เรื่องสั้นประชาธิปไตย EP.01 "นายสั่งให้รินเบียร์"


"ไอ้มืดมึงรีบปิดไฟสิวะ จะสองทุ่มแล้ว" เสียงรูมเมทในแฟลตข้าราชการชั้นผู้น้อยดังขึ้นอีกฟากของห้องรูหนู ผมโดนเรียกว่า 'ไอ้มืด' เสมอ เพราะผิวคล้ำกว่าคนอื่นๆ ในกอง

     ผมรีบวิ่งไปปิดไฟตามที่เพื่อนบอก ไม่ใช่ว่าพวกเราเข้านอนเร็วหรอก แต่เพราะมีผู้บังคับบัญชาขี้เมาชอบเดินไปเดินมาอยู่ล่างแฟลตรอดูว่าห้องไหนยังไม่นอนบ้าง

     ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

     เพื่อนของผมหันมามองหน้าผมเหงื่อแตก "ไม่ทันแล้วเชี่ยเอ้ย!" มันกระซิบแบบกระแทกเสียง ผมเองค่อยๆ เดินไปเปิดประตูเนื่องจากเสียงเคาะนั้นดังอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ

    ผมค่อยๆ แง้มประตู แต่ถูกผู้มาเยือนผลักให้เปิดออกกว้าง พวกเขามองเข้ามาสำรวจภายในห้อง

"ทำความเคารพครับนาย" ผมและเพื่อนหน้าเจื่อนของผมยืนขึ้นโค้งคำนับตามประเพณี

     นายผมมากันสองคน คนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา อีกคนหนึ่งเป็นผู้กำกับ พวกเข้าบุ้ยหน้าให้พวกผมเดินตามออกไปเช่นที่เคยทำอยู่บ่อยๆ เวลาพวกผมเผลอลืมปิดไฟในหอพักตอนสองทุ่ม

     ผมและเพื่อนเดินก้มหน้าตามกันลงบันไดไปใต้ถุนตึกที่มีโต๊ะกลมม้าหินอยู่ตรงกลางโถง บนโต๊ะเต็มไปด้วยขวดเบียร์ เพื่อนผมรู้งานรีบวิ่งไปเอาแก้วที่ในห้องเก็บของ รปภ. ไม่ไกล ส่วนตัวผมเมื่อเดินมาถึงโต๊ะก็หยิบที่เปิดขวดพวงกุญแจออกมา เริ่มเปิดเบียร์ขวดแรก 

     พวกเราทำตามสัญชาตญาณที่นายชอบสั่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรเลย ทั้งที่ในใจก็รู้ว่านี่มันนอกเวลางาน แต่พวกเขาก็ใช้งานพวกเราจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว จนผมชินกับมันก็ว่าได้ ขณะที่เพื่อนของผมดูจะไม่ชิน เพราะมันมักจะบ่นกับผมทุกครั้งเวลากลับไปที่ห้อง บางครั้งมันก็มีสีหน้าไม่พอใจจนถูกผู้กำกับฟาดกะบาลไปหลายที

     เพื่อนผมเริ่มรินเบียร์ให้นายทั้งสอง ส่วนผมนั้นนวดขมับให้ผู้บังคับบัญชา หลังจากเพื่อนผมรินเบียร์เสร็จมันก็เดินอ้อมไปนวดไหล่ให้ฝั่งผู้กำกับเช่นกัน ระหว่างนั้นผมกับเพื่อนต้องทำหูทวนลม ทำเหมือนตัวเองไม่มีจิตวิญญาณ เป็นเพียงหุ่นยนต์เท่านั้น ขณะที่พวกนายทั้งสองมักพูดคุยกันในเรื่องที่ผิดปรกติอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคดีต่างๆ ที่เขาชอบคุยกันว่าทำอย่างไรให้พลิกผิดเป็นถูก ต้องประสานงานอย่างไรเพื่อผลประโยชน์และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

     พวกนายขู่ผมกับเพื่อนเอาไว้ว่าหากเรื่องราวที่พวกเขาคุยกันแพร่งพรายออกไป พวกผมจะโดนยัดคดีอะไรสักอย่างเข้าคุกให้ไม่ได้ผุดได้เกิดเลยทีเดียว แต่เพราะไม่เคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมกับเพื่อนจึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจพอสมควร

"ไอ้มืด มึงนวดตีนให้กูด้วย วันนี้กูเดินเยอะ" ผู้บังคับบัญชาเอ่ยเสียงเข้ม ผมรับคำแล้วก้มลงถอดรองเท้าให้นายแล้วเริ่มนวด ขณะนั้นจิตใต้สำนึกของผมตะโกนลั่นในใจแทบระเบิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่งานที่ควรทำ แต่ผมก็ยังคงทำต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ ก่อตัวขึ้นภายใน

"นวดดีๆ สิไอ้เหี้ยเอ้ย!" ผู้กำกับหันไปตวาดใส่เพื่อนของผมที่นวดขมับให้เขาอยู่ เพื่อนผมมักจะถูกเรียกว่าไอ้เหี้ยเสมอ เพราะมันชอบทำอะไรขัดใจนาย อย่างครั้งนี้ก็น่าจะนวดขมับนายแรงเกินไป ผมจ้องหน้ามัน แววตาของมันดูราวกับจะร้องไห้ ผมรู้สึกว่ามันกำลังโกรธแต่มันก็ยังโค้งขอโทษขอโพยนายที่นวดแรงเกินไป

ผมกับไอ้เหี้ยนั่นทำอะไรกันอยู่...

     ผมกับเพื่อนผมมีชื่อที่ไม่เคยถูกเรียกและไม่เคยถูกจดจำ มืดกับเหี้ยกลายเป็นชื่อในที่ทำงานของพวกผมไปเสียแล้ว 

"คดีนี้ยัดข้อหาให้คนฟ้องไปเลยสิ จะได้จบไวๆ ผมเบื่อจะแย่แล้ว จะอะไรนักหนากับอิแค่ทำผู้ต้องหาตาย" หนึ่งในนายของผมพูดขึ้น ขณะที่ผมก้มหน้างุด ข่มอารมณ์ที่ไม่ได้ปลุกมันขึ้นมานานแสนนานไว้ไม่ให้ระเบิด มือของผมยังคงนวดเท้าให้นายอยู่

"ยัดอะไรดีล่ะ เอาเนียนๆ นะ งานแถลงวันก่อนก็แสดงกันไม่ค่อยน่าเชื่อ ชาวบ้านสงสัยจะจับผิดเอา สมัยนี้เด็กเวรๆ มันอันตราย" อีกเสียงหนึ่งตอบโต้พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่

     ขณะนั้นเองด้วยโทสะที่ปะทุข้างใน ผมแอบควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของผมแล้วกด....

อัดเสียง

     ไอ้เหี้ยเริ่มน้ำตาไหลแล้ว มันเช็ดออกอย่างรวดเร็วด้วยคงกลัวนายจะเห็น...ผมมองหน้ามัน ไม่ไหว...ครั้งนี้ผมทนฟังแทบไม่ไหวจริงๆ ผมเกือบจะหน้ามืดลุกขึ้นมาตะโกนใส่หน้านายของผม แต่ผมก็กลัว...กลัวเหลือเกินว่าจะเสียผลประโยชน์ของตัวเอง ผมเลยไม่ทำแบบนั้นและก้มหน้าก้มตานวดเท้าสากๆ เหม็นๆ ของนายต่อไป

"ผมแค่ฆ่าผู้ต้องหานะ เขาก็เลวอยู่แล้วสมควรตายไม่ใช่หรือไง ทีตอน 6 ตุลาคนเขาฆ่าคอมมิวนิสต์กันยังไม่เห็นมีใครว่าอะไรเลย คิดแบบเดียวกันไม่ได้รึยังไง" ผู้กำกับเอ่ยเสียงแข็ง โทสะในน้ำเสียงนั้นคุกกรุ่น

"เอาล่ะผมเข้าใจคุณ แต่สมัยนี้มันไม่เหมือนปี 19 นะ เด็กมันมีเน็ตใช้ ถ้าจะทำอะไรตบตาพวกมันคุณก็ต้องคิดให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นพวกมันเอาคืนแน่" ผู้บังคับบัญชากล่าวพลางชี้นิ้วเป็นเชิงสั่งสอน

     ผู้กำกับนิ่งไปราวกับครุ่นคิด เขามีสีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อแตกพลั่ก มือสั่นๆ คว้าแก้วเบียร์ขึ้นกระดกจนหมดแก้ว 

ผู้บังคับบัญชาถอนหายใจเสียงดัง เฮ้อ ฮ้า อยู่ครู่หนึ่ง
"เอาอย่างนี้ ผมจะถ่วงเวลาการตัดสินคดีของคุณออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อารมณ์คนโกรธก็จะน้อยลง เหมือนตอนเรื่องคุณธรรมมะไง คดีนั้นยังผ่านมาได้เลย คุณไม่ต้องกังวล"

     พวกนายคุยกันต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ไล่พวกผมขึ้นห้องไปนอน

     ผมทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงของตัวเอง เช่นเดียวกับเพื่อนของผมที่ทิ้งตัวลงบนเตียงของมันอีกฟากหนึ่งของห้อง เสียงสะอื้นของมันค่อยๆ ดึงขึ้น

"กูทนไม่ไหวแล้วไอ้มืด" มันพูดเสียงปนสะอื้นที่พยายามสะกดให้เบาที่สุด

     ผมนอนนิ่งมองเพดาน ฟังเสียงร่ำไห้นั่นไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดอะไร มือของผมกำโทรศัพท์ไว้แน่น ในใจร้อนรุ่มพิจารณาว่าควรทำอย่างไรกับไฟล์เสียงที่มีในมือ

     ผมควรจะทิ้งมันแล้วมีชีวิตแบบเดิม ค่อยๆ ไต่เต้าไปบนบันไดความสำเร็จที่ปูทางด้วยทะเลสีเลือดซึ่งมากขึ้นในทุกขั้นก้าว หรือผมควรทำอะไรสักอย่างให้คลิปเสียงนี้ได้เผยแพร่ออกไป...แน่นอนว่าตัวผมอาจจะเดือดร้อน... 

     แต่ถ้ามีสักทางให้ลองเสี่ยงเพื่อความเป็นธรรม ผมควรจะลองดีไหม บางทีอาจจะมีสักวิธี...ผมแค่ต้องไตร่ตรองอีกสักหน่อย แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดที่ผมสร้างสมมาหลายปีก็จะพังทะลายลงไปในชั่วพริบตาเลยนะ
เท่าที่รู้คือ...มีเวลาให้ผมลังเลกับเรื่องนี้อีกไม่มากนัก เพราะข้างนอกนั่น...มีคนกำลังจะตายเพิ่ม...




SHARE
Writer
TikNopOfficial
FB TikNopOfficial, IG tik.nop
music, writing, politics, philosophy , mythology, psychology, pets

Comments