บันทึกของคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
เราอ่านหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จ
เพียงเพื่อเรียนรู้จากความล้มเหลว

หากแต่กลับไม่ค่อยให้คุณค่าของคนที่ล้มเหลว
เพียงเพราะเขาไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน



โลกนี้มีคนล้มเหลวมากมาย
และมีคนสำเร็จเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หากแต่น่าแปลกเหลือเกิน
น่าแปลกที่เรามักชอบเรียนรู้ความล้มเหลว
จากคนที่ประสบความสำเร็จ



ในวันหนึ่งวันที่ผมเลื่อนผ่านน่าฟรีดมากมาย
คำคมและบทความไม่รู้เท่าไร
ที่ผมทั้งเลื่อนผ่านและกดเข้าไปอ่าน

ในวันที่เพื่อน ๆ โพสต์กันถึงความสำเร็จ
เขียนเล่าเรื่องราวและประสบการณ์ของการเรียนจบ
เป็นวันที่ผมได้นึกขึ้นได้ว่า
มีเรื่องราวมากมายที่ผมปล่อยผ่านละเลยไป
และไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ
นั่นคือผมไม่ค่่อยได้สนใจเรื่องรางของพวกเขา
มากเท่าผู้คนมากมายที่ประสบความสำเร็จ
ที่ผมไม่แม้แต่จะรู้จักหรือเคยพบหน้าค่าตามาก่อน
จนกระทั่งในวันที่พวกเขาเล่าถึงความสำเร็จของตน

ทั้งที่สิ่งซึ่งพวกเขาพบ
สิ่งซึ่งพวกเขาเปิดเผย
สิ่งซึ่งพวกเขาแบ่งปันออกมา
ต่างก็ล้วนมีคุณค่าและประโยชน์
ที่ไม่ได้น้อยกว่าเหล่าผู้คนที่ประสบความสำเร็จเลย

มันทำให้ผมได้กลับมาคิด
กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง
ถึงข้ออ้างต่าง ๆ ที่อยากจะทำ
เกี่ยวกับการเขียนนั้น
ว่าที่แท้แล้วผมต้องการอะไร
ผมถึงมักรอคอยและปล่อยเวลาผ่านไป
โดยสุดท้ายแล้วก็หลงลืมมัน

วันนี้ผมก็เลยมาเขียนดูบ้าง
ว่าตลอดสี่ปีกับทางเลือกในรั้วมหาลัย
สิ่งที่ผมได้มัันเป็นอย่างไร
เผื่อบางทีผมอาจค้นพบบางอย่าง
ที่มีประโยชน์ต่อใคร
และตัวผมเอง





จริง ๆ แล้วก็มีหลายบทความที่เคยเขียน
ซึ่งมีส่วนประกอบเรื่องราวในช่วงชีวิตมหาลัย
หากแต่ถ้าจะสรุปให้เป็นบทความเดียว
ให้มองเห็นได้ชัดเจน
ก็คงจะต้องรวมมันเข้าด้วยกันอีกที

เริ่มแรกเดิมที
ผมไม่รู้ว่าตัวเองอยากเรียนอะไร
ไม่รู้ว่าอยากต่อสายไหน
แต่ด้วยความเป็นเด็กวิทย์-คณิต
วิศวะซึ่งเป็นทางเลือกยอดฮิต
จึงขึ้นมาเป็นอันดับแรกในการตัดสินใจ

แต่ก็นั่นล่ะครับ
วิศวะก็มีหลายสายเหลือเกิน
และคนที่ไม่ค่อยชอบเรียนเท่าไรแบบผม
ก็ยิ่งไม่รู้จะเข้าเรียนสายไหน

แต่ด้วยความที่ทำกิจกรรมค่อนข้างเยอะ
และมีโอกาสได้ไปแข่งโครงงานที่ใต้หวัน
ทำให้ได้รู้จักอาจารย์ท่านนึง
ซึ่งเขาก็ชวนให้มาเข้าที่มหาลัยแห่งหนึ่ง
ทั้งที่ตอนนั้นผมติดศิลปากรแล้ว
และสามารถยื่นโคต้ามหาลัยเกรดหนึ่งได้สบาย
แต่ผมกลับไม่ทำ

และตัดสินใจเลือกเข้าเรียนสาขาที่ชื่อแปลกดี
อย่าง " วิศวกรรมเครื่องจักรกลเกษตร "
ในมหาวิทยาลัยที่ยกให้เป็นมหาลัยเกรดสอง
หรือสำหรับบางคนก็อาจเรียกว่าเป็นเกรดสาม
ท่ามกลางเสียงคัดค้านของทั้งครอบครัว
และครูอาจารย์จากมหาลัยชื่อดังที่ผมรู้จัก

ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นผมมีเหตุผลเดียว
คือเพราะรู้สึกว่าตัวเองยังไม่รู้ความชอบจริง ๆ
ดังนั้นเข้าที่นี่ก่อนน่าจะเรียนไม่ยาก
อย่างน้อยถ้าเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่
เราก็ยังสามารถอดทนผ่านมันไปได้
เพราะคงไม่ลำบากเกินความสามารถเรา
ประกอบกับครอบครัวอยากให้จบ
และไม่ได้มีทุนสนับสนุนที่มากพออะไร
เพราะผมเองก็ต้องทำงานหาค่าข้าวเองในหลายครั้ง
และค่าเทอมอีกนิดหน่อย
ตามแต่กำลังของครอบครัว

ผมสามารถพูดได้ว่าสิ่งที่ผมคิด
และทำให้ผมเลือกเข้าที่นี่ค่อนข้างถูก
การเรียนที่นี่ไม่ได้ยาก
และผมสามารถผ่านมาได้อย่างค่อนข้างสบาย

แต่สิ่งที่ตรงกันข้ามคือระบบภายใน
ทั้งระบบการทำงานต่าง ๆ ของมหาลัย
การแจ้งข่าวสาร การจัดกิจกรรมต่าง ๆ
ซึ่งผมรู้สึกว่ามันควรจะดีกว่านี้อีกมาก ๆ
เพราะเทียบไม่ได้แม้แต่การจัดการภายใน
ของโรงเรียนมัธยมที่ผมจบออกมา

เรื่องของระบบรับน้องที่แสนยาวนานและไร้สาระ
ซึ่งผมต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้แอนตี้อะไรการรับน้อง
ผมไม่ได้กลัวความลำบากหรือความรุนแรงอะไร
แต่ผมรู้สึกว่ามันต้องใช้ระเวลานานเกินไป
กับการการรับน้องตลอดทุกเย็นในช่วงปีหนึ่ง
ลากยาวมาจนถึงปีสอง และเป็นคนรับเมื่อขึ้นปีสาม

ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไม่รับรุ่นอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น
และยังเป็นคนแรกในรุ่นที่บอกไปว่าไม่รับรุ่น
ก่อนที่จะได้เพื่อนตามออกจากรุ่นมาอีกห้าคน
และกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่รู้จักรุ่นพี่หรือรุ่นน้องเท่าไร
แม้จะโดนเป่าหูถึงข้อดีของการรับรุ่นไปมากมาย
แต่ด้วยผมเชื่อว่าผมมีความสามารถพอจะเอาตัวรอดได้
และไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์อะไรจากตรงนั้น
ผมจึงไม่ได้สนใจอะไรเสียเท่าไร

จริง ๆ ผมมองว่าการรับรุ่น
มันควรจะจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์ได้มากกว่านี้
และใช้เวลาได้คุ้มค่ากว่านี้

ดังนั้นผมจึงเอาเวลาที่มี
ออกไปทำกิจกรรมที่มีประโยชน์ด้านนอกดีกว่า
และนั่นทำให้ชีวิตมหาลัยผมได้ค้นพบอะไรมากมาย


เนื้อหาการเรียนช่วงปีแรกเป็นการปูพื้นฐาน
เรียนวิชาพื้นฐานเนื้อหาไม่ได้หนีจากมัธยมเท่าไร
และยังไม่ได้เจอคนในสาขาเดียวกันเท่าไร
เพราะจัดการเรียนเป็นแบบผสมกันทุกสาขา

ช่วงปีแรกจึงเป็นช่วงที่ผมไม่ค่อยเข้าเรียนมากที่สุด
เพราะด้วยวิชานอกภาคทำให้การตรวจไม่เข้ม
สามารถฝากเพื่อนเซ็นได้แทบทั้งหมด
ดังนั้นผมจึงออกไปทำค่ายมากมายหลากหลายแบบ

ทั้งไปเป็นเด็กค่ายธรรมดาทำหน้าเอ๋อไปวัน ๆ
ไปลองเป็นพี่ค่ายหน้ามึนที่แสนใจดี
ไปเป็นกรรมกรในค่ายอาสาที่ใช้เวลาเกือบสามสิบวัน

ได้พบเจอเพื่อนมากมายที่มีความรู้ ความฝัน
ได้พบเจอเด็กที่ขาดโอกาส และใฝ่หาการเรียนรู้
ได้พบเจอเด็กที่ท้อแท้ไม่รู้หนทางจะไปไหน

ได้พบเจอผู้คนมากมายที่เข้าใจ
ว่าการศึกษาจะเปลี่ยนชีวิตได้
หากแต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มมันอย่างไร

และยังทำให้ผมได้เข้าไปรู้จักอาจารย์อีกท่าน
ที่ทำให้ชีวิตผมในช่วงปีสองมีสีสันมากขึ้น


ในช่วงปีสองเริ่มได้เข้าภาค
หรือก็คือเริ่มเรียนกับกลุ่มเพื่อนในสาขา
ซึ่งบอกเลยว่าผมไม่รู้จักใครทั้งนั้น
นอกจากคนที่กระโดดออกจากรุ่นตามผมมา
และอาจารย์อีกสองคนซึ่งผมรู้จักจากใต้หวัน

เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกผิดหวัง
ผิดหวังกับระบบการจัดการของภาควิชา ของคณะ
และทัศนะคติของเพื่อนที่ผมเข้าใจว่าโตแล้ว
หากแต่กลับคล้ายว่าไม่ได้แตกต่างจากเด็กสักเท่าไร

โดยเฉพาะทัศนะคติในการเรียนรู้
และความรู้พื้นฐานในการใช้งานอุปกรณ์
และแม้แต่โปรแกมพื้นฐานอย่าง Microsoft office
ที่หลายคนก็ยังใช้กันไม่เป็น

เป็นอีกครั้งที่ทำให้ผมต้องปรับทัศนคติตัวเองใหม่
ว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีพื้นฐานเหมือนกัน
ที่ไม่ใช่เพียงพื้นฐานทางครอบครัว
แต่ยังมีพื้นฐานทางความคิด
พื้นฐานในการเลือกที่จะทำความเข้าใจในบางสิ่ง
หรือเลือกฝึกฝนในบางอย่าง

ประกอบกับเป็นช่วงที่ผมเลือกตัดสินใจ
ติดตามอาจารย์ที่ผมพึ่งรู้จักในช่วงปีหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่อาจารย์ในมหาลัยที่ผมเรียนอยู่
และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสายที่ผมเรียนเลย
ออกไปทำงานด้านต่าง ๆ มากมาย

ตั่งแต่จัดค่ายต่าง ๆ นานา
จัดอบรมให้ผู้บริหารในบริษัทบางแห่ง
จัดอบรมให้เด็กลุ่มต่าง ๆ
จัดอบรมให้แก่พระภิกษุสงฆ์
จัดอบรมให้กับครูอาจารย์
เกี่ยวกับจิตวิทยา การโค้ช 
การฟัง และการให้คำปรึกษา

และถอดบทเรียนชีวิตผู้คนที่ประสบความสำเร็จ
ในรูปแบบของพวกเขาเอง
เพื่อนำมาจัดทำเล่มวิทยานิพนธ์ให้พวกเขา

ได้เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้
สัมผัสความเชื่อต่าง ๆ มากมาย

ทั้งพุทธจากคนที่เรียกได้ว่าคลั่งศาสนา
ได้ก้าวผ่านและเห็นพิธีตามความเชื่อหลากหลาย
เรียนรู้และสัมผัสสิ่งรี้ลับมากมาย

ได้ลงไปใช้ชีวิตท่ามกลางกลุ่มคนอิสลาม
ที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นสัปดาห์

และได้ถอดบทเรียนความเชื่อจากคนที่นับถือคริสต์
และสร้างบ้านเด็กกำพร้าโดยใช้คริสตศาสนานำพา
จนประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ไปมากมาย

ได้ไปเป็นผู้ช่วยวิทยากร และวิทยากร
ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปเป็น
และเริ่มรู้สึกสนใจในสายอาชีพนี้

ซึ่งสิ่งที่พบประสบเหล่านี้
ได้เปลี่ยนชีวิต และการมองโลกของผมไป
แทบจะโดยสิ้นเชิง


ปีที่สามในช่วงต้นไม่ค่อยแตกต่าง
หากแต่เริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเข้ามา

นอกจากการเรียนที่ไม่มีปัญหาอะไร
กับงานกลุ่มที่เป็นงานปฏิบัติซึ่งมักมีปัญหานิดหน่อย
กับกลุ่มเพื่อนที่รัับรุ่นกันแล้ว
อย่างอื่นก็ยังเป็นไปตามที่ควรจะเป็น

ในช่วงเทอมแรกจึงไม่ค่อยต่างจากเทอมสองมากนัก
แต่เมื่อโควิดเริ่มเข้ามาหลายสิ่งก็เริ่มเปลี่ยนไป

การใช้ชีวิตที่ถูกจำกัด
ทำให้การออกไปหาประสบการณ์
การออกไปทำกิจกรรม จัดค่ายหายไป

ผมจึงเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับงานเขียนมากขึ้น
และเขียนหนังสือเล่มที่สองต่อจากเล่มแรก
ซึ่งได้รับแรงบรรดาลใจมาจากการช่วยอาจารย์
ในการพิมพ์และจัดทำหนังสืออีบุ๊ค
ซึ่งก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย
เพราะแค่อยากลองทำดู
แต่ทุกวันนี้ก็ยังอยากกลับไปแก้ไขทั้งสองเล่มใหม่
ให้คนที่ตัดสินใจซื้อไปได้คุ้มค่ากับสิ่งที่เราทำ
แต่ยังไม่มีเวลาไปแก้ไขในตอนนี้

ผมเริ่มลองส่งประกวดงานเขียนเล่น ๆ
ได้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ มากินขนมบ้าง
แต่ก็เข้ามาช่วยในเวลาสำคัญได้พอดี


ปีสี่คือช่วงที่กังวลใจที่สุด
ทั้งเคว้งคว้างสับสน
ว่าที่สุดแล้วเราจะเดินทางสายไหนดี
ประกอบกับโควิดที่เข้ามา
ทำให้หลายสิ่งที่เคยวางแผน
เคยวาดหวังไว้สูญสลายหายไป
แทบไม่เหลือชิ้นดี

ผมฝึกงานเทอมแรก
โดยเลือกสวนของอาจารย์ที่ชวนผมมาที่นี่เข้าฝึก
ด้วยเพราะมีเพื่อนในกลุ่มตามมาด้วย
ทำให้การไปฝึกงานที่อื่นไม่สะดวก
แม้ใจจริงอยากไปฝึกที่ด้านนอกก็ตาม

แต้ก็ถือเป็นประสบการที่น่าเก็บเป็นความทรงจำ
เหมือนไปค้างแรมต่างจังหวัดกับเพื่อน
เพราะค่อนข้างจะธุรกันดาลเหลือเกิน

แต่ก็ถือเป็นการหลบหนีจากโควิดไปในตัว
เพราะรอบสวนไม่มีใคร
มีแต่แกะ ไก่ ปลา ควาย ปู และงู ที่อยู่เป็นเพื่อน

ได้รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่แวะเข้ามาหาอาจารย์
กลุ่มชาวบ้าน กลุ่มเกษตรกรที่เข้ามาศึกษาดูงาน
ได้ปลูกเมล่อน ทำนู่นทำนี่ไม่ต่างจากกรรมกร
เพราะงานวิศวกรแทบไม่มีให้ทำ

และเพราะพิษโควิด
ช่วงซัมเมอร์ผมจึงตัดสินใจทำงานพาร์ทไทม์
เพราะงานฟรีแลนซ์ที่เคยทำเป็นวิทยากรบ้าง
ทำเล่มวิจัยบ้าง ทำนู่นนี่นั้นบ้างหายหมด
ก็เลยไปทำช่างเฟอร์นิเจอร์อยู่เกือบเดือน
ก่อนจะเลิกทำเมื่อเปิดเทอม

เทอมสุดท้ายหนักที่สุด
ไม่ใช่เพราะความยากในการเรียน
แต่เป็นเพราะความกังวลต่่างหาก

กังวลว่าจะจบไหม
กังวลว่าจบไปจะทำอะไรดี
กังวลกับสถานการณ์โควิดในตอนนี้
กังวลกับหลายสิ่งมากมาย

โปรเจ็กก็หนักในระดับหนึ่ง
แต่ก็สู้ความกังวลเหล่านั้นไม่ได้
ถ้าจัดการความคิดไม่ดี
ความสุขที่มีก็คงหาไม่เจอ

ผมเจอตัวเลือกกับคำถามของอาจารย์
ที่อยากให้เรียนต่อโท
แต่ใจตัวเองเป็นคนไม่ชอบเรียน
จึงตอบปฏิเสธไปว่่าขอเวลาสักสองปี
แต่ถึงแม้จะรู้ใจตัวเองระดับหนึ่ง
ก็ยังอดลังเลไม่ได้
เพราะถ้าจบตอนนี้
ก็ยังไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆ


มาวันนี้หลังจบมาประมาณสี่เดือน
กับเกรดเฉลี่ยที่ี่อีกนิดก็สาม
ตอนนั้นถามตัวเองว่าจะทำอะไร
เกรดก็น้อยที่สุดในชีวิตตั่งแต่เรียนมา
ปัญหาสังคม ปัญหาโรคระบาด

งานที่อยากทำก็หายาก
งานที่ตรงสายก็ไม่ถนัด
ก็เลยตัดสินใจหาดูว่ามีงานไหนที่พอทำได้ก็จะลองทำดู

ได้ลองทำงานพาร์ทไทม์ร้านอาหารเดือนหนึ่ง
และจนสุดท้ายก็จบที่พึ่งได้งานประจำเขียนแบบ

ก็ถือว่าตรงสายในระดับหนึ่ง
ชอบในระดับหนึ่ง
แต่ก็ยังไม่ใช่ที่สุด

จากประสบการชีวิตมหาลัยจนปัจจุบัน
สิ่งที่สอนผมอย่างชัดเจนที่สุดคือความไม่แน่นอน
เพราะไม่มีอะไรแน่นอนจริง ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรายังไม่ค้นพบตัวเอง

แต่มันก็ทำให้ผมได้เห็นโลกในหลายมุมที่แตกต่าง
ได้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น
ถึงแม้หลายการเรียนรู้มันอาจไม่ได้มาจากมหาลัย
แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากผมไม่ได้เข้ามหาลัยแห่งนี้
ผมจะได้ทำ ได้พบเจอ สิ่งต่าง ๆ มากมายเช่นนี้
หรือเปล่า

หรือผมจะเป็นคนแบบไหนในวันนี้
ผมจะมีความสุขหรือเศร้ากว่าวันนี้

อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ตอบได้ว่าผมไม่เสียใจ
ที่วันนั้นผมเลือกเดินทางนี้
เพราะถึงหลายสิ่งอาจไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง
แต่มันก็มีสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหวัง
ที่เข้ามาทดแทนให้ไม่แพ้กัน





ก็ถือซะว่าเป็นบันทึกบทหนึ่งของชีวิต
ชีวิตคนธรรมดา ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร
ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรกับใครไหม

แต่ถ้าใครสนใจ
และคิดว่ามีประโยชน์
ก็ขอขอบคุณ และขอให้คุณโชคดีีมีความสุข

โชคดีที่ได้อ่านสิ่งที่มีประโยชน์ต่อคุณ
และมีความสุขไปกับชีวิตของคุณ

แต่หากใครที่ไม่ได้รับประโยชน์อะไร
ก็ขอให้คุณมีความสุขเช่นกัน

มีความสุขที่ว่า
อย่างน้อยคุณอาจยังไม่ได้เผชิญทางเลือก
หรือการตัดสินใจใด ๆ ดั่งที่ผมต้องเจอ
หรือหากเคยเจอ 
นั่นก็คือคุณได้ผ่านมันมาแล้ว

และไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหน
การที่คุณเปิดใจเข้ามา
อ่านเรื่องราวของคนที่ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร
นั่นก็แสดงว่าวิสัยทัศน์และโลกของคุณ
ไม่ได้แคบหรือถูกจำกัดมากมายอะไร
เพราะคุณพร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ
และผมเชื่อว่านิสัยนี้จะช่วยคุณในสักวัน

SHARE
Written in this book
บันทึกความทรงจำ
เรื่องตอนนั้นมันผ่านมาแล้วนะ แต่เรายังจำได้ดี ถึงบางตอนมันจะขาด บางตอนมันจะหายไปบ้าง แต่ถ้าเราลองเอามันกลับมาบันทึกใหม่ เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ
Writer
konimon
reader @ writer
IG : konimon Facebook : มุมมองของเงา

Comments

Risshin
13 days ago
พี่เก่งมากๆเลยค่ะ ขอให้พี่ผ่านระยะเวลานี้ไปได้ด้วยดีนะคะ!
Reply
konimon
12 days ago
ขอบคุณและเช่นกันนะครับ ขอให้ผ่านเวลานี้ไปด้วยดี 😁😁
BANABE_
11 days ago
ชอบเรื่องราวของคุณนะคะ เราคนนึ่งที่ยังอยู่ในช่วงนี้เลย ผ่านมันไปด้วยกันนะคะ
Reply
konimon
10 days ago
ขอให้ผ่านไปด้วยดี และจบอย่างมีความสุขครับ
unnormalpeople
7 days ago
เช่นกันค่ะ
unnormalpeople
8 days ago
บางมุมก็เหมือนอ่านเรื่องตัวเองแฮะ
Reply
konimon
7 days ago
เสียใจและยินดีด้วยครับสำหรับชีวิตที่ผ่านมาได้ ขอให้ชีวิตต่อจากนี้เจอแต่เรื่องดี ๆ นะครับ
pnpz_
7 days ago
ขอบคุณนะครับ ได้ประสบการณ์ดีๆเพียบเลย สู้ไปด้วยกันนะครับ 
Reply
konimon
7 days ago
ขอบคุณเช่นกันครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยน และเป็นกำลังใจให้กัน สู้ ๆ ครับ 😀😀
praphasiri
5 days ago
ขอบคุณนะคะ สู้ๆต่อไปค่ะ
Reply
konimon
20 hours ago
ขอบคุณ และสู้ ๆ เช่นกันนะครับ