คุยกับตนเอง
วันนี้ก็เป็นวันปกติวันหนึ่ง ในบ้านเล็กๆของผม ผมกำลังนั่งเรียนออนไลน์ด้วยแรงกายและแรงใจที่อ่อนล้าลงไปทุกๆที มีทั้งคำถามมากมายตีก้องเข้ามาในหัวของผม 

ทำไมเราถึงเก่งไม่เท่าคนคนนั้น

ทำไมเราดูเหมือนเป็นไอไง่ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยคนอัจฉริยะ

ทำไมเราถึงเหนื่อยได้ขนาดนี้

ทำไมแค่มีความสุขกับคำง่ายๆ อย่างชีวิตถึงเป็นไปไม่ได้ล่ะ

ความฝันเรา ทำไมต้องมาหยุดอยู่แค่นี้

น้ำตาเริ่มเอ่อล้นออกมา แต่ก็พยายามปกปิดมันไม่ให้ใครเห็น ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงของผมแล้ว เวลาพักเที่ยงของผมจะอยู่ที่ 11:20 น. ถึง 12:20 น. กายเริ่มเหนื่อย ใจเริ่มถดถอย ไม่มีความรู้สึกอยากทำสิ่งใดๆเลย มีแค่หมอนนุ่มๆที่คอยรับรองผมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ดีหรือร้าย มันจะโอบกอดผมเอาไว้

ว่าแล้วตาของผมก็ได้ปิด หายใจออกลากยาวแล้วบิดขี้เกียจ 1 รอบ ก่อนจะได้นอนพักกลางวันอย่างเป็นทางการ

ในการเดินทางในโลกของการหลับใหล แรกเริ่มนั่น มันยังคงว่างเปล่า ดูมีเพียงสีดำพร้อมพื้นน้ำที่กระทบทุกๆครั้งที่เดินไป ผมเดินต่อไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง รู้แค่ว่าต้องเดินต่อไป ในดินแดนแห่งนี้ไม่มีเลยแม้แต่เสียง ความรู้สึกใดๆเลย มันต่างจากโลกความเป็นจริงที่ชีวิตเต็มไปด้วยเสียงรอบข้างและด้านต่างๆ ผมเดินไป เดินไปและเดินไปจนพบกับป้ายที่เขียนไว้ว่า “เดินทางข้ามเวลาฟรี!”

ดูน่าแปลกใจเพราะว่าในโลกความเป็นจริงและตามที่ปรัชญาบอกเรา มันไม่มีหรอกคำว่าเครื่องย้อนเวลา แต่ในมิติของความฝัน ทุกอย่างเป็นไปได้ทุกอย่าง

ผมเดินเข้าไปหาชายคนนึง หน้าตามอมแมม ผมและหนวดเคราขาว สวมชุดและหมวกสีน้ำตาล และถือกุญแจลักษณะที่ต่างจากรูปแบบทั่วๆไป

“อ้าวว่าไงหนุ่ม นั่งก่อนสิ” ชายคนนั้นพูดกล่าว

“ครับผม สวัสดีครับ”

“ไง ไอหลานชาย นายเป็นคนแรกที่เข้ามาใช้บริการเดินทางข้ามเวลาของฉัน บริการนี้สามารถให้นายย้อนเวลาไปไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคตที่กำลังมาถึง ด้วยกุญแจวิเศษชื่อกุญแจแห่งเวลานี้ จะพานายไปที่ไหนก็ได้ เพียงบอกช่วงเวลาและวันที่ ก็สามารถไปได้ แต่เงื่อนไขคือ นายมีเวลาเพียง 30 นาทีในการท่องเวลา ฉะนั้น ใช้เวลาให้คุ้มค่าล่ะ”

“งั้น นายจะไปในช่วงปีไหนล่ะ” ลุงคนนั้นถามผม

“เอิ่ม… ปี พ.ศ. 2562 ครับ”

“แล้ววันที่เท่าไหร่ละ หนุ่ม”

“ผม ไม่แน่ใจวันที่น่ะครับ ว่าผมจะย้อนเวลาไปในวันที่เท่าใดครับ”

“ไม่เอาน่า ถ้านายไม่บอก นายก็ย้อนเวลาไม่ได้น่ะสิ ไม่งั้นลองนึกถึงวันที่สำคัญๆกับตัวนายเองดู แล้วค่อยบอกฉันก็ได้”   

ผมนั่งคิดอยู่นานพอสมควร ช่วงนี้ก็ดูเครียดๆไม่มีอะไรโดนใจ ปี 2562 แล้วไปไหนดีล่ะ เอาวันที่เลขสวยๆหน่อยละกัน

“วันที่ 6 เดือน 6 พ.ศ. 2562”   ผมพูดกล่าวออกมา

“ฮึ” ลุงทำเสียงตอบรับแบบงงๆ ระหว่างปรับแต่งกุญแจแห่งเวลา

“ผมพูดว่า วันที่ 6 เดือน 6 พ.ศ. 2562 ครับ” 

“งั้นรึ สักครู่นึงนะ หลานชาย”

ว่าแล้วคุณลุงก็ลงมือปรับแต่งกุญแจแห่งเวลาให้สมบูรณ์มากขึ้น ทั้งกรอกปีพ.ศ.ที่จะไป รวมถึงวันที่ด้วย ทีนี้กุญแจได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ เปล่งเเสงทองออกมาอย่างสวยงามในดินแดนที่ไร้สีสันและเสียง

ผมตกตะลึงและอุทานไปชั่วขณะ มันทั้งสว่างและดูงดงามสะเหลือเกิน

หลังจากชื่นชมความพิเศษของมันได้ชั่วครู่ ชายคนนั้นก็ได้บอกวิธีการใช้งานมัน เป็นขั้นตอนวิธีที่ไม่มีความซับซ้อนทางกลไกมากนัก นั่นก็คือ ถือกุญแจนี้ให้ด้านปลดกลอนประตูคงนิ่งไว้ ให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะนิ่งได้และก็บิดมัน 45° ด้านขวาอย่รวดเร็ว โดยที่ระหว่างบิด ต้องมีแรงมือที่มั่นคงและมั่นใจระดับหนึ่ง ถึงจะสามารถบิดได้สมบูรณ์แบบ ยังดีที่ชายคนนั้นแค่สาธิตวิธีการใช้งานแบบคร่าวๆ ไม่ได้ใช้แรงที่มืออย่างจริงจัง เขาเลยไม่ได้หายไปไหน ไม่งั้นผมคงเดินทางย้อนเวลาไปไม่ได้

 

ก่อนได้ฤกษ์เริ่มเดินทาง ชายหนุ่มคนนั้นก็มาถามผมข้อหนึ่งก่อนจะไป

“หนุ่ม ก่อนนายจะไปน่ะ นายจะไปทำอะไรหรือ”

“ผมคง ย้อนเวลาเพื่อไปหาตัวของผมในช่วงเวลาที่ดำดิ่งที่สุดในชีวิตเพื่อให้กำลังใจตัวเองในวันนั้น ไม่แน่ ผมอาจได้ข้อคิดอะไรกลับไป แล้สถ้าเป็นลุงล่ะครับ”

“ฉันเหรอ คงไปหาเมียของฉันที่จากไปเมื่อหลายๆปีก่อนแหล่ะ”

“เสียใจกับมันด้วยนะครับ อย่างน้อยๆ เขาคงไม่ต้องฝีนอยู่บนโลกอันโหดร้ายนี้ต่อไป”

“นั่นสินะ หลานชายเอ้ย ยังไงเสีย นายเป็นคนแรกที่ได้ใช้กุญแจนี้ ใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดนะ หลังจากนี้ ก็อย่าจมกับอดีตมากเกินไป รู้ไหม สิ่งที่ทำให้คนบางคนถึงคราวจบลง ก็คือยึดติดกับอดีต ถ้าแกใช้มันจบครบ 30 นาที ก็จงกลับมายืนอยู่ที่ปัจจุบันแล้วคิดไปข้างหน้าซะ”

“ลุงเองก็เหมือนๆกันนะ”

“เอ้อ เสียเวลานายมานานละ เริ่มไขกุญแจได้”

“โชคดีนะลุง!”

“นายก็เหมือนกัน”

ว่าแล้วผมก็บิดกุญแจ แล้วการทำงานมันก็ได้เริ่มต้นขค้น แสงมันได้ส่องสว่างวาบแล้วกำลัลเข้ามาเรื่อยๆเพื่อรวบผมเข้าสู่อีกช่วงเวลา

“ไว้เจอกันถ้ามีโอกาสนะลุง!”

“โชคดี ไอหลานชาย”

หลังจากนั้น โลกที่ชายนักท่องเวลาได้ยืนอยู่ก็กลับไปเป็นสีดำมืดอีกครั้งนึง แล้วเขาก็ไปนั่งบนเก้าอี้ที่ที่วางอยู่ใกล้ป้าย

“หมดหน้าที่ฉันแล้วสินะ ฉันมีหน้าที่แค่ส่งกุญแจให้ใครที่ผ่านมา ฉันจะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระสักที”

ของต่างๆที่วางให้เห็น ทั้งป้ายย้อนเวลาฟรี เก้าอี้และเครื่องชาของชายคนนั้นกำลังสลายไปทีละช้าๆ ภาพสุดท้ายในชีวิตของเขาคือการหยิบรูปคู่ของภรรยาของเขาที่ถูกถ่ายเมื่อ 50 ปีที่แล้ว พร้อมพูดว่า “เราจะได้ไปหาเธอแล้วนะ คงรอเรานานแล้วสิ ทีนี้ก็ไม่ต้องรอแล้ว”

น้ำตาของลุงคนนั้นไหลออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสลายไปตลอดกาล เหลือเพียงรูปถ่ายนั่นที่ตกลงไปในพื้นน้ำและจมหายไป

 

 

ผมได้ผ่านการเดินทางที่รวดเร็ว มีความCosmic และมึนงงพอสมควร หลังจากการเดินทางนั้น ผมก็มาหยุดที่บริเวณชั้น 3 ของอาคาร 14ของโรงเรียน ผมหมายถึงนอกอาคารน่ะ และผมก็ร่วงลงไป ผมตกใจสุดขีด ถึงแม้ครั้งนึงในชีวิตผมอาจเคยผ่ายการเล่นเครื่องเล่นของสวนสนุกแบบทั้งสูงและหวาดเสียวอยู่หลายๆหน อยู่บนตึกสูงครั้งสองครั้ง นั่นก็ไม่ช่วยให้ผมรู้สึกสบายใจว่าผมจะไม่เป็นอะไร 

“โครม!”

ยังดีที่ที่รองผมอยู่คือหลังคาสีขาวบนชั้น 2 นะ

และนั่นทำให้ท่อระบายน้ำของโรงเรียนส่วนนึงพังไป ทุกคนต่างเปิดผ้าม่านออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ดูท่าที่จะไม่มีอะไรที่ดูน่าจำเป็นที่จะออกไปดู ท้องฟ้ายังปกติ แค่มีเสียงดังแค่แป๊ปเดียว คงไม่เกิดอะไร เด็กๆก็กลับไปสนใจสิ่งที่ตนกำลังทำ ผมมึนอยู่ซักพักหนึ่ง ผมพยายามลุกขึ้น แล้วดูท่าที่กำลังลื่นละ หลังคามันเป็นทรงโค้งลงไปข้างล่างผมกำลังล้มไป โโถ่ถังเอ้ย นี่กำลังจะไปคุยกับตนเองต้องลำบากขนาดนั้นเชียว?

“ตุ้บ” นี่เสียงบั้นท้ายลงพื้น มีคนตกใจอยู่บ้าง พยายามเรียกครูมาช่วยพาผมเข้าห้องพยาบาล แต่คิดแง่ดี ตกลงไปบนพื้นปกติคงดีกว่าตกลงอย่างปลอดภัยในถังขยะหรอก

ผมพยายามลุกขึ้นไป เดินแบบกะเพลกไป กะเพลกไป อย่างมีเป้าหมาย อาจสร้างความอับอายในสายตาวัยรุ่นถุงเท้าไนล่อนหรือหุ้มข้อพื้นดำอาจมองด้วยสายตาแปลกๆเหทมือนกันรูปแบบภาษาที่เขียนในย่อหน้านี้ ผมพยายามเดินจากหน้าอาคาร 14 ไปสู่อาคารเรียนสำหรับนักเรียนโครงการภาคภาษาอังกฤษที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเมื่อมองจากแผนที่โรงเรียน มันอาจดูสั้นสำหรับคนที่มีบั้นท้ายทรงตัวได้อย่างปกติแต่นั่นก็ดูยาวนานอย่างมากสำหรับผมที่บั้นท้ายบาดเจ็บอย่างยิ่งยวด ทุกครั้งที่ผมเดิน ก็ยิ่งเจ็บบั้นท้ายทุกครั้งไป

 

ผมเสียเวลาเดินทางไป 12 นาทีเพื่อไปตึก EP ผมเหลือเวลาอีก 18 นาทีที่จะต้องหาตัวเองให้เจอ ผมหันรีหันขวางซ้ายขวาไป ไอหนุ่มนั่นอยู่ไหน ระหว่างที่ผมกำลังตามหา ผมก็ได้เจอตัวตนของผมในช่วงเวลานั้นแล้ว เขาเซ็ทผมปัดไปด้านขวามือ ดูพอใช้ได้แต่เมื่อดูสีหน้าแล้ว เขาไม่สู้ดีนักเลย ผมไม่รอช้าที่จะตามหนุ่มคนนั้น เขากำลังนั่งอยู่ในศาลา 1 ผมไม่รอช้าตามเขาไป

“หนุ่ม” 

“ฮึ” ผมในช่วงตอบรับด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีเท่าไหร่นัก

“ว่าอะไรไหม ถ้าจะนั่งตรงนี้กับนาย”

“ก่อนหนัง ตอบหน่อย คุณเป็นใครแล้วทำไมต้องมาขอนั่งกับผมล่ะ” ผมในตอนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญพอสมควร

“ใจเย็นๆก่อน เอาเป็นว่าฉันรู้จักนายละกัน นายไม่ต้องบอกชื่อนาย เพราะฉันรู้จักชื่อนามสกุลนาย”

“แล้วผมสามารถรู้ชื่อคุณได้ไหม”

“คงยากน่ะสิ ยิ่งฉันเป็นคนไม่ต้องการเปิดเผยสิ่งที่เป็นหัวข้อเรื่องส่วนบุคคลน่ะ (หายใจออก) งั้นดูจากสีหน้านายวันนี้ ดูไม่ค่อยดีเลยนะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึ”

“ผม… ผมรู้สึกเหมือนว่า… ทุกอย่างไม่เป็นใจให้ผมเลยซักอย่างและความทุกข์รุมจู่โจมผมจนแสดงออกทางสีหน้าแบบนั้น”

“เล่าหน่อยซิ ความทุกข์ที่ผ่านมาของนายเป็นอะไร”

น้ำตาเริ่มคลอออกมา เสียงเริ่มสั่นคลอน “ผมไม่ติดรางวัลนักเรียนเรียนดีประพฤติดี ผมโดนคนที่ผมชอบปฏิเสธไป เขาชื่อว่า ตาล สวมแว่นกรอบกลมออกทางรี ผิวสีแทน ตัวเล็ก ผมโดนรุ่นพี่พูดจาเชิงดูถูกจากครั้งที่ผ่าน ผมไม่รู้ผมจะผ่านไปได้ไหม” เขาเริ่มสะอื้นออกมา

“นายอยากร้องไห้ใช่ไหม”

“มะ..ไม่ ผมไม่อยากให้คนอื่นเห็นน้ำตาของผม มันจะทำให้ผมดูเหมือนคนอ่อนแอ” แม้จะบอกแบบนั้น นั่นก็ไม่ช่วยให้เขาดูดีขึ้นเลย เขากลับจะร้องออกมา

“ร้องออกมาสิ ร้องออกมาเลย บางที คนเรามันก็ต้องร้องไห้ในวันที่ทุกอย่างไม่เป็นใจและสั่นคลอน มาตรงข้างๆฉันนี่”

เขาเข้ามาใกล้ๆผม กอดผมแน่นรัด ปล่อยน้ำตาของความทุกข์ที่สั่งสมมาทั้งหมด พร้อมตะโกนออกมาอย่างอิสระออกจากสิ่งที่มัดเขาเอาไว้

นายไม่ต้องฝืนเข้มแข็งอีกต่อไป คนเรามันอ่อนแอกันได้ ผมกระซิบข้างหูของเขาแล้วต่อมาก็บอกให้เขาล้างหน้าให้สะอาด หายใจเข้าออก 10 ครั้งแล้วมาที่ศาลาที่เดิม

“ถามหน่อย สาเหตุของมันคืออะไร”

“ที่ผ่านมา ดูเหมือน ผมคงใช้อารมณ์นำเหตุผลทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกับเพื่อนๆ เกรดของผมไม่ถึงเกณฑ์”

“อือฮึ เล่าต่อเลย”

“ผมกระทำแปลกๆกับตัวคนที่ผมชอบ”

“อันสุดท้ายละ”

“ที่ผ่านมา รุ่นพี่คนนั้นไม่เคยยุ่งกับผม แต่ในขณะที่เพื่อนคนนึงกำลังไลฟ์ รุ่นพี่คนนั้นแสดงความเห็นตามปกติแต่ผมกลับตอบกลับไปอย่างไม่เหมาะสม ทำให้รุ่นพี่คนนั้นโกรธ”

“เขาทำอะไรกับนายบ้าง”

“เมื่อสักครู่ ผมเดินผ่านเขา เขาเจอผมพอดี แล้วก็นำนิ้วชี้จิ้มที่อกอย่างไม่ให้เกียรติกัน ผมไม่ตอบโต้อะไรเขา”

 

ผมนิ่งไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วทบทวนความทรงจำที่เคยผ่านมาในปีนั้น อืม อือฮึ อ่อเค

“งั้นฉันเป็นฝ่ายพูดละนะ อย่างแรกเลย เมื่อผลตัดสินไปแล้วว่านายไม่ได้อย่างที่หวังไว้ นายก็ควรนำใจปล่อบผ่านสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจ โลกของเราก็เป๋นแบบนั้น เป็นโลกธรรม 8 ได้ตามที่ต้องการแล้ว อาจไม่ได้มันอีกเหมือนครั้งก่อน นายก็ต้องใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์มันอีกครั้งหนึ่ง เรื่องเรียนอาจไม่น่าเป็นห่วง แต่เรื่องของอารมณ์ นายควรหยุดแล้วฟังเพื่อนก่อนว่าสิ่งที่เพื่อนตำหนิไม่ชอบในตัวเราจริงไหม ถ้าจริงก็ขอโทษกันแล้วไม่ทำซ้ำอีก ถ้าไม่จริง นายต้องปล่อยผ่าน”

“แล้วผมจะปล่อยผ่านมันอบ่างไร”

“นายก็ทำเหมือนไม่สนใจสิ่งรอบข้างแล้วกลับมาอยู่ที่ตนเอง สำรวจตนเองดีๆ”

“งั้นต่อมาเลย คือเรื่องคนที่นายชอบ ฉันเคยผ่านประสบการณ์นี้มา ฉันเข้าใจนาย ถ้านายพูดถึงการกนะทำแปลกๆ หนึ่งในนั้นคงเป็นการสะกดรอยตาม….”

เขาสะดุ้งแล้วดูเหมือนสิ่งที่เขาคิดในใจคือ เขารู้ได้ไง

“มองในมุมเขา เขารู้สึกผิดปกติไม่ปลอดภัยแล้วยิ่งต้องการห่างเหินกับนายมากขึ้นเพื่อรักษาความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไว้ ถ้านายเป็นเขาเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวย ถูกติดตามไปทุกแห่งหนไม่เป็นตัวเอง นายจะรู้สึกอย่างไร”

เขานั่งคิดอยู่

“นายไม่ต้องตอบก็ได้ เราทั้งคู่ต่างรู้คำตอบดี”

“อันสุดท้าย บางทีนายก็ควรรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนควรหยุด บางทีนายอาจต้องการโต้แย้ง ในขณะที่เขาแค่พิมพ์สนุกๆไป นายก็ให้มันไหลตามน้ำ พอนายกีดกันมัน มันยิ่งสร้างสิ่งที่แย่ในภายหลัง ถ้าน้ำนั่นกระแสแรลมาดๆ นายอาจต้านมันไม่ไหว และนายควรเคารพผู้อื่นทุกๆคน”

“นายไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบทุกๆครั้ง ผิดพลาดเท่ากับบทเรียน สำเร็จคือความทรงจำ และบทเรียนนั่นจะนำซึ่งสิ่งดีๆให้นาย อาจไม่ใช่ตอนนี้ แต่เป็นภายหลัง”

“ผมขอบคุณคุณมากๆเลยนะครับ มีอะไรให้ผมพอช่วยคุณได้ไหม”

“ไม่จำเป็นหรอก ฉันแค่ต้องการมาทบทวนตนเอง ที่ฉันต้องการก็มีแค่กระดาษกับดินสออย่างละ 1 ฉันจะเขียนอะไรซักหน่อย แต่นายจะอ่านมันได้ก็ต่อเมื่อฉันไปจากสถานที่นี้ เข้าใจตรงกันนะ”

“ครับ สักครู่นะครับ”

เวลาเริ่มเหลือไม่มากนัก เหลืออีก 5 นาทีที่ผมต้องไปจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นผมจะตายและสลายไป

“มาแล้วครับ!”

“มาตรงนี้เลย ห้ามหันมาดูนะว่าฉันเขียนอะไร ไม่งั้นนายได้ขนมเปี๊ยะก่อนเข้าเรียนแน่ๆ”

“คุณรู้ได้ไงว่าผมจะต้องมีเรียนและอีกอย่าง ถ้าเป็นเรื่องความลับ ผมจะไม่ดูมัน”

ผมนั่งเขียนมันอย่างตั้งใจ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้ผมต้องรีบเขียนและไม่ตรวจดูลายมือที่อาจดูแย่ไปก็ได้

“เอานี่ไป ไปเปิดอ่านในห้องเรียนนะ โอเคไหม”

“ครับ ดูเหมือนคุณต้องไปแล้ว งั้น เจอกันถ้ามีโอกาสนะครับ”

ผมไม่ตอบกลับ แต่โบกมือลาเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วเริ่มไขกุญแจเพื่อย้อนกลับไปในโลกปัจจุบัน

 

ผมตื่นจากการนอนฝันไป 30 นาทีหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ CPU Intel Core i3 และเก้าอี้พลาสติก ผมตื่นมาด้วยความรู้สึกว่า ไม่รู้ทำไม แต่ความรู้สึกหย่วงในใจผมก็หายไป ดูเหมือนว่าผมต้องไปทานข้าวแล้ว เขยิบฝีเท้าหน่อย โอ้ว!บั้นท้ายยังเจ็บอยู่ผมนั่งเขียนมันอย่างตั้งใจ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ทำให้ผมต้องรีบเขียนและไม่ตรวจดูลายมือที่อาจดูแย่ไปก็ได้

End credit

ผมในปี 2019 กลับเข้าห้องเรียนของตนด้วยความรู้สึกที่ดีมากขึ้นพร้อมกับกระดาษที่มีข้อความซึ่งผมยังไม่สามารถเปิดอ่านมันได้ เสียงเล่นโครมครามของเพื่อนๆยังคงดำเนินต่อไป แต่นั่นก็เพียงชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ผมกลับไปที่โต๊ะเรียนประจำของผมแล้วเริ่มเปิดอ่านมันอย่างช้าๆ

 

 

 

 

 

 

“ถึงปังปอนด์…

ถ้านายเปิดอ่านจดหมายนี้แปลว่าฉันได้ออกไปแล้ว นายจงจดจำสิ่งที่ฉันให้ดีๆ เรื่องราวที่นายผิดพลาดมันจบลงไปแล้ว นายไม่สามารถกลับไปแก้ไขทั้งหมดได้เพียงแต่ มันจะเป็นบทเรียนที่คอยย้ำเตือนใจในช่วงเวลาถัดมาจากตอนนี้เลย หรือตอนนายเป็นผู้ใหญ่ซึ่งก่อนจะเป็นสิ่งๆนั้นก็ต้องผ่านประสบการณ์และคอยปรับปรุงตนเองตลอดๆ ชีวิตวัยรุ่นนายตอนนี้นายยังเหลืออีกหนึ่งปีก่อนที่นายจะก้าวสู่ช่วงชั้นที่สูงขึ้น เก็บทุกความทรงจำดีๆกับเพื่อนๆในชั้นเรียน เลี่ยงการทะเลาะเหวาะแว้ง และก้าวไปข้างหน้าทุกๆวัน

สุดท้าย ก้าวไปให้มากขึ้นในทุกๆวัน ยิ้มให้ตนเองและรักตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก จงมีความสุข

                                                                                                            ด้วยความเคารพ                                                

                                                                                                        ตัวนายจากโลกอนาคต”

 

ผมดูอึ้งประหลาดใจแล้วอุทานออกไปว่า “โอโหเฮะ”

“เป็นอะไร ปังปอนด์”

“ไม่ได้เป็นอะไร แต่แค่รู้สึกเหมือน…ได้อะไรซักอย่างมาทำให้เติบโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว”

                                

 


SHARE
Writer
BANDJ
Writer
Writing about experiences is my favorite thing to do

Comments

Storyloglog
17 days ago
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ เชื่อว่าซักวันต้องเป็นวันที่ดีสำหรับเราค่ะ
Reply