดียวกับจีวร แต่จะหนากว่า เหมือนเย็บสองชั้นประกบกัน ที่ผมเห็นคือเวลามีกิจกรรมสำคัญๆ เข้าสวดรับศีลเดือนละ 2 ครั้ง ในโบสถ์ ผมเห็นพระเอาผ้าชิ้นนี้ไปด้วยโดยการพับๆๆ ให้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวนอนหน้าแคบหน่อยขนาดพอดีบ่า แล้วพาดผ้าไว้บนไหล่ เอาผ้าชิ้นนี้เข้าไปด้วยเพราะมีข้อกำหนดไว้ว่าให้พระพกผ้าให้ครบสามผืน หรือเรียกว่า ‘ไตรจีวร’ เคยได้ยินกันไหมครับ ผ้าชิ้นนี้ที่ก็จะพาดไหล่ไว้ไปในพิธีสำคัญๆ นอกนั้นเก็บไว้ที่ห้อง ผมมารู้เอาภายหลังว่า ที่ต้องมีผ้าผืนนี้ไม่ใช่เพื่อพาดเอาเท่ไปร่วมพิธีกรรมอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันมีฟังก์ชั่นการใช้งานของมันอยู่ คือ สมัยก่อนพระอยู่ในป่า เดินทางไปไหนมาไหนข้างนอกไม่ได้อยู่ในวัด นอนในตึกเหมือนสมัยนี้ ผ้าผืนนี้เลยเอาไว้คลุมห่มเพื่อคลายหนาวได้ กันแมลงด้วย



บาตร เป็นบาตรสแตนเลส เอาไว้สำหรับเดินบิณฑบาตตอนเช้า จะมีสายสะพายมาให้ด้วยกันบาตรหล่น

ของที่เหลือเป็นข้าวของใช้ปกติทั่วไป เช่น ย่าม หนังสือสวดมนต์ เบาะรองนอน เครื่องอาบน้ำ ไม่ค่อยมีอะไรมากครับ การเป็นพระค่อนข้างตัดสิ่งไม่จำเป็นไปเยอะพอสมควร ถือว่ามินิมอลเลยทีเดียว ไปไหนมาไหนก็ง่ายอยู่ถ้ามีคนดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเดินทางให้ เพราะประเทศไทยยังพอเดินบิณฑบาตได้ถ้าเทียบกับประเทศใกล้เคียงที่ไม่ค่อยมีคนใส่บาตรแล้วเนื่องจากหลายที่ไม่ได้นับถือศาสนา การยังบิณฑบาตได้เท่ากับยังมีอาหารให้กิน ไม่อดตาย คือก็ยังอยู่ได้นั่นเองครับ



หลักๆ ข้าวของมีประมาณนี้ครับ ที่นี่ให้พกโทรศัพท์มาได้ ไม่ได้เคร่งมาก เป็นวัดในกรุงเทพฯ แต่ดูรวมๆ ก็ไม่ถึงกับเละเทะเหมือนภาพที่เห็นกันบ่อยๆ ครับ







__________________________________________________





คืนแรกที่นอน จำได้ว่านอนกับพื้นในห้องพัดลม นอนรวมกับเพื่อนคนอื่นๆ การบรรยายรับพระใหม่เลิกไม่ดึก จึงกลับมาที่ห้อง ได้คุยกับเพื่อนใหม่ ผมจำไม่ได้แล้วว่าคุยอะไร จำได้แต่ความรู้สึกลางๆ ว่ารู้สึกไม่ค่อยชินกับสถานะใหม่ ยังไม่ชินกับหัวที่โล่งแปลกๆ เพราะเพิ่งโกนผมมา รู้สึกว่าลมมันพัดผ่านหัวได้ง่ายเกินคล้ายๆ กับคนที่เพิ่งตัดผมใหม่แล้วรู้สึกว่ามันสั้นเกินกว่าทุกครั้งที่ตัดมาหน่ะครับ มันโล่งเกินทั้งๆ ที่ผมลองไปตัดผมสกินเฮดเตรียมตัวไว้มาก่อนบวชแล้วก็ยังรู้สึกไม่ชิน คิ้วก็ไม่มี แถมเวลานอนหัวมันยังติดๆ กับหมอนด้วยครับ คือหัวเกรียนกับผ้านี่มันคล้ายกับตีนตุ๊กแกที่ติดตามกระเป๋าผ้าเวลาเปิดเลยครับ ลากพอกันเลย ฮ่าๆๆ





__________________________________________________







ตอนกลางคืนเข้านอนกันประมาณ 4 ทุ่ม ไม่ค่อยมีอะไรทำ มีโทรศัพท์แต่ผมก็ไม่ได้เล่นอะไรมาก รู้สึกว่าพอเป็นพระแล้วเปิดเฟสบุ๊คเห็นโพสต์ที่ชอบ ถูกใจก็แชร์ไม่ได้ อาจจะแชร์เก็บไว้ดูเองส่วนตัวได้ ในแชทก็ไม่ได้ทักใคร ก็รู้สึกสงบดีเหมือนกัน ราวกับอยู่ในโลกส่วนตัว เปิดโหมดล่องหนกับโลกภายนอกชั่วขณะ



ตอนเช้าตื่นมาก่อนตีห้า ประมาณตีสี่ครึ่ง รีบไปอาบน้ำ (ศัพท์พระเรียกว่า สรงน้ำ) ล้างหน้า แปรงฟัน เพราะต้องไปทำวัตรเช้าหรือ สวดมนต์เช้า ตอนตีห้าที่ศาลาสวดมนต์

ไปถึงพร้อมเพื่อนพระใหม่ ที่ศาลาสวดมนต์ เห็นพระในวัดมากันเต็มศาลาราวๆ 50-60 รูปได้ เป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ และน่าตื่นเต้นทีเดียว ภาพประมาณตอนเช้ามืดที่ผมไม่เคยตื่นเวลานี้ได้เลย มีคนมาสวดมนต์ภาษาที่เราไม่รู้จัก แปลไม่ออกพร้อมกัน ฟีลลิ่งคล้ายๆ อยู่ในม่านหมอก ดินแดนในจินตนาการ บรรยากาศงงๆ สลึมสลือ เพราะผมยังง่วงอยู่ด้วย ไม่เคยนอนเร็วตื่นดึกแบบนี้มานานมากๆๆๆๆๆๆๆ แล้ว ถือว่าเป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่ดีครับ หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จ ก็เอาเบาะรองนั่งเวลาฉันอาหาร หรือกินข้าว ไปวางที่ตำแหน่งของตัวเอง อยู่ด้านล่างศาลาสวดมนต์ พอออกไปบิณฑบาตเสร็จทุกคนก็จะเข้ามานั่งฉันอาหารตรงบริเวณนี้ เป็นใต้ถุนอาคารปูนกรุกระเบื้องลายหินอ่อนจุดเล็กๆๆ ครับ จากนั้นพอวางเสร็จทุกคนก็เตรียมตัวออกซิ่ง พร้อมลุยภารกิจที่รอคอยกัน คือออกบิณฮะ ไปบิณฑบาต





__________________________________________________





การไปบิณฑบาตเนี่ยจะต้องเปลี่ยนวิธีห่มผ้าจากห่มแบบเปิดไหล่มาห่มคลุมไหล่ เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องมารยาทของพระ เวลาออกไปนอกวัดจะต้องแต่งตัวมิดชิด ก็ปรับผ้าคลุมขึ้นนิดนึง ให้ผ้าคลุมขึ้นมาครอบไหล่ ให้โผล่มาเฉพาะหัว การห่มผ้าออกไปบิณฑบาตก็จำเป็นต้องมัดผ้าให้แน่นเพราะมันจะค่อยๆ คลายออกตอนเดินและจะหลุดได้เวลาอยู่ข้างนอก แถมยังต้องสะพายบาตรกับย่ามไปด้วย การไปบิณฑบาทวันแรกถือว่าเป็นความท้าทายพอสมควรทีเดียวสำหรับพระหน้าใหม่ ทั้งห่มผ้ายังไม่คล่อง สะพายบาตรครั้งแรก ทำยังไงไม่ให้ฝาบาตรร่วงหล่น แถมยังต้องสะพายย่ามไปด้วยในตัว ถือว่าน่าสนุก ท้าทายดีทีเดียว เป็นกิจกรรมท้าทายลำดับต้นๆ ของพระใหม่เลยครับ ในทีมเพื่อนใหม่ 5 คน ถูกแบ่งเป็น 2 สายการบิณ สายหนึ่งไปกับพระวัยรุ่นรูปหนึ่งในวัด ซึ่งบวชมาราวๆ 3 ปี ส่วนผมและเพื่อนอีกคนไปกับพระอาจารย์ที่สอน เส้นทางเดินใกล้ๆ ครับ เดินข้ามถนนหน้าวัดแล้วเข้าซอยหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ เดินเข้าไปเกือบสุดซอยแล้วกลับออกมา วันแรกยังไม่ค่อยคล่อง ทุลักทุเลพอสมควร เดินตามพระอาจารย์ไป ท่านก็แนะนำคนที่ใส่บาตรว่านี่พระใหม่นะ ในซอยมีคนใส่บาตร 3-4 คน อายุราว 55-70 ปี หลังจากนั้นผมไปเส้นนี้เกือบทุกวันอยู่ประมาณ 2 เดือน จึงหาเส้นทางใหม่เองแล้วให้พระบวชทีหลังไปกับพระอาจารย์แทนเพื่อเป็นการฝึก ไปวันแรกโยมใส่บาตรก็จะถามมาบวชกี่วัน วันแรกที่ไปเดิน ผ้าจีวรที่คลุมตัวอยู่ก็ค่อยๆ คลายตัวขณะเดิน คลายเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเกือบจะหลุด ผมก็เอาแขวนหนีบไว้จนกลับมาถึงวัดได้ ลำบากทีเดียว เวลาที่เริ่มออกเดินคือประมาณ 6.15 น. การเป็นพระนี่ตื่นเช้ามากครับ ขัดกับวิถีวัยรุ่นสุดๆ เดินเสร็จกลับมาถึงวัดราวๆ 7.00 น. มาถึงก็เอาของที่บิณฑบาตมาได้กับบาตรมาวางที่ไว้ฐานรอง เป็นฐานหวายสาน วางอยู่ที่ตำแหน่งที่วางไว้ตอนแรกมันจะเป็นพื้นยกระดับอยู่ในห้องใต้ถุนศาลา ระดับที่พระนั่งจะอยู่สูงกว่าที่ชาวบ้านมาทำบุญอยู่สักประมาณช่วงเข่านึง พอเอาของมาวางเรียงเสร็จทุกคนก็เข้าไปล้างเท้าที่ห้องน้ำครับเพราะออกไปเดินเท้าเปล่าเลย เท้าจะดำมาก ถนนหนทางกรุงเทพ ฟุตบาทบวกกับถนนคอนกรีตย่านที่มีหมู่บ้านชุมชนที่คนอยู่อาศัยคับคั่ง บอกเลยว่าสกปรกพอตัวทีเดียว บางทีก็รู้สึกว่ามีน้ำขยะตามข้างทาง ไม่ได้รู้สึกสะอาดเท่าไหร่เลย เท้าเรารับสิ่งสกปรกเต็มๆ ยังไม่นับถ้าเข้าช่วงหน้าฝนเมื่อไหร่ล่ะก็ เละครับ น้ำท่วม น้ำขังมาหมดฮะ อันนี้แง่หนึ่งก็ถือว่าได้ฝึกตน ผมไม่ค่อยโอเคกับสิ่งสกปรกเท่าไหร่นักเวลาเดินเหยียบย่ำ แต่แง่หนึ่งก็ต้องบอกว่ามันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ ตามพระวินัยว่าไว้ว่าให้ถอดรองเท้าขณะเดินไปไหนมาไหนกำหนดไว้ตั้งแต่โบร่ำโบราณแล้ว ข้อกำหนดนี้รู้สึกว่าจะยังไม่ได้อัพเดต ไม่รู้ว่าถ้าพระพุทธเจ้าท่านกลับมาเห็นโลกปัจจุบันที่เจริญมามากขนาดนี้ ในแง่หนึ่งก็สะสมสิ่งเลอะเทอะไว้มากมาย ช่วงก่อนบวชผมยังไม่เจอกับเชื้อโรคโควิด19 ที่ระบาดไปทั่วโลกอย่างหนักในปี 2020 ถ้าท่านกลับมาเห็น ไม่แน่ใจว่าจะมีการอัพเดตกฎเกณฑ์ข้อนี้หรือไม่ อย่างไร แล้วคุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ฮะ



__________________________________________________





อันนี้แค่วันแรกที่มาบวชก็รู้สึกว่าได้ฝึกอะไรหลายอย่างแล้ว จะมาเล่าให้ฟังต่อในตอนต่อไปว่ามีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้างนะครับ ขอบคุณครับ

SHARE
Writer
taestudio
Writer,Music,Architect
เขียนจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น และ ความรู้เท่าที่พอมีบ้าง

Comments