ไม่สบาย-- เป็น 'เหงา'
ความเหงาอาจจะเป็นโรคชนิดหนึ่ง... อาการคล้าย ๆ จุกเสียด อาหารไม่ย่อย กินยาแล้วไม่หาย บางทีก็เหมือนหิวข้าว แต่ไม่ว่าจะกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น... อิ่มจนยัดเข้าไปไม่ไหวแล้วก็ยังไม่หาย บางครั้งมันก็โหวง ๆ ในอก หายใจไม่ทั่วท้อง และแย่ที่สุดคือ คิดถึงบางคนแทบบ้าเลย

มันมักจะเป็นในเย็นวันที่เหนื่อยล้าเต็มที่... วันที่เจอเรื่องยาก ๆ แล้วอยากจะบ่นให้ใครสักคนฟัง แต่มองซ้ายมองขวาแล้วก็เห็นแค่เงาตัวเองในกระจก ยิ้มน้อย ๆ ให้คนในกระจกแล้วกระซิบว่า ไม่เป็นไรน่า...ไปหาหนังดูสักเรื่อง หรือซี่รี่สักสองตอน เดี๋ยวก็ดีเอง

แต่บางครั้งมันไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการได้จริง พอเสียงเพลงตอนจบดังขึ้น ฉันก็กลับมาสู่อ้อมกอดของความเหงาอีกครั้ง --เธอจะเป็นยังไงบ้างนะ... กินข้าวหรือยัง... วันนี้เจออะไรมาบ้าง-- ความคิดเข้าจู่โจมฉัน คิดไปต่าง ๆ นา ๆ หนักที่สุด คือ คิด...ถึง ฉันยิ้มอ่อนให้กับความ 'คิด' นั้น แล้วลูบอกเบา ๆ หวังว่ามันจะช่วยให้หายโหวงได้ ...ฉันอาบน้ำและนอนหลับไปพร้อมกับความรู้สึกนั้น 

ฉันหาเรื่องเอง ฉันยอมรับ -- ที่ไล่เธอไป ที่ตัดสินใจตัดสัมพันธ์แบบคนรักกับเธอ ...นี่คือราคาที่ฉันต้องจ่าย เธอหายไปเป็นเดือนแล้ว และฉันก็ทำใจกับเรื่องนี้ได้ แค่อาจจะยังไม่ชิน เราสัญญาว่าจะไม่โทรหากัน ...ไม่สิ ฉันสัญญาว่าจะไม่โทรหาเธอ เพราะฉันทำให้เธอเจ็บ -- แต่ฉันอยากโทรหาเธอจนเผลอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหารายชื่อเธอบ่อยกว่าเชคข้อความในไลน์เสียอีก ซึ่งถ้านับครั้งก็...นับครั้งไม่ถ้วนเลย

บางวันถึงจะไม่เหนื่อยมาก พอกลับมาถึงบ้านที่ว่างเปล่า โซฟาที่ดูจะตัวใหญ่เกินไปเวลาไม่มีเธอนั่งอยู่ โต๊ะกินข้าวที่ไม่มีกับข้าววางรออยู่...ก็ไม่เป็นไรนะ -- แกะกับข้าวกินคนเดียว เปิดหนังดูไปด้วยก็ไม่ได้แย่... รู้หรอกน่าว่าเธอไม่อยู่แต่ก็ยังมองหาเธอ

ฉันไม่มีไข้ ไม่ได้ตัวร้อน ไม่ได้ปวดท้อง ไม่ได้ไอ ไม่มีน้ำมูก ไม่เจ็บตรงไหน ไม่มีแผลเลือดไหล ...แต่รู้สึกไม่ปกติ มัน 'เหงา' เอามาก ๆ เลยล่ะ ฉันเลยสรุปว่าฉันป่วยเป็น 'เหงา' อาการหลักคือ คิดถึงเธอแทบบ้า อาการรองคือเห็นภาพหลอนบ้าง แต่ก็รู้ว่ามันคือภาพในหัวฉันเอง ไม่ใช่ภาพที่เกิดจากแสงตกกระทบเรตินา

วันนี้ก็คงเหมือนกัน...ฉันขับรถเข้าจอดในโรงรถ สังเกตเห็นว่าไฟในบ้านเปิด สงสัยว่าเมื่อเช้าคงลืมปิด เพราะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด วันนี้ไม่เอาคอมลงจากรถละกัน อยากอาบน้ำนอนเลย นาฬิกาข้อมมือบอกเวลาสามทุ่ม วันนี้ยาวนานเกินไปแล้ว และฉันก็เหนื่อยมากจนอยากนอนแล้ว

เดินถึงประตูบ้านก็พบว่าไม่ได้ใส่กุญแจล็อค นี่ฉันลืมถึงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฉันไขกุญแจที่ลูกบิดประตูเปิดเข้าบ้าน ทิ้งกระเป๋าถือไว้ที่โต๊ะข้างประตู เดินตรงไปที่ห้องน้ำพลางปลดกระดุมเสื้อออกสองเม็ด เตรียมจะอาบน้ำ -- ไม่ได้ปิดไฟห้องน้ำด้วยเหรอเนี่ย-- พอเปิดประตูเข้าไป... เธอมาอีกแล้ว หนนี้กำลังยืนแปรงฟัน ใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว 
"สงสัยวันนี้จะเหนื่อยจัด" ฉันพึมพำ วันนี้ภาพหลอนเธอออกจะติดเรทหน่อย ถึงกับใส่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียว หน้าตาเลิ่กลั่กสมจริงเหลือเกิน ฉันไม่ใส่ใจเดินไปที่อ่างล้างหน้า
"อุ้ย!" ภาพเธอร้อง 
ทำไม... "เฮ้ย!" ภาพเธอไม่หายไป และฉันชนเข้ากับเธอจัง ๆ
เธอสะดุ้งทำแปรงสีฟันตกพื้น ส่วนฉันก็ถอยไม่ติดผนังอีกด้าน "เธอ ๆ -- ทะ... เธอ มาได้ไง!"
เธอเก็บแปรงขึ้นมา ล้างน้ำ บ้วนปาก แล้วหันมาตอบ "ขับรถมา" สายตาที่มองหน้าฉันอยู่เลื่อนต่ำลง ก่อนจะหน้าขึ้นสีแล้วหันไปทางอื่น "ติดกระดุมหน่อยซิ เห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"

-----
ฉันรีบติดกระดุมเสื้อจนถึงเม็ดบนสุด แล้วรีบรุดออกจากห้องน้ำ -- พยายามตั้งสติ ฉันท่าทางจะเบลอหนัก พยายามลำดับเหตุการณ์กับตัวเอง -- เขาเข้ามาอยู่ในบ้านฉัน เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ -- โอเค ที่ไฟเปิด ที่ประตูไม่ได้ใส่แม่กุญแจ เพราะว่าเขาอยู่ในบ้าน ...อ้อ ฉันไม่ได้ขอกุญแจบ้านสำรองคืนจากเขาตอนที่เลิกกัน เขาเลยเข้ามาได้...ว่าแต่ เขามาทำไม!?
เขาออกมาจากห้องน้ำในสภาพแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เราสบตากันนิ่งก่อนเขาจะยกมือขึ้นลูบท้ายทอย ยิ้มเจื่อน
"...คือว่า"
"มาทำไม" ฉันโพล่งออกไป
เขาสะอึกไป ดูจะเสียใจนิดหน่อยด้วย รอยยิ้มมันหุบหายไป และสีหน้าแววตาจริงจังขึ้น "มาขอคืนดี"
"ฮ้ะ!" ฉันหูไม่ค่อยดีขึ้นมาเลย อาจจะได้ยินผิด
เขาขยับเข้ามาใกล้ ฉันถอยออกมาจนชนโซฟา "เธอให้โอกาสเราสองคนอีกครั้งได้ไหม"
ฉันถอนหายใจ ทิ้งตัวลงนั่งบนพนักโซฟา นี่อาจะเป็นสิ่งที่ฉันฝันถึงอยู่หลายครั้งตลอดเดือนที่ผ่านมา คือการที่เขากลับมาง้อ แต่ทุกครั้งฉันก็ซ้อมที่จะปฏิเสธ เพราะคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้น
"เธอรู้ไหมว่ามันประหลาดมากที่เธอไขกุญแจเข้ามาในบ้านแฟนเก่า และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าประหนึ่งว่าเป็นบ้านตัวเอง" ฉันเปลี่ยนเรื่อง ต้องการหน่วงเวลาอีกสักหน่อย
เขาหัวเราะแหะ ๆ "ก็ประหลาดอยู่... แต่ก็คิดว่าเธอให้เราเป็นเพื่อน ก็คิดว่ามาบ้านเพื่อน" 
"..." ฟังดูไม่เข้าท่าเลย ฉันเลิกคิ้ว
เขาหน้าเจื่อนลงไปอีก "...ก็การที่เธอไม่ได้ทวงกุญแจคืนอาจจะไม่ใช่เพราะลืมหรอก แต่เธออาจจะโอเคถ้าเรายังไปมาหาสู่กัน"
"…โอ้โห" ไม่เจอกันหนนี้ สกิลคิดบวกเพิ่มขึ้นเยอะเสียด้วย
เขาหัวเราะแห้ง ๆ "และ...เรายังมีเสื้อผ้ากับข้าวของอยู่ที่นี่ ก็เลยว่าจะแวะมาเอาหน่อย" 
"อ้อ..." ฉันเลิกคิ้วมอง
"ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามาแล้วจะไม่เจอเธอ…คิดว่าถ้ามาแล้วเธอไม่ให้เราเข้าบ้านก็คงจะอ้างเรื่องมาเอาของ เอากุญแจมาคืน -- แต่ไม่ได้วางแผนจะเปิดบ้านเธอตอนเธอไม่อยู่ ถือวิสาสะเข้ามาใช้ห้องน้ำ แต่มันก็เหนียวตัวไง เราให้พี่ที่ทำงานมาแวะส่งที่นี่ตั้งแต่สี่โมงแล้ว รออยู่จนสองทุ่มกว่าเธอก็ยังไม่มา ยุงก็เยอะด้วย … คิดว่าเธอคงไม่ว่าอะไรหรอก แค่เข้าไปรอในบ้านเอง" เขาลูบคอแก้เขิน
"เรื่องที่เปิดบ้านเข้ามาก็พอเข้าใจได้อยู่"
"เนาะ ๆ" เขายิ้มตาหยี ยิ้มแบบที่ฉันเห็นแล้วใจอ่อนยวบทุกที
ฉันประมวลเหตุการณ์ เขาให้คนอื่นมาส่ง… "แสดงว่าไม่ได้เอารถมา หมายความว่าตั้งใจจะไม่กลับไปไหนแน่วันนี้"
"ก็…ขอค้างคืนนึง ห้องแขกก็ว่าง ถึงเธอไม่โอเคแต่ก็คงไม่ถึงขั้นไล่เรากลับ หรือให้นอนนอกบ้านหรอก ใช่ไหมล่ะ" เขาบอก รู้ดีเสียจริงนะ รู้จักฉันดีกว่าตัวฉันเองอีก 
"งั้นก็ตามสบาย ข้าวของเธอเราก็ยังไม่ได้เก็บอะไร เดือนนี้ยุ่งมาก ไม่ได้เข้าห้องนั้นเลย" ฉันบอก ฉันต้องตั้งหลักก่อน ใจหนึ่งก็ดีใจมากที่เขามาหา ฉันคิดถึงเขามากจริง ๆ แต่ใจหนึ่งก็กลัวเรื่องจะซ้ำรอยเดิมอีก ขอเวลาให้ตัวเองคิดก่อน ฉันเดินผ่านเข้าไป หมายจะไปอาบน้ำ และนอนโดยไม่ตอบอะไรทั้งนั้น
"จริง ๆ เราฝืนทำเป็นโอเคไม่ไหวแล้ว" เขาโพล่งออกมา ทำให้ฉันชะงัก หันกลับไปมอง "ต่อไปนี้เราจะไม่ทำสิ่งที่เธอไม่ชอบอีก แค่เธอบอก เราจะทำตามเธอทุกอย่าง..." 
"แม้ว่ามันจะงี่เง่า หรือฝืนความรู้สึกเธอมาก ๆ เธอก็ยังจะทำเหรอ" ฉันกอดอกถาม "เธอนอนคิดอีกสักคืนนะ เวอร์ชั่นที่เธอเจอคราวก่อนยังไม่ใช่แย่ที่สุดที่เราจะปล่อยใส่เธอได้ เธอคิดให้ดี ถ้าจะหนีไปตอนนี้ก็ยังทัน เราจะไปอาบน้ำแล้วเราเหนื่อย"
เขานิ่งไป คงจะกำลังคิด ฉันหันหลังกลับเดินไปถึงประตูห้องน้ำ
"ก็เพราะเธอเป็นซะอย่างงี้ไง เราถึงไปไหนไม่รอดแล้ว เธอมีท่าไม้ตายตลอด"
"ท่าไม้ตายอะไร เพ้อเจ้อ"
"เธอบอกว่าเราเล่นเกมเก่ง หว่านเสน่ห์… แล้วที่เธอทำนี่ไม่ใช่หรือไง เราร้อนรนจะแย่แล้วแต่เธอยังทำชิว ๆ ไปอาบน้ำ บอกว่าให้เวลาเราคิด …เหมือนแกล้งเรามากกว่า เราคิดมาหลายตลบแล้วถึงได้ถ่อมาถึงนี่ กล้าทำอะไรแบบนี้ หาข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อายจนไม่รู้จะไปซ่อนที่ไหน-- นี่เราหลงเธอจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมาทำอย่างนี้กับเราอีก กะจะแกล้งเราหรือไง" เขาพรั่งพรูออกมา
ฉันพยายามกลั้นยิ้ม ท่าทางจนมุมของเขานั้นฉันไม่เคยเห็น ปกติจะเป็นเขาต่างหากที่คุมเกม แต่อาการเขาตอนนี้มันน่ารักน่าเอ็นดูอยู่เหมือนกัน น่าแกล้งซะด้วย... ฉันกลั้นยิ้มไม่ไหวจริง ๆ 
"ยังจะมายิ้มอีก" เขาเริ่มเสียงสูง 
"เดี๋ยวค่อยคุย ขออาบน้ำก่อน" ฉันบอกพลางขำนิดหน่อย ก่อนจะเข้าห้องน้ำไป
SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments