doomsday
ผมและเธอ
เธอคนที่ทำให้ผมอยากวิ่งหนีจากปัญหาชีวิตทั้งปวง
เธอคนที่ทำให้ผมอยากทิ้งทุกอย่าง
เธอคนที่ทำให้ผมเข้าใจความรักในหนังสือวรรณกรรมแสนเลี่ยนอย่าง โรมิโอกับจูเลียต หรือแม้แต่ความรักของอาชญากรอย่างบอนนี่และไคลด์ที่ผมไม่เคยจะเข้าใจ




ในเมืองที่แสนวุ่นวายและโสมมนี้ ผมรอคอยวันนี้มานานเสียจนผมลืมสาเหตุตั้งต้นของมัน ผมไม่รู้เลยว่ามันจะมีวันไหนที่แสนวิเศษไปมากกว่าวันนี้อีก

วันที่ทุกคนในเมืองนี้จะหายไป
วันที่คราบน้ำลายสกปรกนั้นจะถูกทำให้เหลือเป็นเพียงเศษฝุ่น
วันที่ผมจะไม่ต้องตื่นมาเห็นชีวิตที่น่าอนาถาของผู้คนในเมืองนี้

เราทุกคนในเมืองต่างรับรู้ถึงสัญญาณนั้นดี บางคนที่หัวรั้น ตะเกียกตะกายที่จะดำรงต่อคงกำลังหลอกตัวเองอยู่จนถึงชั่วขณะนี้ว่านั่นคือความฝัน พวกเขากลับไปทำงานตามบทบาทสังคมของมนุษย์ ใช้ชีวิตกันตามปกติ สัญญาณที่ผมบอกมันอยู่คาตาบนท้องฟ้านั่นแหละแต่บางคนก็กลับเลือกที่จะก้มหน้าเดินต่อไป ก้อนอุกาบาตลูกใหญ่บนท้องฟ้านั้นมันปรากฎตั้งแต่รุ่งอรุณของเมื่อวาน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี มันเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม และมันผมคิดว่ามันคงจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในอีกไม่ช้า อุกาบาตลูกนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่หมุนไป ผมว่ามันคือวันนี้แหละ วันสิ้นโลกที่ผมเฝ้าคอย

ตั้งแต่เมื่อวานที่อุกาบาตนั้นปรากฎขึ้นพ่อและแม่ผมต่างใช้ชีวิตตามปกติเหมือนกับพวกคนกลุ่มนั้น ส่วนพี่สาวผมก็เอาแต่ไล่โทรศัพท์หาเพื่อนต่างแดน ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบและบอกว่าเธอคิดถึงพวกเขามากเพียงใด ส่วนตัวผมเองนั้นจะเรียกว่าใช้ชีวิตอย่างคนกลุ่มนั้นก็ได้ หากแต่ผมหยุดเดินและเงยหน้ามองมันอย่างแน่นิ่ง ผมเลือกที่จะใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันของผม ไม่ใช่ว่าผมคิดว่าพวกเราจะปลอดภัย แต่มันเป็นเพราะผมไม่รู้จะทำอะไรต่างหาก ใช่ ผมถูกถามมานับครั้งไม่ถ้วน “ถ้ารู้ว่าวันนี้เป็นวันสิ้นโลกเธอจะทำอะไร” แม้กระนั้นผมก็ยังหาคำตอบให้มันไม่ได้จนถึงวันนี้ วันที่ทุกอย่างกำลังจะสิ้นสูญ

“เธอเลือกที่จะทำอะไรนะ” คำถามนี้เกิดขึ้นในหัวผมตั้งแต่ผมลืมตาตื่น เราไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว นานเสียจนผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเบอร์ที่ยังถูกบันทึกไว้ในโทรศัพท์ผมมันยังเป็นเบอร์ของเธออยู่หรือเปล่า ถ้าผมโทรไปแล้วไม่มีใครรับเลยมันคงใจร้ายกับผมเกินไปสำหรับวันแบบนี้ ไม่รับรู้มันเสียแต่แรกจะดีกว่า

ผมลืมตาตื่นตั้งแต่องศาของอากาศยังไม่สูงมากนัก ผมมองออกไปหน้าต่างเช่นทุกวัน วันนี้หลายคนรีบร้อนผิดปกติ ผมเห็นครอบครัวหลายครอบครัวต่างย้ายของขึ้นรถ พากันรีบร้อนขับรถออกจากบ้านตั้งแต่หัววัน ครอบครัวไหนมีสัตว์เลี้ยงก็ออกตัวกันช้าหน่อย ผมได้แต่สงสัยว่าพวกเขาคิดจะไปที่ไหนกันอีก ตอนนี้สนามบินและรถสาธารณะปิดหมดแล้ว จะขับรถไปที่ไหนก็มีแต่การจราจรติดขัดทั้งนั้น และต่อให้ถนนโล่ง ขับรถเร็วอย่างในหนังแอคชั่นก็คงไปไม่ถึงฟากฝั่งที่พวกเขาหวัง เมืองนี้มันน่าสนใจและน่าสมเพศจริง ๆ เมืองที่วุ่นวายอยู่แล้วแต่กลับวุ่นวายได้มากกว่าที่ผมจะสามารถจิตนาการได้ซะอีก

ขณะที่ผมกำลังดื่มกาแฟ สังเกตุชีวิตผู้คนในเมืองนี้ แจ้งเตือนบนหน้าจอโทรศัพท์ของผมกลับทำให้ผมต้องปัดตกปณิธานที่ว่าวันนี้จะไม่จับโทรศัพท์ทิ้ง มันขึ้นว่าข้อความนั้นมาจากเธอ ผมวิตกเล็กน้อยเกี่ยวกับข้อความนั้น ไม่ว่ามันจะคืออะไรผมก็ไม่กล้าอ่านมันหรอก มันคือข้อความบอกลา บอกคิดถึงอย่างมิตรสหาย หรือข้อความรำลึกความหลังผมก็ไม่เอาทั้งนั้น ผมไม่พร้อมจะทำลายบรรยากาศที่น่าพอใจของวันนี้ลง

ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงผมก็ต้องตัดสินใจเปิดดูข้อความนั่น ใช่ ผมกลัวสิ่งตรงหน้า แต่การที่ผมไม่ได้เปิดอ่านมันก็ไม่ได้ช่วยทำให้ผมหายวิตกเลยแม้แต่น้อย ผมไม่อยากเสียเวลาว้าวุ่นใจและเอาเวลาไปดื่มด่ำกับวันที่รอคอยเสียดีกว่า ข้อความนั้นทำเอาผมงงอยู่หลายนาที ในนั้นมันมีแค่เวลาช่วงเย็นและข้อความต่อท้ายว่า “ที่จุดนัดพบ” นี่มันข้อความจากพวกมิจฉาชีพหรืออะไรทำนองนี้รึเปล่า เธอคงไม่ส่งอะไรแบบนี้มาหรอกใช่ไหม มันแปลกเกินกว่าที่จะทักหากันด้วยอะไรแบบนี้ ผมคิดเช่นนั้น วันนี้ก็สิ้นโลกซะด้วย ผมเข้าใจดีหากจะมีคนอยากลองฆ่าคนและผมก็ไม่ติดอะไรหากเขาจะทำเช่นนั้นกับผม ว่าแต่จุดนัดพบนั่นมันคือที่ไหนกันล่ะ ผมวางโทรศัพท์ลงและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยของผมต่อจนกว่าจะถึงเวลาที่ระบุไว้ในข้อความนั้น ผมไม่รู้หรอกว่านั่นมันคือที่ไหนแต่สถานที่ที่ผมเรียกว่าจุดนัดพบมันก็มีอยู่ที่เดียว ผมไม่รู้ชื่อสถานที่นั้น แค่บังเอิญเดินไปเจอ ผมกับเธอ เราเจอมันด้วยกัน

มันคือเนินเขาที่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร ห่างไกลในระยะที่สามารถมองเห็นเมืองนี้ได้ทั้งเมือง และสูงในระดับที่ยังสามารถสังเกตุผู้คนในเมืองได้อยู่ ผมและเธอชอบมานั่งบนเนินเขานี้ นั่งมองผู้คนในเมืองพร้อมเวทนาพวกเขา บางครั้งเราก็หัวเราะกับสิ่งที่พวกเขาน่าจะเรียกมันว่าโชคร้าย อย่างเช่นชายปั่นจักรยานคนหนึ่ง เขาถูกน้ำซักผ้าจากดาดฟ้าเทใส่อย่างจัง จะว่าสงสารผมก็สงสารเขาอยู่หรอก แต่มันน่าหัวเราะตรงที่พวกเราเห็นมันตั้งแต่เขายังไม่ขึ้นจักรยานเสียด้วยซ้ำ

เป็นช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ผมไปถึงที่เนินนัดพบนั่น ผมพยายามมองหาบุคคลน่าสงสัยเพื่อที่จะมั่นใจว่าเขาจะไม่ฆ่าผมอย่างไม่ทันตั้งตัว อย่างน้อย ๆ ผมก็อยากรู้ก่อนเขาจะหั่นผมออกเป็นชิ้น ๆ ผมมองหาซักพักก็ไปสะดุดตาผู้หญิงคนนึงที่นั่งอยู่บนเนิน เธอนั่งหันหน้าออกไปทางเมืองที่ผมเกลียด ผมถามตัวเองอยู่ย้ำ ๆ ให้แน่ใจว่านั่นคือเธอที่ผมคิดใช่ไหม ใช่ว่าผมจะเชื่อเรื่องมิจฉาชีพอะไรนั่นหรอก แค่กลัวจะผิดหวังก็เท่านั้น ให้ยอมรับตามตรงผมก็หวังว่ามันจะเป็นเธอ ไม่อย่างนั้นผมจะมาที่เนินนัดพบนี่ทำไม

ผมเดินไปนั่งข้างเธอ เธอที่ผมรู้สึกเหมือนเราเพิ่งเจอกันเมื่อวาน เธอบอกผมว่าเธอไม่คิดว่าผมจะมา ผมก็ไม่คิดว่าจะเจอกับเธอ ประโยคนั้นไม่ได้ถูกพูดออกไปหรอก ผมว่าบอกเธอในใจก็เพียงพอแล้ว เราสองคนมองไปยังเมืองที่เราต่างคุ้นชิน เพียงแต่วันนี้สภาพเมืองน่าสมเพชเป็นพิเศษ ไฟไหม้ ท่อน้ำแตก แตรรถที่ดังไม่หยุด ผู้คนที่ตะโกนด่ากัน และเหนือเมืองนี้ อุกาบาตที่กำลังพุ่งลงมาอย่างช้า ๆ ก็ยิ่งทำให้ภาพวิวของเมืองนี้น่าสนใจขึ้นไปอีก เราพูดคุยกันอย่างคนคุ้นเคยขณะมองไปยังผู้คนที่ร้อนรน ไม่ได้รำลึกถึงความหลังมากนัก ไม่แม้แต่จะไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ เราพูดคุยกันเหมือนเพิ่งเจอกันเมื่อวานแม้จะผ่านมาเป็นเวลาเกือบปี เธอถามถึงเหตุผลที่ผมมาในวันนี้ ผมตอบเธอเกี่ยวกับความคิดมิจฉาชีพโง่ ๆ ของผม เธอหัวเราะ ผมไม่ได้บอกเธอหรอกว่าผมหวังอะไรมากกว่านั้น เหตุผลเดียวเลยคือกลัวเธออึดอัด ผมอยากใช้เวลากับเธอให้นานกว่านี้ หากผมทำเธออึดอัดทุกอย่างมันคงจะพังลงทันที

เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา เล่มที่เราเคยอ่านด้วยกัน เช่นเดียวกับผมที่สวมใส่เสื้อกันหนาวของเธอมาในวันนี้ ผมไม่รู้ว่าผมใส่มันมาทำไมและเธอเอามันมาด้วยทำไม ผมไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันแปลว่าอะไร ผมไม่คิดที่จะหาคำตอบของมัน อีกไม่นานทุกอย่างก็จะหายไป คำตอบมันไม่มีค่าอะไรเลยในตอนนี้ ไม่ว่าเธอจะรู้สึกเช่นเดียวกันกับผมไหม ไม่ว่าเธอจะนำมันมาในฐานะเพื่อนเก่าหรือเปล่า ที่ผมรู้มีเพียงแค่ว่าเราต่างมีความสุขกับชั่วขณะนี้ ชั่วขณะที่ทุกอย่างในเมืองกำลังวุ่นวายอย่างไม่อาจเปรียบได้แต่เรากลับรู้สึกสงบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชั่วขณะที่ผมจะดื่มด่ำจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

ผมมองเธอนั่งมองเมืองนี้กำลังพังทลายลง เธอคงจะมีความสุขไม่ต่างกับผม เราต่างเฝ้ารอวันที่ทุกอย่างจะสลายไป ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ก้อนเมฆก่อตัวเป็นชั้นราวกับภาพวาดของพายุ และวินาทีสุดท้ายก่อนที่อุกาบาตนั่นจะกระทบกับพื้นดิน ผมจดจำมันได้ดี สายตาของเธอ สายตาที่ประสานกันกับผม




และนั่นคือภาพที่ผมเห็นในคืนนี้
ผมที่นั่งมองแสงสีแดงที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างห้องนอนของผม
ผมที่นั่งอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ใส่หูฟังโง่ ๆ
ผมที่มองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าตรงนั้น
และผมที่ไม่ได้เปิดอ่านมัน

*as the world caves in* is now playing
SHARE

Comments