1 ปี ที่ไปบวช : ตอนที่ 2
หลังจากนั้นแม่ก็นอนที่โรงพยาบาลอยู่ครึ่งเดือน ค่อยๆ ทำกายภาพบำบัดจนอาการดีขึ้น แล้วก็กลับมาบ้าน จากวันแรกที่แม่ตื่นขึ้นมาหลังออกจากห้องไอซียู วันแรกแม่พูดอะไรไม่ชัดเลย ผมรู้สึกตกใจมาก แต่ละคำที่แม่พูดต้องค่อยๆ แกะประโยคว่าพูดอะไร คล้ายๆ อาการคนเป็นเหน็บชาครึ่งซีกทำให้การยกปากพูดออกมาทำได้ยาก ผมตกใจมาก กลัวว่าแม่จะพูดไม่เหมือนเดิม แต่ผมไม่แสดงออกมาให้แม่เห็น พยายามเก็บอาการตกใจไว้ข้างในแล้วใช้วิธีค่อยๆ เงี่ยหูฟังใกล้ๆ แทน ก็พอฟังออกเพราะเป็นประโยคพื้นฐานว่าแม่ต้องการอะไร ถามถึงเรื่องของที่บ้านที่ยังจัดการไม่เสร็จ เหทือนเป็นห่วง ถามผมเรื่องของที่ยังค้างคาให้ไปจัดการให้เรียบร้อย ผมยืมคอมพ์โน๊ตบุ๊คจากป้ามา แม่ก็เป็นห่วงบอกให้ผมเอาไปคืนเขา มีบัตรโดยสารรถไฟฟ้าที่ผมยืมแม่มามาแล้วข้างในบัตรมีเงินเติมไว้อยู่หลายร้อย แม่ก็ถามถึงว่าบัตรอยู่ไหน หายไปหรือยัง ผมไม่แน่ใจว่าทำไมแม่นึกถึงเรื่องพวกนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ให้เดาคงเป็นเพราะอาการเป็นห่วง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นห่วงผมว่าจะดูแลรับผิดชอบของพวกนี้ได้ไหม หลายครั้งผมก็ชอบทำข้าวของหาย ดูแลทรัพย์สินของตัวเองไม่ค่อยได้ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำงานประจำเสียที อาจจะเป็นห่วงว่่าผมจะดูแลตัวเองรอดไหม

.

.

แม่ออกจากโรงพยาบาลไม่นานก็ถึงเวลาใกล้กำหนดการวันบวชของผม ตอนแรกก็คุยกันอยู่ว่าจะเลื่อนดีไหมเพราะแม่ยังไม่หายดีนัก ยังต้องใช้การนั่งรถเข็นอยู่เวลาไปไหนมาไหน ในที่สุดก็ไม่เลื่อน จัดให้เป็นวันเดิมวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เพราะทางญาติคนอื่นน่าจะเตรียมงานกันไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนหน้าวันบวชผมก็ต้องไปฝึกท่องบทสวดสำหรับการเข้าบวชอยู่ 1 สัปดาห์ ผมนั่งรถเมล์สาย 8 จากบ้านย่านหัวลำโพง ไปขึ้นรถตรงวรจักรใกล้คลองถมเซ็นเตอร์นั่งรถไปถึงวัดอยู่ย่านลาดพร้าววังหินซึ่งตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยรู้จักย่านนี้มาก่อน พอมานึกแล้วนั่งรถไปไกลพอสมควร ที่ไปบวชวัดนี้เพราะบ้านยายผมใกล้กับวัดนี้ แต่ยายผมเสียชีวิตไปหลายปีแล้วนะ ผมไปซ้อมทุกวันช่วง 4-5 โมงเย็น แล้วก็นั่งรถกลับบ้าน ผมชอบเวลาอยู่ตัวคนเดียว ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ต้องทำอะไรที่กดดัน ตอนนั้นยังพอมีเงินติดตัวมาอยู่บ้างจากการขายรองเท้าก่อนหน้านี้แต่ก็ใกล้จะหมดแล้วครับ วงการขายรองเท้าก็ใกล้อิ่มตัวเต็มที ผมตะเตรียมว่าหลังจากบวชครบ 1 เดือนตามกำหนดที่คิดไว้ กะจะหางานประจำทำครับ อยากหาเงินมาเพื่อใช้จ่าย ให้แม่เพราะแม่ก็ป่วยอยู่ หางานทำเพื่อให้แม่ไม่เครียดด้วย ช่วงนั้นผมอยู่บ้านตลอดแน่นอนว่าทำให้แม่เครียดพอสมควรว่าเรียนจบมาแล้วทำไมไม่ไปหางานทำ แต่พูดตรงๆ ความรู้สึกของผมมันบอกยังไงดีอ่ะ ส่วนลึกแล้วผมน่าจะรักความอิสระอยู่พอสมควร การหาเงินได้โดยที่ไม่ต้องไปเข้าทำงานในองค์กร ปลดปล่อยตัวเองหลังจากปีสุดท้ายที่ทำวิทยานิพนธ์มาจากรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งรู้สึกอึดอัดมาก ผมยังไม่อยากไม่เผชิญกับความอึดอัดแบบนั้นซึ่งวิชาชีพที่ผมเรียนมาบอกเลยว่าอาจจะไม่ได้ทำงานเลิกตรงเวลา ยางทีก็เลิกงานดึกบ้าง บางทีต้องโต้รุ่งอยู่จนถึงเช้าบ้าง แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทึุกที่นะครับที่เป็นแบบนี้ บางที่ก็เลิกงานตามเวลาปกติ ผมแค่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะยังไม่พร้อม ยังต้องการอิสระ ขอให้กำหนดชีวิตตัวเองได้บ้างโดยที่ยังมีกินอยู่ ปีแรกหลังเรียนจบผมยังไม่ได้คิดถึงอนาคตที่มันไกลอะไร จึงต้องการชีวิตแบบนั้นซึ่งอาจจะคล้ายๆ การได้มานั่งเขียนเรื่องราวอะไรแบบนี้ก็ได้ รู้สึกเรามีอิสระที่จะคิด พิมพ์ เขียน เล่าเรื่องให้คนอื่นได้รับรู้ สัมผัสถึงเรื่องราวความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับที่ผมรู้สึก ผมรู้สึกมีอิสระเหมือนกันนะตอนที่กำลังพิมพ์อยู่ตอนนี้ ก็อยากจะทำมันต่อไปเรื่อยๆ ถ้าอย่างน้อยมันเป็นจุดจุดนึง พื้นที่เล็กๆ พื้นที่หนึ่งที่มอบอิสระภาพให้เราได้ก็อยากจะขอพัฒนาการเขียนของตัวเองต่อไป เขียนต่อไป สร้างพื้นที่สำหรับเรื่องราวให้ความคิดไอเดียของผมได้โลดเล่นเหมือนกับเป็นพื้นที่สนามเด็กเล่นสำหรับผม ผมรู้สึกว่ามันสนุกดี พิมพ์ได้ไม่มีเบื่อเลย ตอนที่พิมพ์อยู่นี้ผมกำลังยิ้มอยู่ด้วยนะ 555 ผมได้สัมผัสค้นพบว่าตัวเองมีความสุขขณะที่ได้ทำมัน โอเคผมชอบความอิสระมากและถ้าความอิสระมันสามารถเลี้ยงท้องได้ยิ่งวิเศษสุดๆ ไปเลย ช่วงปีแรกหลังเรียนจบผมค่อนข้างพอใจที่ไม่ต้องรีบเคร่งเครียดมากเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งวิธีคิดอีกแบบหนึ่งก็บอกว่าให้รีบหางานทำจะได้มีประสบการณ์ แน่นอนผมเคารพและความคิดนี้เป็นความคิดที่ถูกต้อง ผมอาจจะเป็นคนคนหนึ่งที่คงจะหลงทาง เคว้งคว้างอยู่ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรจึงหาอะไรทำไปก่อนในตอนนั้นที่พอจะหลบลี้หนีทางที่ทุกคนเผชิญกัน ซึ่งก็ได้ประสบการณ์การขายของมาซึ่งสนุกมากทีเดียว ถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกอยากขายอะไรสักอย่างอยู่ มันสนุกดี มีความสุขตอนขายได้และได้ตังค์

.

.

พอช่วงก่อนบวชผมคิดแล้วว่าหลังบวชเสร็จครบ 1 เดือน ผมจะออกมาหางานประจำทำ ถึงเวลาที่ผมอยากทำงานประจำแล้ว ทั้งเหตุผลเรื่องรายได้ที่ควรจะได้สม่ำเสมอในทุกเดือนเพราะยอมรับว่าการขายของเงินที่ได้รับมันไม่ค่อยแน่นอนและคาดการณ์แล้วดูเหมือนมันจะได้น้อยลง และเหตุผลเรื่องประสบการณ์ ผมคิดว่าผมอยากได้ประสบการณ์จากการทำงานแล้ว ผมอยากทำงานให้เป็นอย่างน้อยสักงานเพื่อต่อยอดไปในอนาคตได้ หาประสบการณ์จากคนอื่นในองค์กร เพื่อนร่วมงาน เรียนรู้จากการทำงานจริง เรียนรู้จากหัวหน้า อยากรู้แล้วว่าทำงานจริงเป็นอย่างไร ถึงเวลาเสียทีที่ผมจะหางานทำ ผมบอกกับแม่อย่างนั้น

.

.

ถึงวันอุปสมบทหรือบวช พิธีก็จัดแบบเรียบง่ายแบบวัดในกรุงเทพ เป็นการบวชพร้อมกัน 5 คน ผมก็เพิ่งมารู้จักพวกเขาที่นี่ เพื่อนๆ มาร่วมงานกันหลายคน วันนั้นป้าผมจัดสุกี้ของ MK มาเลี้ยง หมดไปสามหมื่นบาท เขาบอกว่าเขาถูกหวยแสนนึงเลยเอามาจัดเลี้ยงได้ หลังจากพิธีที่ถูกจัดขึ้น เพื่อนฝูงมาร่วมงาน พ่อแม่และครอบครัวที่มาร่วมกันอุ่นหนาฝาคั่ง พอตกบ่ายบรรยากาศในวัดก็เงียบลง มีแต่ความสงบของวัดยามบ่าย ทุกอย่างดูเงียบไปหมด ผมก็รู้สึกคิดถึงพวกเขาเหมือนกัน หลายคนก็ไม่ได้เจอกันนาน ยังอยากติดต่อกับที่บ้านอยู่ แต่ก็รู้สึกอะไรๆ แปลกใหม่ดี เจอกับเพื่อนใหม่และพระอาจารย์ที่มาสอนวิธีใช้ผ้าจีวร วิธีใช้บาตร และบอกว่าพรุ่งนี้เราจะไปเดินบิณฑบาตกัน พระอาจารย์เกริ่นให้ฟังว่าพระใหม่ที่เข้ามาบวชหลายคนห่มผ้ายังไม่คล่อง บางคนทำบาตรตกตอนออกไปบิณฑบาตก็มี ผมฟังแล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูเป็นเรื่องยากยังไงไม่รู้สำหรับการมาบวชใหม่ เย็นวันนั้นก็ให้พระใหม่ไปสวดมนต์และมีการเข้าห้องเรียน พระอาจารย์ที่คอยดูแลก็มาสอนแบบเลคเชอร์ในห้องเรียนเรื่องต่างๆ เช่น วินัย ต้องทำอะไรบ้าง มีข้อห้าม ข้อที่ควรทำ อะไรบ้าง แบบคร่าวๆ ผมก็รู้สึกว่าฟังเพลินดี และพรุ่งนี้เช้าท่านจะพาเราไปบิณฑบาตกัน





SHARE
Writer
taestudio
Writer,Music,Architect
เขียนจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น และ ความรู้เท่าที่พอมีบ้าง

Comments