นักรบ
เสียงโห่ร้องดังขึ้นระงมจากเหล่าดวงวิญญาณนับแสน บ้างก็เป็นเสียงโห่ร้องดีใจ แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นเสียงด่าทอสาปแช่ง เหล่าวิญญาณแหวกออกเป็นทาง ให้ดวงวิญญาณชายฉกรรจ์คนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นชายฉกรรจ์ร่างใหญ่กำยำ ผิวกายเป็นสีแดงดุจเปลวไฟในสงคราม แต่งกายด้วยชุดเกราะวิจิตร เดินเข้ามาด้วยท่าทีองอาจ พลางโบกไม้โบกมือให้กับฝูงชนที่โห่ร้องสรรเสริญ โดยที่แทบจะไม่สนใจเหล่าดวงวิญญาณที่ตะโกนสาปแช่งเลยสักนิด

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นเดินตรงมาข้าด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม พลางยื่นเหรียญถุงใหญ่มาให้ข้า

“คนเรือ!” เขาตะโกนด้วยน้ำเสียงที่ดังและหนักแน่น “พาข้าข้ามไปสู่สรวงสวรรค์ที” ผู้จบดวงวิญญาณทั้งหลายก็โห่ร้องขึ้นพร้อมกัน ทั้งเสียงสรรเสริญเยินยอและเสียงด่าทอสาปแช่งระงมปนกันฟังไม่รู้ความ

บอกตามตรงข้ามิได้อยากพามันข้ามไปนักหรอก แต่ข้าไม่อยากให้เกินความวุ่นวายจึงรับถุงเงินนั้นมาแล้วขึ้นไปบนเรือ

พอชายผู้นั้นก้าวลงเรือ เขาก็หันหลังกลับไปโบกไม้โบกมือให้กับฝูงชนอีกครั้ง ข้าว่าหากเจ้าพวกนั้นมีสิ่งของใดอยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้หรือก้อนหิน พวกมันคงระดมปากันมาแล้ว โชคยังดีที่พวกมันไม่มีอะไรติดมือมา

“นี่คือทางไปสู่สรวงสรรวค์ใช่หรือไม่?” เขาตะโกนถามด้วยเสียงที่ดังและหนักแน่นเหมือนเคย

ถ้าเป็นผู้อื่นข้าคงตอบไปแล้วว่า ‘ข้าไม่รู้’ แต่กับเจ้านี่ข้าได้เตรียมคำตอบที่ดีกว่านั้นไว้แล้ว

“ไม่ใช่หรอก สำหรับเจ้าน่ะ”

เขาแสยะยิ้ม “เจ้าหมายความว่ายังไง” นั้นดูเป็นคำข่มขู่มากกว่าคำถาม

“เจ้าไม่เข้าใจเหรอ?” ข้าถามกลับ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “เจ้าอาจจะไม่เข้าใจนะคนเรือว่าข้าเป็นใคร ข้าคือนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน ทหารของราชาผู้พิชิตทุกดินแดน หากจุดหมายปลายทางข้าไม่ใช่ทุ่งแห่งสรวงสวรรค์แล้วมันคือที่ใดล่ะ เจ้าลองบอกข้ามาซิ”

“นรกไง” ข้าตอบกลับไปเสียงเรียบ

ใบหน้าเขากระตุก “นรกบ้าบออะไร! เจ้าไม่เข้าใจหรือยังไงว่าข้าเป็นใคร”

“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นใครพ่อหนุ่ม เสียงโห่ร้องของดวงวิญญาณพวกนั้นทำให้ข้ากระจ่างสิ้นแล้ว”

พอเจ้านั่นได้ยินเช่นนั้น มันก็ยืดอกด้วยความภาคภูมิ

“เจ้ามันฆาตกร” ข้าบอกเขาไป

ใบหน้าที่ภาคภูมิเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด “จะ เจ้าหมายความว่ายังไง?” เขาถามเสียงสั่น

ข้ายกไม้ท่อขึ้นพลางถอนหายใจออกมายาว (อย่างน้อยข้าก็รู้สึกเช่นนั้น) “เจ้ามันโง่พ่อหนุ่ม โง่เกินกว่าจะเข้าใจเรื่องอะไรง่ายๆ ชีวิตที่เจ้าพรากไปแลกกับสิ่งใดน่ะหรือ? แผ่นดินเหรอ?” ข้ากระชากเสียง

“ชะ ใช่!” เขาตอบตะกุกตะกัก แต่ยังคงน้ำเสียงองอาจของนักรบเอาไว้อยู่

“หึ หึ หึ” ข้าหัวเราะในลำคอ “เจ้ามันโง่จริงๆ ที่คิดว่าแผ่นดินเป็นสิ่งที่แย่งชิงได้ แผ่นดินเป็นของทุกคนเป็นของทุกชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่จะแย่งชิงเป็นของตนได้”

“ข้าสู้เพื่อชาติ!” เจ้านั้นตะโกนแย้งขึ้นมา

ข้าจ้องมองมันด้วยสายตาที่เย็นชายิ่งกว่าน้ำใต้ท้องเรือ “แล้วชาติคืออะไรล่ะ?” ข้าถามมันกลับ พลางแจ่วเรือต่อ

เขานั่งนิ่งไป จนเรือกำลังเข้าเทียบฝั่ง

เขาเอ่ยปากถามข้าเป็นครั้งสุดท้าย “ชาติคืออะไรหรือ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

ข้าถอนหายใจออกมาอีกครา แต่ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยใจ แต่เป็นเพราะความเห็นใจต่างหาก “คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” ข้าตอบเสียงเรียบ

เขาก้าวลงเรืออย่างช้าราวกับไม่อยากลงไป

“จงไปเถิดนักรบ” ข้ากล่าว “ไปรับโทษที่เจ้าได้ก่อไว้แก่ชีวิตผู้อื่นเสียเถิด”

เขามองหน้าข้าด้วยสีหน้าที่ซีดเผือดและสายตาที่ไม่อาจเข้าใจได้ ข้าได้แต่เบือนหน้าหนีแล้วแจ่วเรือกลับ

นี่ไม่ใช่คนแรกหรอกที่เป็นแบบนี้ และไม่ใช่คนสุดท้ายอย่างแน่นอน ข้าคงได้แต่หวังว่าวันหนึ่งเหล่ามนุษย์จะฉลาดขึ้นกว่านี้สักหน่อย และข้าคงไม่ต้องเหนื่อยยากขนาดนี้ 
SHARE
Written in this book
บันทึกของคนแจวเรือ
ข้าเคยเห็นคนมากมายหลายล้าน ในแม่น้ำสายเล็กๆแห่งนี้ เห็นผู้ยิ่งใหญ่ล้นฟ้า เห็นคนไม่มีค่าเยี่ยงธุลีดิน เห็นคนฉลาดล้ำโลก เห็นคนโง่เขลาเบาปัญญา เห็นคนทุกชนิดทุกรูปแบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยที่นี้ ข้ามแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำแห่งความตาย ข้าคือคนแจวเรือ ผู้พาดวงวิญญาณทั้งหลายข้ามแม่น้ำสายนี้ นี้คือบันทึกของข้าและเรื่องราวของมนุษย์ที่ข้าเคยพบพาน
Writer
Pallas
Walrus
You say goodbye👋 I say hello👋

Comments