เพื่อนแท้
     ฉันมักถามนักเรียนของฉันว่า 'อยู่ที่โรงเรียนมีเพื่อนกี่คน' เพื่ออยากแน่ใจว่าที่โรงเรียนของเขานั้นทำให้เขามีสังคม 

     ครูสอนดนตรีไพรเวทนอกเวลาอย่างฉันดูเหมือนไม่จำเป็นต้องถามใครในเรื่องพวกนี้ แต่สำหรับฉันฉันคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะลวงถามเอาข้อมูลความรู้สึกของเด็กๆ มาเก็บไว้ในสมอง เพื่อปรับใช้กับการสอนส่วนหนึ่ง และเพื่อสำรวจดูว่านักเรียนคนไหนมีปัญหาที่โรงเรียนหรือเปล่า ถ้าเขาเครียดฉันต้องหาทางช่วยเหลือ

     คำตอบที่ได้จากการถามเด็กๆ ว่ามีเพื่อนกี่คนนั้นหลากหลายไปตามช่วงอายุ เริ่มจากเด็กเล็กมากๆ อายุราว 3-8 ขวบ อายุช่วงนี้ส่วนใหญ่จะตอบตามจำนวนเพื่อนทั้งหมดในห้องเรียน
"หนูมีเพื่อนตั้ง 26 คนค่ะครู เล่นกับทุกคนเลย!"

"ผมมีเพื่อนเยอะมาก หนึ่ง สอง สาม...(นับจำนวนคนให้เยอะเท่าที่นึกออก)"

     นี่คือคำตอบโดยปกติของเด็กเล็กที่ฉันพบเจอ (ฉันพูดแบบไม่ใช่นักจิตวิทยานะ) แต่หากเด็กเล็กคนไหนมีอาการพูดถึงโรงเรียนในเชิงลบ หรือไม่ยอมพูดอะไรเลยเพียงแต่สีหน้าอึดอัด ก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจกำลังมีปัญหาบางอย่างที่โรงเรียน อาจเกี่ยวกับเพื่อน หรือครู ซึ่งฉันก็ต้องคอยแจ้งพฤติกรรมนั้นๆ ต่อผู้ปกครองของเด็กต่อไป

     เรามาเช็คคำคอบของวัยรุ่นตอนต้นกันบ้าง ช่วงอายุ 11-20 ปี ราวๆ นั้น ช่วงนี้ตำราไหนก็มักกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นวัยเลือดร้อน ติดเพื่อนเป็นที่สุด ซึ่งก็จริงในบางคน ไม่จริงในบางคน และคำตอบของพวกเขา จะบอกเล่าถึงเพื่อนที่สนิทใกล้ชิดเป็นกลุ่มก้อน ไม่ได้กระจายทั้งห้องเรียนเหมือนเด็กเล็กอีกต่อไป
     วัยรุ่นนั้นเริ่มต้องการช่องว่างระหว่างตนเองกับผู้ใหญ่ เราจึงควรให้เกียรติเขา ถ้าถามแล้วเขาเงียบก็ให้อ่านสีหน้าแล้วอย่าคะยั้นคะยอ บางคนก็เงียบแต่ยิ้มกว้างให้ฉัน แววตานั้นดูสุขหรือทุกข์ก็ต้องคอยสังเกตุอีกที (นี่เป็นวิธีแบบของฉันนะ ใช่ว่าครูทุกคนจำเป็นต้องทำ ฉันแค่ใส่ใจ mentally มากเป็นอันดับหนึ่งก่อนเรื่องอื่น) 

     แน่นอนว่าโตขึ้นกว่านั้นก็จะเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย-ผู้ใหญ่ ช่วงอายุนี้กว้างมาก บางทีก็ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของแต่ละคนด้วย
     คำตอบของนักเรียนช่วงอายุนี้หลากหลาย บางคนยังคงคบเพื่อนเป็นกลุ่ม บางคนเริ่มมีคำคอบที่ไม่ชัดเจนว่าคนไหนคือเพื่อน บางคนมีเพื่อนแค่สองสามคนที่สนิทจริงๆ ฉันในวัยใกล้สามสิบเต็มที ก็ยังลังเลที่จะนับเพื่อนเป็นจำนวน คือบางครั้งฉันก็ไม่แน่ใจว่าฉันมีเพื่อนกี่คน ที่แน่ๆ คือมี แต่ไม่มาก

     ฉันมีอาการซึมเศร้าอย่างที่คนยุคนี้เป็นกันเยอะในช่วงใกล้จะจบปริญญาโท แน่นอนว่าฉันปรึกษาเพื่อนเป็นบางครั้ง หลายครั้งที่ได้รับคำแนะนำที่เป็นคำพูดทำร้ายจิตใจ โดยที่เราก็รู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ เขาแค่กำลังเอาประสบการณ์ของเขามาตัดสินเรื่องราวของเราอยู่ เลยเข้าใจในแบบของเขา ถ้าเป็นเขาเขาจะทำแบบนี้.....บลาๆ     บ้างก็ยกเรื่องที่ตนเองเจอมา แล้วมาทับถมว่าที่เขาเจอมามันหนักกว่าเราอีก จริงๆ เขาแค่คิดก็ไม่ผิดนะ แต่พอเขาพูดออกมามันทำให้เราเริ่มถอยห่าง
วันหนึ่งรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว     ถามตัวเองเหมือนกันว่ามีเพื่อนรึเปล่า มีมั้ง? ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่ามีคนเป็นห่วงเป็นใยฉันเต็มไปหมด นั่นทำให้ฉันดีใจ แต่ลึกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเข้าใจฉันเท่าไหร่

 เอาล่ะ...ไม่เป็นไร

     ฉันใช้เวลาระยะหนึ่งในการบาลานซ์ความรู้สึกตรงนี้ให้มันกลางๆ เบี้ยวบ้างบางทีก็ให้อภัยตัวเอง  คือฉันรู้ว่าฉันมีเพื่อน แต่ฉันก็ไม่ค่อยมีเพื่อนในเวลาเดียวกัน ยิ่งโตก็ยิ่งเป็นแบบนี้แหละ จนฉันมาเจอกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ฉันถึงเข้าใจคำว่าเพื่อน

     เมื่อฉันเริ่มมีสัตว์เลี้ยง พวกเขากลายเป็นเหมือนครอบครัวที่แสนอบอุ่นของฉัน เขาทำให้ฉันอยากอยู่บนโลกในวันที่เกิดไม่อยากอยู่ขึ้นมา พวกเขาเป็นนกแก้วสองตัว และแพรี่ด็อกอีกหนึ่งตัวมันเริ่มจากการที่ฉันชอบสัตว์ exotic     ทำให้ฉันเจอ 'เพื่อนแท้' เข้าจนได้

     ทุกวันที่ฉันออกไปทำงาน เมื่อไขกุญแจเข้าบ้านพวกเขาจะร้องเสียงดังเพื่อต้อนรับฉัน ฟังฉันบ่นเรื่องที่เจอมาทั้งวันแล้วเข้ามาออดอ้อน ดื้อเป็นบางครั้ง แต่นั่นจริงใจที่สุด เขาคือครอบครัว ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง และไม่ว่าจะมีคนไม่เห็นด้วยฉันก็รู้ตัวฉันเองว่าฉันดูแลพวกเขาได้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ฉันพาเพื่อนรักของฉันไปตรวจสุขภาพ หาหมอ และนี่คือเพื่อนแท้ ฉันจะมีชีวิตเพื่อพวกเขา...และตัวเอง

ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าเพื่อนแท้ในตอนสุดท้ายจะเป็นเพื่อนต่างสายพันธุ์
SHARE
Written in this book
Emotional Muse
อารมณ์ความรู้สึก และบทกวี
Writer
TikNopOfficial
FB TikNopOfficial, IG tik.nop
music, writing, politics, philosophy , mythology, psychology, pets

Comments