ความฝันที่แท้จริงคืออะไร
       ตั้งแต่ที่ฉันจำความได้ความฝันสมัยเด็กของฉันมีอยู่สองอย่างที่ยังจำได้ดี อย่างแรกเป็นนางงามและอย่างที่สองคือสัตวแพทย์ ตอนเด็กๆก็ไม่คิดหรอกว่าถ้าเป็นนางงามส่วนสูงตัวเองจะถึงไหม คนจะมองว่าเราสวยรึเปล่า ไม่เคยคิดเลย ที่อยากเป็นเพราะชอบคำตอบของนางงามเวลาที่เขาตอบคำถามกันคือดูสมาร์ทดี ในตอนนั้นคิดว่าถ้าได้เป็นนางงามสามารถทำประโยชน์ให้คนส่วนมากและเป็นตัวอย่างคนรุ่นใหม่ และอีกอย่างที่ทำให้คิดว่าถ้าเราได้เป็นจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่พอเมื่อเราโตขึ้นเราต้องยอมรับความจริงที่ว่าส่วนสูงเราไม่ผ่านเกณฑ์นะ เจอความจริงที่ว่าเราอาจจะยังสวยไม่พอซึ่งถ้าในอีก3-4ปีข้างหน้าก่อนที่ฉันจะอายุ25ฉันอยากจะสมัครแข่งขันสักตั้ง ถ้าไม่นับเรื่องส่วนสูงอะนะ ซึ่งก็คงแทบเป็นไปไม่ได้เลย
       อีกความฝันหนึ่งในวัยเด็กของฉันคือเป็นสัตวแพทย์ ฉันคิดว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องหนึ่งคือ โรงแรมสี่ขา และโดยส่วนตัวก็โตมากับน้องหมาสี่ขาตั้งแต่เด็ก จึงชอบการอยู่กับสัตว์เลี้ยงมากๆ แต่สุดท้ายฉันก็ละทิ้งความฝันนั้นไปถ้าให้บอกเหตุผลของการตัดสินใจไม่เลือกตามเส้นทางที่อยากเป็นในตอนนั้นก็มีอยู่หลายอย่าง อย่างแรกฉันกลัวการต่อสายวิทย์-คณิตมาก ฉันไม่ถนัดคณิตเพิ่มเติมอย่างเห็นได้ชัด ถ้าจะต้องสอบให้ผ่านก็ต้องทำแบบฝึกหัดให้มากกว่าคนอื่น ทั้งๆที่ทำแบบฝึกหัดมากมายฉันก็ได้แค่ผ่านมาพอดีอย่างเฉียดฉิว ทุกคนคงรู้ว่าถ้าจะต่อสายการแพทย์ในประเทศไทยจำเป็นมากที่จะต้องเรียนวิทย์-คณิต 
       ตอนนี้ย้อนกลับไปคิดดูถ้าเป็นผู้จัดการการจโรงแรมหมาแบบนั้นก็คงได้อยู่ ไม่จำเป็นต้องไปเรียนสัตวแพทย์ก็ได้เหมือนกัน ยังมีหลายทางที่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่อยากทำได้ 

       หลังจากที่ไม่ได้เลือกเรียนสายวิทย์ก็มาเรียนสายศิลป์แทน ตอนนั้นเรื่องภาษาเองฉันก็ไม่ได้คิดอะไรหรือตั้งเป้าหมายในการเรียนอะไรขนาดนั้น มันก็เลยเหมือนชีวิตฉันช่วงนั้นล่องลอยมาก มีเป้าหมายเดียวของการใช้ชีวิตตอนนั้นคงเป็น เข้ามหาลัยดีๆ แล้วเรียนจบ แล้วถามหน่อยเข้ามหาลัย เรียนจบ แล้วทำงาน 


         ทำงานอะไรล่ะ? เริ่มเกิดคำถามในหัว 


         แล้วยังไงต่อติดแหง่กกับชีวิตการทำงานอะไรก็ไม่รู้ไปอีกครึ่งชีวิตหรอ ฉันไม่คิดว่านั่นจะใช่ทางของฉันเลยสักนิด อย่างน้อยคุณก็ควรรู้ว่าเรียนสาขาอะไรเพื่ออะไร แล้วชอบไหม คิดว่าจบไปแล้วจะทำงานต่อในสิ่งที่อยากตื่นมาทำงานได้ไหม ตื่นเพื่อมาใช้ชีวิตในวันใหม่ และทำวันนี้ให้ดี ฉันบอกเลยนะฉันก็มาตระหนักได้ตอนหลังคนที่บอกว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด คนที่พูดคำนั้นได้ก็ต้องชอบงานที่ทำอยู่ในจริงๆถึงพูดได้แบบนี้ หรือเพราะเขามีภาระต้องแบกรับเยอะ แต่พอลองมองคนที่เขากักขังตัวเองอยู่กับงานที่ไม่ชอบ การที่พูดแบบนั้นก็ไม่ช่วยอะไรเขาเลย ใช่แล้วฉันเข้าพวกคุณดีที่กำลังทำงานที่เหมือนสูญเสียบางส่วนในตัวคุณไป คุณกำลังรู้สึกอยู่ใช่ไหม ไม่เป็นไรฉันรู้ว่าคุณจะไม่ปล่อยให้มันกัดกินเวลาชีวิตของคุณไปมากกว่านี้ ตอนนี้คุณต้องหาทางเพื่อไปจากจุดนี้แล้ว ถูกมั้ย ถ้ายังก็เริ่มหาทางตั้งแต่ตอนนี้นะ คุณต้องเริ่มวางแผนและเทคแอคชั่นด้วยล่ะ สำคัญนะ แล้ววันข้างหน้าฉันอยากเจอพวกคุณคนที่ทำตามความปรารถนาของตัวเองได้สำเร็จ 

       ฉันเกริ่นมาเยอะมากที่จริงฉันอยากมาแชร์การลงมือทำของฉันกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

        พอฉันเข้ามหาลัยจริงๆ ได้เรียนในมหาลัยอยู่1ปีเต็มก็ตระหนักได้ต่อสถานการณ์ปัจจุบันและโลกอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงไป ฉันก็ลาออกจากมหาลัย 
ออกมาเจอความล้มเหลว          ตอนนี้ฉันอยู่บ้านมาครบปีแล้ว ไม่ใช่ไม่ออกจากบ้านเลยนะ ออกน่ะออก ก็มีออกไปทำธุระและไปเที่ยวแถวบ้านเท่านั้นเอง แทบไม่ได้ออกจากจังหวัดที่ตัวเองอยู่เลยในหนึ่งปีที่ผ่านมา เพราะเหตุนี้เลยทำให้ฉันได้เจอกับตัวเอง แบบว่า หนักหนาเอาการเลยนะ ทั้งครอบครัวก็ด้วย เป้าหมายแรกที่ฉันออกจากมหาลัยก่อนหน้านี้เพราะฉันอยากรวย ใช่คำที่ทุกคนก็อยากเป็น ฉันคิดว่าถ้าฉันรวยและทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันฉันจะเป็นท่ยอมรับทั้งจากคนในครอบครัวและสังคม แต่คุณเชื่อไหม ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่าการกระทำของฉันก็ไม่ถูกสะทีเดียวนะ เพราะฉันกลายเป็นคนที่ถูกนับถือน้อยลงเพราะฉันไม่เรียนมหาลัยต่อ และยังทำตัวไม่สนใจคนรอบตัว ขวางโลกอีกด้วย สุดท้ายฉันก็ต้องจมกับความล้มเหลวของตัวเองและทำตัวเป็นคนไร้ค่าไปในช่วงเวลาหนึ่ง 
         ชีวิตฉันก็วนกลับไปจุดเดิมเพราะจุดพลิกไม่ขาดฝันคือคนในรอบครัวเกิดอุบัติเหตุสาหัสและคือเสาหลักของบ้าน ตอนนั้นฉันอ้างว้างจากภายใน ตัดสินใจแกล้งๆบอกพ่อไปว่าฉันจะ..
เข้าเรียนต่อมหาลัยอีกครั้ง
         นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ฉันทำให้คนที่ฉันรักได้ ณ เวลานั้น และฉันก็ทุ่มเทเอาเป็นเอาตายในเวลาต่อมา ก็ทำอย่างนั้นได้ประมาณ 3 เดือนแรก ไฟหมดแต่ก็ล้มรุกใหม่เพื่อก้าวต่อไปถึงจะทำได้ไม่ดีเท่า 3 เดือนแรกนั้น เพราะประสบการณ์สอนฉันมาครั้งหนึ่งแล้วว่าถ้าพลาดวันนี้ไป คุณอาจจะพลาดวันพรุ่งนี้ไปด้วย

         คุณอาจจะสงสัยว่าแล้วฉันเลือกจะเลือกเรียนอะไรล่ะ ที่จริงฉันก็มีคณะในฝันมานานแล้ว พอหลังสอบฉันก็รู้ว่ายังทำได้ไม่ดีพอที่จะเข้าคณะที่ฝันได้ ในใจก็หวังนะว่าอยากให้เข้าได้จริงๆ แต่เราก็ทำใจเผื่อไว้บ้าง เลือกคณะที่รองลงมาก็คือขอเพียงมหาลัยใกล้บ้านเท่านั้น เพราะฉันเป็นห่วงคุณพ่อและหมาที่บ้าน และสิ่งสำคัญตอนนี้คือรักษาจุดสมดุลที่พบแล้วของตัวเองเอาไว้ สิ่งนั้นคือ ครอบครัว สัตว์เลี้ยง

          ถ้าคุณเป็นคนชอบอยู่บ้านเหมือนฉันคงเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ถ้าคุณไม่รู้สึกเหมือนกันนั่นไม่เป็นไรเลย จุดสมดุลนั้นของคุณฉันเองก็อาจไม่เข้าใจก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันหวังว่าทุกคนควรมีคือยอมรับต่อความชอบของแต่ละคนได้ นี่แหละคือธรรมชาติของมนุษย์ที่เราควรรู้และตระหนักได้

          พอฉันตัดสินใจเรียนต่อมหาลัยแล้ว แล้วคณะที่ฉันได้คือคณะอะไรล่ะ จุดร่วมเดียวที่ฉันฉันสนใจตลอดมา คือความเป็นนานาชาติและการมีมิติสัมพันธ์ เรื่องมิติสัมพันธ์ฉันก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้ว่ามันคือความสามารถของฉัน เมื่อก่อนฉันจะมองมันเป็นข้อด้อยสะมากกว่า ตั้งแต่เด็กเลยคือฉันเป็นคนที่ร้องไห้ง่ายมากเมื่อมีอะไรมากระทบจิตใจ ต้องบอกก่อนฉันไม่ใช่เด็กขี้แง ฉันไม่เคยร้องกับเรื่องไร้สาระ แต่ถ้าหากคุณเป็นคนรอบตัวฉันจะรู้ว่าฉันมักจะร้องไห้ได้ง่ายๆจากเรื่องที่กระทบต่อจิตใจของตัวเองและรวมไปถึงของคนอื่น คุณอาจเป็นคนที่ร้องไห้ตามหนังได้ง่ายๆมาก หรือดูสารคดีสัตว์โลกก็ทำให้คุณร้องไห้ได้ นี่แหละคือความที่มี ความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันมีมาแต่เด็กแต่กลับถูกเรียกว่า เจ้าน้ำตา แต่ในอีกแง่หนึ่งมันคือความสามารถ มีหลายอย่างมากที่สังคมไทยเราจะใช้คำพูดให้สื่อไปในทางแง่ลบบ่อยและทำร้ายจิตใจคนฟัง

          ในที่สุดฉันก็เข้ามหาลัยใกล้บ้านได้ ฉันก็ดีใจปกติเหมือนสอบติดในตอนแรก ความรู้สึกเท่ากันแต่ที่รู้สึกมากกว่าคงเป็นเหมือนยกอะไรออกจากอกได้แล้ว เป้าหมายตอนนี้ก็เป็นรูปร่างมากขึ้น อาจไม่ได้เป็นคณะหรือสาขาที่กำลังเป็นที่นิยมอะไร และเพราะจุดนี้ฉันคิดว่ามันมีเสน่ห์และสัมผัสถึงความหลากหลายของชีวิตในวันข้างหน้า ก่อนหน้านี้ฉันบอกไปแล้วว่าฉันมีจุดร่วมคือความเป็นนานาชาติ ที่ผ่านมาครึ่งชีวิตคือเสพงานต่างประเทศ ฉันก็เพิ่งรู้ตัวว่าฉันมีทักษะการฟังที่ดี นี่อาจเพราะฉันสายตาสั้นมากล่ะมั้ง มาถึงตอนนี้ฉันว่าคุณอาจเริ่มเห็นแล้วว่าหนึ่งปีที่ฉันลาออกจากมหาลัยนั้นมันไม่ได้ศูนย์เปล่าสักนิด ฉันรู้จักและรักตัวเองมากขึ้น รักตัวเองคือคำนิยามสมัยใหม่ที่ทุกคนจะต้องมี 
การรักตัวเองไม่ใช่ให้สิ่งที่อยากกับตัวเอง แต่คือการให้สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้กับตัวเองต่างหาก
         หนึ่งปีที่ผ่านมาฉันเจอกับความคิดของตัวเองที่สะสมมา 10กว่าปี ที่จริงฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าลึกๆในตัวฉันยังมีอะไรที่ซ่อนไม่ให้ฉันเห็นอีกไหม ? ถึงอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรฉันมีภูมิคุ้มกันที่พอจะรับมือกับมันแล้ว ฉันไปเอาความมั่นใจนี้มาจากไหนน่ะหรอ ตอนนี้ฉันคงจะบอกไม่ได้ เพราะแต่ละคนจะมีปัญหาที่จะมีเพียงตัวคุณเองเท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหาที่เจออยู่ได้ อ่านงงๆที่สุดแล้วก็คือคุณก็ต้องหาจุดสมดุลของตัวเองอีกที ซึ่งหากคุณสงสัยว่าฉันมีวิธีหรือเทคนิคอะไร มีอยู่สองสิ่งที่ช่วยให้ฉันเห็นผลอย่างมาก คือ

         อย่างแรกการทำสมาธิ เพราะจะช่วยฝึกจิตใจให้คุณรู้ว่าเวลานี้คุณควรจะทำอะไร ทำให้คุณโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกับคุณได้มากขึ้น 

         อย่างที่สองการจดบันทึก การจดบันทึกจะทำให้ในแต่ละวันคุณรู้ว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง และอะไรที่คุณอยากทำในวันนั้นๆคุณจะได้ไม่ต้องใช้สมองเถียงกับหัวใจบ่อยๆ ทำให้วุ่นวายใจโดยเปล่าประโยชน์เอามากๆ พอมาคิดถึงวันที่ตัวเองเคยเป็นแบบนั้นก็ทำให้ปวดหัวขึ้นมาตุ๊บๆ ถึงอย่างนั้นการจดบันทึกให้ดีและไม่ทำให้เครียดกว่าเดิมนั้นมีหนทางมากมาย อยากให้คุณลองทำตามการจดบันทึกแบบ บุลเล็ตเจอร์นัลดูแล้วปรับให้เข้ากับตัวเอง เชื่อฉันถ้าคุณเป็นคนที่อยากจัดระเบียบให้ชีวิตมากขึ้นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ลองเอาวิธีของฉันไปปรับดูได้

         อีกสิ่งหนึ่งมี่ฉันค้นพบในตัวเองในปีที่ผ่านๆมาคือความสามารถที่คนชมแต่ฉันเองที่มองไม่เห็นและมองไม่ออกว่านี่คือความสามารถของตัวเอง และรวมไปถึงกระแสสังคมที่เราอาจจะเผลออยากไปทำตามมันมากเกินไปจนลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป 

         หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่าน วันรุ่นทุกคนจะเจอกับตัวเอง เผชิญหน้ากับตัวเองให้บ่อยขึ้นนะคะ จะได้ไม่หลงลืมตัวตนของตัวเองไปมากกว่านี้

          ฝากติดตามบทความที่จะมาแชร์ประสบการณ์และทัศนคติใหม่ๆที่ฉันได้เรียนรู้และลงมือทำมาเล่าให้กับผู้อ่านทุกท่าน ผ่านช่องทางนี้ Rabstory เรื่องราวการค้นพบตัวเองยังอีกยาวไกลมาเริ่มเดินทางไปด้วยกัน
SHARE
Writer
Rabstory
Writer
Hello, คุณผู้อ่านที่น่ารัก ช่องทางนี้ไว้แชร์เรื่องราวจากประสบการณ์ส่วนตัว และทัศนคติ

Comments

Peachapeach
17 days ago
คุณมีนิสัยตอนเด็กๆที่คล้ายๆเรามาก เป็นคนอ่อนไหวง่ายกับคนในครอบครัวหรือคนสนิท คนที่สำคัญ แบบกระทบจิตใจหน่อย เราก็ร้องไห้ ช่วงที่เราอยู่ประถม มัธยมต้น ไม่ค่อยเจอมากนัก เพราะประถม เราอยู่โรงเรียนกึ่งๆเอกชน เล่นตามประสาเด็ก และมีเพื่อนที่ดีหลายคน พอขึ้น ม ต้น เราก้อยู่รร หญิง การร้องไห้ก็ถือว่าไม่แปลก ยังมีคนที่เหมือนและเข้าใจเราบ้าง แต่พอม ปลาย เข้ารร ชาย(เปลี่ยนเปนสหไม่นาน) ช่วงม.4 มีเพื่อนผญ ที่ดีและสนิท แต่ก็มีผญที่เคยอยู่รรนี้มาตั้งแต่ม ต้นและไม่ชอบเราที่เราร้องไห้ และคิดว่าเราเป็นพวกเจ้าน้ำตา มากกว่านั้น พอเรามีแฟนเป็นผช เราก็ทะเลาะและร้องไห้บ่อยมาก จนสุดท้ายตอนเลิกกัน ก็มีคำว่าน้ำตากะหรี่เอ่ยออกมา เราเสียใจมากๆ และต่อจากนั้น เราแทบไม่ร้องไห้ให้คนอื่นเห็นเลย เราเก็บกดพอสมควรเลย พอจะขึ้นม 6 เราก็มีแฟนใหม่ แต่ก็เลิกกันก่อนขึ้นมหาลัย เลิกไม่ดีนัก เพราะเรายังรักเขา แต่เราทนคำโกหกไม่ไหวแล้ว และก้เข้าช่วงโควิดพอดี เราอยู่แต่บ้าน นอน กินข้าว ร้องไห้ เป็นกิจวัตรประจะวันได้สักพัก จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ และขอแม่ไปหาหมอ และใช่ เราเป็นโรคซึมเศร้า แต่ปัญหาทางครอบครัวเราไม่ค่อยมี แต่ก็มีปมกับพ่อตัวเอง เพราะแต่ก่อนเขาดุ ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว พ่อก็เข้าใจว่าเราโตขึ้นมากแล้ว ส่วนเรื่องโรคที่เป็นก็ดีขึ้นมาก เราปรับความคิด ทัศนคติไปเยอะ แต่ก็ไม่วายเป็นเด็กขี้แง แอบมาร้องไห้บ้างบางที ขอบคุณที่คุณมาแชร์ประสบการณ์นะคะ ยังไงก็ขอให้มีความสุขในทุกๆวันนะคะ
Reply
Rabstory
17 days ago
ตอนนี้เราก็ยังร้องไห้ให้กับอะไรที่มากระทบจิตใจอยู่ค่ะ แต่เพราะประสบการณ์ที่เราเติบโตมาก็สอนให้เราเข้มแข็งมากขึ้น อดทนมากขึ้น เราเลือกได้ว่าจะเสียใจกับเรื่องไหนแล้วไม่บั่นทอนชีวิตของเรา ขอให้มีความสุขสงบในชีวิตมากขึ้นเหมือนกันนะคะ :))
TheDuck2710
15 days ago
รู้สึกดีจังเลยครับ 😃
Reply
Rabstory
9 days ago
ขอบคุณที่ชอบเรื่องราวของเรานะคะ ^^
Helianthus04
9 days ago
อ่านแล้วใจเต้นมาก ชอบและดีมากเลย คล้ายชีวิตเรามาก แต่เราไม่ได้กลับไปเรียนในมหา'ลัยต่อ
Reply
Rabstory
9 days ago
เราไม่รู้ว่าคุณไปเจอเรื่องแบบไหนมา แต่ขอเป็นกำลังใจให้ในทุกๆการตัดสินใจนะคะ แล้วก็ดีใจมากๆที่มีคนเป็นเคยเป็นเหมือนกัน :)