lost, too hard to understand
ในวันที่แดดจัดจ้าแล้วเธอก็คิดว่าการรักษาบางสิ่งบางอย่างนั้นยากเหลือเกิน
ในวันที่ท้องฟ้าเกิดฝนพร่างพรายแล้วเธอก็เกิดคิดว่าโลกนี้ช่างเงียบเหงา และให้โดดเดี่ยวในใจนัก
หรือในวันที่ดวงอาทิตย์เกิดลาท้องฟ้าลงแล้วเธอก็รู้สึกว่าได้ทำบางสิ่งบางอย่างหล่นหายไว้ที่ไหนสักแห่ง
อาจจะเป็นผู้คน เรื่องราว ความทรงจำ หรือแม้กระทั่งตัวเธอเอง

บางสิ่งที่เธอเกือบลืมไปชั่วขณะว่าเคยมีอยู่ เคยเกิดขึ้นและเคยรู้สึก ผ่านไปแล้วก็ไม่อาจจับต้องสิ่งนั้นได้อีก

ช่างน่าเศร้าที่ต้องบอกว่านี่ละ การเติบโต

เรามักจะทำบางสิ่งหล่นหายไปเสมอ บางอย่างที่เป็นตัวแทนของเราในตัวตนของใครสักคน และบางสิ่งที่พรากจากเราไปพร้อมกับเลขอายุที่รันขึ้นใหม่ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ในอีกความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่า หรือในความคิดที่เป็นจริงเป็นจังกว่า

เรามักจะทิ้งบางสิ่งเอาไว้เพื่อไปเจออีกบางสิ่งที่ดีกว่าหรืออาจจะแย่กว่าก็ได้ นั่นแล้วแต่เราจะมีดวงในเรื่องไหนมากกว่ากัน และมันก็ดูจะไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยที่เรื่องราวในอีกหนึ่งปีหรือสิบปีข้างหน้าของเราต้องดำเนินไปด้วยคำว่าโชคดีหรือโชคร้าย

“นายอาจจะโชคดี ได้เจอสิ่งที่ตามหามาตลอด หรือถ้าโชคไม่ดี แม้แต่เงา นายก็จะไม่ได้เห็น”

ชายร่างโปร่งพูดกับบาร์เทนเดอร์ตรงหน้า ผมของเขาเป็นสีน้ำตาลอมทอง เขามีรอยย่นตรงหน้าผาก มีแผลเป็นที่คิ้วข้างซ้าย จมูกโด่งเป็นสัน เขาดูราวกับผ่านช่วงเวลาของการลืมเลือนมานับไม่ถ้วน ดูราวกับโชกโชนเหลือเกินในเรื่องที่ทั้งโชคดีและไม่ดี

เธออดไม่ได้ที่จะจ้องมองเขา วางสายตานิ่งงันอยู่ตรงคิ้วข้างสายที่มีรอยตำหนิแสนน่าเกลียดอยู่ 

“ไม่มีใครบอกคุณหรือ ว่าการมองเช่นนั้นมันเสียมารยาท” เขาว่าในขณะที่มือกระดกเหล้าสีอำพันเข้าปากด้วยท่าทีแสนเรียบง่าย 

เขาวางแก้วโค้งทรงเล็กลง หันหน้ามาทางเธอ โน้มตัวเข้ามา แล้วกระซิบเสียงแหบพร่า

“หรือถ้าคุณเกิดสนใจ ก็ช่วยทักทายผมอย่างมีมารยาทสักหน่อย คงไม่เกินมือคุณนักหรอก”

นั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอกัน ท่ามกลางคำสารภาพบาปนับไม่ถ้วนของนักท่องราตรี ท่ามกลางถ้อยคำสรรเสริญในรักร้าวผ่านบทเพลงแตกสลายของแชโด และท่ามกลางการเคลื่อนไหวของทุกสิ่งในโลก พวกเขากลับนิ่งงันอยู่ตรงนั้น กระทั่งหัวใจก็พลันหยุดเต้นไปเสียอย่างนั้น

“ฉันแค่สงสัยว่า ทำไมคนเราต้องลืมทั้งที่อยากจำ ต้องจำทั้งที่อยากลืม คุณดูจะชำนาญในเรื่องพวกนี้นะคะ” เธอถาม

ในบ่ายวันนึงที่ร้านกาแฟของคุณนายเวย์ ตรงถนนสาย17 แบกกิ้นเฮด

เขาเลิกหมวกเบเรต์ขึ้นนิดหน่อย ถอดถุงมือข้างซ้ายก่อน และสอดมือเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ดสีกรมท่า เขาสูดไอน้ำเข้าปอดและพรู่ลมออกมาแผ่วเบา ก่อนจะว่า

“ผมไม่สันทัดในเรื่องหลักการจิตวิทยาของมนุษย์หรอกนะคุณ แต่ที่ผมรู้แน่ คือมนุษย์เป็นพวกซับซ้อนและย้อนแย้งในตัวเอง พวกเขารักทั้งที่เกลียด พวกเขาเกลียดทั้งที่รัก พวกเขาทำทั้งที่ในใจพร่ำร้องไม่อยากทำ พวกเขายิ้มร่าทั้งที่หัวใจแหลกสลายยับเยิน พวกเขาซับซ้อนพอ ๆ กับขี้ขลาด นั่นคือสิ่งที่ผมรู้มาตลอดชีวิตของผม”

เขาพ่นลมหายใจอีกครั้ง มองเธอย่างแน่วแน่ราวกับสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้คือคำสัตย์สาบานต่อพระผู้เป็นเจ้า

“ผมไม่ได้โชกโชนในเรื่องใดนักหรอก ผมก็แค่คนธรรมดาที่จดจำทุกอย่างเอาไว้ ผมคนนี้ไม่เคยโตเหมือนผมในจิตนาการของคุณ ผมก็คือผม ที่ไม่เคยเป็นสิ่งใดเลยนอกจากรอยผุผังของตัวผมเอง”

เขายึดตัวขึ้น พ่นลมหายใจอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มให้เธออย่างที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน

แล้วเดินจากไป อย่างเงียบเชียบ


“ฉันไม่คิดว่าเขาแปลกหรอกค่ะ แต่เขาพูดถูกอยู่อย่างนึง คือเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน กับตัวเขาในจินตนาการของฉัน ไม่เหมือนกัน”

คุณบาร์เทนเดอร์ยกมุมปากขึ้น รินpinot noirใส่แก้วทรงสูง และกล่าว “เขาเป็นแบบนั้นเสมอครับ บางอย่างในตัวเขาคอยกันผู้คนให้ห่างออกไปเสมอ”

“โดยสัญชาตญานหรือเปล่าคะ”

“ผมตอบไม่ได้หรอกครับ เราเจอกันครั้งแรกตอนปลายฤดูร้อน และบ่อยขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผมไม่แน่ใจนักว่าเขาเป็นคนยังไง ผมว่าไม่มีใครมองเขาออกหรอกครับ หรือไม่ก็รวมถึงตัวเขาเองด้วย”

เธอหมุนแก้วทรงสูงในมือช้า ๆ พลางยิ้มอย่างนึกขันในตัวเอง 

“เขาดูเป็นคนซ่อนบางอย่างเอาไว้ข้างหลังนะคะ อาจจะเป็นใครสักคน เรื่องราวสักเรื่อง หรือไม่ก็ตัวตนของเขา สักอย่างที่เขาไม่อยากให้ใครได้เห็น”

เธอว่าก่อนจะเดินออกมาจากร้าน พร้อมกับคำอฐิษฐานเงียบงันว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาปรากฎอยู่ตรงหน้า เธอจะสวมกอดบางอย่างนั่นแทนคำถามว่ามันคืออะไรกันแน่

และเผื่อว่าเขาเกิดสงสัยในบางสิ่งของเธอขึ้นมา สงสัยว่าเธอในก่อนที่จะมาเป็นเธอนั้นเป็นยังไง เธอในตอนนั้นพบเจอเรื่องราวแบบไหน พบเจอผู้คนรูปแบบใด และได้จดจารเรื่องราวแบบไหนอยู่บ้าง ได้เจอเรื่องที่ทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องยากหรือไม่ หากเขาเกิดสงสัย เธอจะกางมันออกทันที ค่อย ๆ ปอกเปลือกให้เขาได้รู้ ถึงตัวตนของเธอที่เคยแหลกสลายมานับไม่ถ้วนในครานั้น

เพราะเธอเชื่อเหลือเกินว่าเราต่างมีความบกพร่องในการเติบโตเหมือน ๆ กัน มนุษย์มีความรู้สึกแบบเดียวกันแม้จะเจอเรื่องราวแตกต่าง แต่เราก็รู้สึกเหมือนกัน เราเสียใจ เราเจ็บปวด ทั้งหมดล้วนไม่แตกต่าง

และถ้าหากเธอได้รู้ว่ารอยตำหนิบนคิ้วข้างซ้ายของเขามีที่มาอย่างไร รอยย่นจาง ๆ บนหน้าผากมน หรือนัยน์ตาว่างเปล่าสีเปลือกไม้ของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเจ็บปวดรูปแบบใด เธอก็จะประคองมันเอาไว้ และกอดเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี บนไหล่ของเธอ บนตักของเธอ ทั้งหมดนี้ยกให้เขาหมดเลย

เพราะในขณะที่คิดว่าเขาโชกโชนเหลือกเกินในเรื่องราวแสนเจ็บปวดและคราบน้ำตา ก็เป็นครั้งเดียวกันที่เธอคิดว่าเขาช่างเหมาะเหลือเกินกับคำว่า แม้ท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยเมฆทึบปกคลุม ก็ยังมีนกสีขาวบินว่อนไปทั่ว

“คุณนี่ เติบโตมาอย่างดีเลยนะคะ”

นี่ต่างหากคือคำทักทายที่เธออยากบอกออกไป




milkhoney—เขียน







SHARE
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments

Storyloglog
17 days ago
เนื้อความเรียบเรียงดีมากค่ะ น่าสนใจ ขอเป็นกำลังใจในทุกเรื่องนะคะ
Reply
wankamon
7 days ago
ชอบเกือบทุกประโยคเลยค่ะ
โดยเฉพาะเราที่เป็นเรา เป็นรอยผุพังของเราเอง ว้าวววว
Reply