อาจใช้เวลาเดินอ้อมหลายปี เพื่อเจอยอดเขาที่สวยไม่แพ้ของคนอื่นก็ได้
ไม่ได้เขียนหนังสือ หรือนั่งพิมพ์มานานมาก นานหลายเดือน ชักรู้สักว่ามันนานเกินไปแล้ว ช่วงนี้ทำงานค่อนข้างหนัก ใช้เวลาทำงานแต่ละวันยาวนานเหลือเกิน ทำงานออกแบบภายใน ทำทุกวันไม่เหมือนไม่มีวันหยุด เหมือนไม่ค่อยได้พักผ่อนเลย เป็นงานฟรีแลนซ์กึ่งประจำ คล้ายๆ เป็น Outsource ให้บริษัท ฟีลเหมือนไม่มีวันหยุดตายตัว เหนื่อยเหมือนกัน ลากยาวมาเป็นเดือนที่ทำทุกวัน บางสัปดาห์ไม่ได้วางแผนงานไว้ก่อน คือลากยาวเลย ข้ามคืน ไม่ได้นอนก็มี อาจเป็นเพราะเราต้องบริหารเวลาเอง บวกกับเวลาที่ค่อนข้างเร่ง เลยเละเทะอยู่เหมือนกัน
.
ช่วงนี้เป็นช่วง Gap เล็กๆ ระหว่างงานเก่า และ งานใหม่ที่กำลังเข้ามา 
.
อยู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้า เกิดขึ้นมาจากข้างในความคิด
.
นี่เราทำอะไรอยู่?
.
มีงานงานนึงอยู่ๆ ก็รู้สึกอยากทำขึ้นมา เราอยากได้ปลดปล่อย ปล่อยของ ใช้ทักษะของเรา ในการฟัง การเขียนบ้าง เพราะแต่ละวัน หมดไปกับการออกแบบวนอยู่อย่างนี้ และพอสร้างจริงก็ได้รับฟีดแบ็คที่กลับมาแรงเหมือนกัน เนื่องจากงานมีลักษณะคล้ายรับเหมา turnkey ด้วยล่ะมั้ง ที่รวมทั้งออกแบบและสร้างจริง ลูกค้าที่เข้ามาเลยคาดหวังค่อนข้างสูง อยากได้ของดี ราคาไม่แพง ถ้าตรงไหนมีปัญหา ก็คือใส่เต็มที่ไม่มียั้ง สำหรับบางคนนะ 
.
คือ ด่าออกมาเลยว่า ทำไมห่วยอย่างนี้ ทำไมอย่างนั้น ไม่เห็นเหมือนเลย คือ พยายามทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นเลยว่า งานที่เรารับมา เน้นตัวราคาประหยัด ความสวยงามตามใจลูกค้า การใช้งานตอบโจทย์ผู้ใช้ และต้องเร็ว
.
เลยเหมือนเป็นคีมทุกอันเข้ามาบีบ 
.
.
เออ ดีเหมือนกันที่เลือกเข้ามาทำงานสเกล ไม่ใหญ่ สเกลเล็ก ทำให้เห็นภาพ รู้กันไปเลยว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นยังไง ต้องเจออะไรบ้าง ทั้งเรื่องที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ อะไรทำให้เราชอบงานนี้ สิ่งที่ไม่ชอบเกี่ยวกับงานนี้ คิดอีกที อันนี้ข้อดีนี่หว่า 555
.
.
เห้ย อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า การพิมพ์เล่าความรู้สึกลงบนคีย์บอร์ดแป้นพิมพ์โน๊ตบุ๊คแบบนี้ มันช่างแห้งเหี่ยว ห่อเหี่ยว ไร้ซึ่งจินตนาการ มันยังคงไว้ด้วยกฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง พันธนาการ my pure feeling ความรู้สึกที่แท้จริง , จิตวิญญาณ หรือแม้กระทั่งตัวหนังสือก็ตามที มันเหมือนยังคงเป็นกรอบอะไรบางอย่างที่กั้นไม่ให้ What's inside อะไรภายในบางอย่างออกมาได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เอาล่ะ ถึงอย่างไร มันเร็วดี สะดวก และทำได้เลย ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลามากนักด้วย การจะมาพิมพ์อะไรยืดยาวแต่ละที ดูเหมือนเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวล
.
ดูเหมือนผู้คนเร่งรีบกันไปหมด
.
ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับการทอดน่อง 555 ไม่ใช่น่องไก่นะ แต่เป็นน่องขาเราเนี่ยแหละ นั่งเฉยๆ ไปเรื่อยๆ ซึมซับ ละเมียดละไมกับการมีชีวิตอยู่จริงของเราเนี่ยแหละ 
.
ไม่ค่อยเห็นใครทำอะไรแบบนั้น ดูรีบกันซะเหลือเกิน ไม่รู้รีบไปไหนกัน 55 
.
การละเมียดละไมกับชีวิต ดูเป็นของหายากขึ้นกว่าเดิมเยอะ
.
จำได้ว่าตอนสมัยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ยังพอมีพื้นที่ให้ได้ใช้ชีวิตช้าๆ บ้าง มีเวลาไปเดินเล่น ไปเรื่อยตามสยามสแควร์ สวนแถวบ้าน หอศิลป์ โรงหนังอินดี้ งานคอนเสิร์ต 
.
.
อาจเป็นเพราะเข้าสู่วัยทำงานที่เครื่องจักรของทุนนิยมมันเดินไป มันติดเครื่องใช้งานและออกล้อหมุน มันจึงเป็นวัฏจักร ทำให้เราช้าไม่ได้ คนใดคนหนึ่งในสังคมออกแรงสร้างผลผลิตชิ้นงานหนึ่งออกมาตอบความต้องการอีกคนหนึ่ง เอาเวลาและแรงงานไปแลก ได้ผลตอบแทนเป็นเงิน นำเงินมาซื้อผลผลิตของอีกคนหนึ่งไปเรื่อยๆ วนเป็นวฏจักรระดับขั้นสูง 
.
และสัมผัส รับรู้ความเร็วทวีคูณขึ้น เมื่อบางคนในวงเวียนวัฏจักรนี้ กู้เงินจากแบงค์มาเพื่อทวีคูณผลิตภัณฑ์ที่เขาต้องการครอบครอง จึงทำให้เขาต้องรีบเร่งเข้าไปอีกเพื่อหาเม็ดเงินอันเป็นสื่อสัญลักษณ์ความเชื่อร่วมกันของทั้งสังคมซึ่งแทนค่าด้วยแผ่นกระดาษหรือตัวเลขอิเล็คทรอนิคส์ นำมาคืนให้นายธนาคารพร้อมดอกเบี้ย 
.
ความรู้สึกสัมผัสได้ถึงตัวเร่งคูณความเร็วในวงเวียนทุนนิยม กลิ่นควันไอนี่แทบไหม้ 55 
.
แต่กับตัวเราซึ่งดั้งเดิม แท้จริงแล้ว สปีดอัตราเร่งไม่ได้สูงอะไร บางครั้งจึงเกิดความรู้สึกเสียดทานบ้าง
.
ในบางครั้งก็สนุกดี แต่หลายทีก็เกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้นในใจ
.
ไม่รู้ว่าคนโบราณ ในอดีตกาลจะเป็นไหม ยามเขาถูกบังคับให้ทำบางอย่างที่จริงอาจจะฝืนธรรมชาติของเขานัก แต่ย้อนไปเวลานั้น เข้าใจว่าไม่มีตัวเลือกมากในชีวิต อาชีพไม่ได้มีให้เลือกมากเหมือนสมัยนี้ หรือบางทีเขาเหล่านั้นอาจหาความสุขได้ในแต่ละช่วงเวลาที่เกิดมา ในเมื่อตัวเลือกไม่มาก ก็อาจหาความสุขที่มีอยู่เป็นตัวเลือกในขณะนั้น 
.
บางทีอาจไม่ต่างอะไรมากกับเราตอนนี้ และคนที่กำลังจะเกิดในอนาคต ตอนนี้เราก็รู้สึกเหมือนไม่ค่อยมีตัวเลือก เลยรู้สึกอึดอัด เหมือนอยู่ในกรอบเท่านี้ เพียงแต่ละช่วง กรอบอาจขยายใหญ่ขึ้น แต่ความต้องการของคนเราก็ขยายไปตามขนาดของกรอบ คนในอนาคตอีกร้อยปีก็คงมีความรู้ร่วมอันหนึ่งอันเดียวกับคนยุคสมัยนี้ และคนเมื่อยุคสมัยร้อยปี ห้าร้อยปี พันปีที่แล้ว 
.
คงมีใครบางคนกำลังตามหาสิ่งนั้นอยู่เช่นกัน กำลังหาทางขบถ ทางเส้นทางเดินเป็นของตัวเองอยู่เช่นกัน คิดว่าเป็นเช่นนั้น
.
.
อยู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า มันมีงานประเภทหนึ่งที่อยากทำ อยากลองทำดู เพราะน่าจะใช้ทักษะ ความสามารถที่สอดคล้องกับตัวเราได้ดี แต่อาจจะต้องลองทำดูก่อนนะ ทำเองก็ได้ (ถ้าหาเวลาให้มันได้จากความวุ่นของงานในตอนนี้) 
.
อยากลองเป็นนักสัมภาษณ์คน อยากเป็นนักเขียนถ่ายทอดเรื่องราว อยากลองทำ Journalism
อยู่ๆ นึกขึ้นได้ เมื่อ 11 ปีที่แล้ว 
.
ตอนนั้นมีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ปี 2553 
.
เราติดตามข่าวตลอด ผ่านสื่อโซเชี่ยลอย่าง twitter 
.
เห็นนักข่าวชื่อ คุณเอม ของช่อง Nation รายงานข่าว ติดตามตลอด 
.
ตอนนั้นรู้สึกชอบการรายงานข่าวเป็นนี้ รู้สึกเขาได้ลงหน้างาน เห็นสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคม ดูน่าสนุกดี เหมือนเป็นพยานของการเกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นในสังคม เป็นคนบันทึกเหตุการณ์ ถ่ายทอดและเล่าเรื่องราว บางครั้งอาจได้วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ณ ช่วงเวลานั้น
.
เรารู้สึกมันดูสนุกมาก อาชีพนี้ ช่วงนั้นติดตามสนใจข่าวสารบ้านเมืองมาก อินกับอะไรพวกนี้ และก็ด่าเสื้อแดงไปเยอะในโลกออนไลน์ ทั้งทางทวิตเตอร์และเฟสบุ๊ค ตามวุฒิภาวะในสมัยนั้นด้วย 
.
พอมาดูตัวเองในตอนนี้ รัฐบาลแย่มากเหมือนกัน เรากลับไม่ได้พิมพ์ด่า เสียๆหายๆ แบบตอนนั้นอีกแล้ว อาจเป็นเพราะเวลาผ่านไป อายุมากขึ้น ก็เปลี่ยนวิธีการคิดและแสดงออก 
.
เราเรียนติววาดรูปอยู่แถวที่ชุมนุม บริเวณสะพานหัวช้าง ตอนนั้นก็ไม่ชอบกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนักหรอก คนฐานะปานกลาง เด็กที่มาเรียนแทบทุกคน ครูติวเตอร์ที่เป็นรุ่นพี่โรงเรียน สมัยนั้นไม่มีใครชอบเหมือนกัน 
.
มันเหมือนแยกกันด้วยฐานะระหว่างคนมาประท้วง กับ คนฐานะปานกลางในเมือง แยกกันชัดเจนมาก ความต้องการสองกลุ่มนี้แตกต่างกันชัดเจน 
.
วันหนึ่งหลังเลิกเรียนติววาดรูปเข้าคณะสถาปัตย์เสร็จ เกิดความอยากรู้อยากเห็น ม็อบเป็นยังไง ก็เดินเล่นเข้าไป ทั้งๆ ที่กลับบ้านไปยังเปิดเฟสบุ๊คพิมพ์ด่าเสื้อแดงอยู่เลย 555 แต่ความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ เราสามารถไปอยู่ได้ในทุกที่ทุกกลุ่ม เหมือนคนมาสังเกตุการณ์ อยากรู้อยากเห็น เข้าไปแบบเปิดใจ แม้บางอย่างถ้ามันกระทบตัวตนเรา อาจมีบ้างที่รู้สึกทนได้ยากเหมือนกัน
.
แต่โดยรวมจะเข้าไปก่อนได้ ไม่ค่อยมีปัญหาในการเข้าไป เพราะปากเราไม่ค่อยไวอยู่แล้ว เจออะไรไม่ค่อยพูด มักจะเก็บความคิดไว้ข้างในเมื่อเจอเรื่องไม่พอใจ เลยเข้าไปได้ 
.
มีวันหนึ่งถึงกับไปผจญกับลูกระเบิด M79 ที่เขายิงกันพอดี ที่สถานี BTS สีลม ต้องวิ่งหนีออกถนนด้านหลัง
.
.
เป็นเหตุการณ์ปิิดเทอมคร่าวๆ ที่พอจำได้ว่า เราติดตามข่าวสาร เป็นปิดเทอมที่อึดอัดน่าเบื่อกับม็อบในช่วงนั้น แต่ก็สนุกดี มีด่าไปบ้าง สนุกที่ได้ตามข่าวสาร รับรู้เหตุการณ์จากผู้สื่อข่าว Journalist เหล่านี้ 
.
ตอนปิดเทอมนั้นจนเปิดเทอม เออเห้ย รู้สึกขึ้นมาเหมือนกันว่า 
.
อยากเป็นนักข่าว อยากลองเข้าไปเรียนวิชาชีพนี้เหมือนกันนะ จากการติดตามข่าวอย่างเดียวเลย ไม่ได้รู้เรื่องอะไรอย่างอื่นเลย แต่มันเป็นแรงบันดาลใจเหมือนกันนะ อาจคล้ายๆ เด็กชอบดูนักฟุตบอลแล้วอยากเป็นนักบอลมั้ง
.
และเราก็พอชอบอ่านหนังสืออยู่บ้าง ช่วงเปิดเทอมหลังจากนั้นชอบเข้าห้องสมุดเวลาชั่วโมงที่เพื่อนไปเรียน รด. กัน แล้วเราไม่ได้เรียน ก็เอาเวลามาเข้าห้องสมุด เลือกเปิดหนังสือพวก มติชนรายสัปดาห์ เนชั่นรายสัปดาห์ ไทยโพสต์ พวกคอลั่มที่เป็นเนื้อหาการเมืองที่ต่อจากช่วงประท้วงตอนปิดเทอม บางทีก็หาอ่านหนังสือของนิ้วกลมบ้างในห้องสมุด ซึ่งหายากมากเพราะเป็นหนังสือใหม่ 
เวลาเจอจะดีใจมาก เพิ่งจะมาตระหนักรู้ภายหลังช่วงนี้นี่แหละ ว่างาน Journalism กับการเขียนหนังสือ คือเรื่องเดียวกัน อยู่ในแวดวงเดียวกัน
.
.
เป็นความรู้สึกที่อินอยู่คนเดียวลึกๆ เก็บเอาไว้ ไม่ค่อยรู้ตัว และไม่ได้บอกใคร 55 
.
สุดท้ายการเลือกเข้ามหาลัยก็เลือกจากความถนัดที่เราชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็กเล็ก บวกกับเป็นอาชีพที่น่าจะหารายได้ได้ดีพอสมควร คือ สถาปนิก
.
.
เราไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ จนถึงตอนนี้
.
และดูเหมือนอายุก็จะเข้าสู่วัย 28 ปี
.
ผ่านจากจุดนั้นมา 11 ปี พอดิบพอดี
.
วันนี้ อาจจะถึงจุดอิ่มตัวมากๆ จุดหนึ่ง 
.
ด้วยภาวะโรคโควิดที่เข้ามา ทำให้หลายคนเลือกอะไรมากไม่ได้ กิจการต้องกลับมารัดเข็มขัดหนักขึ้นมากอีกครั้ง เพื่อเอาตัวรอดผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ก่อน
.
ด้วยงานที่ค่อนข้างหนัก กินเวลายาวนานในแต่ละวัน และทุกวัน และเวลาที่ผ่านไปโดยไม่ได้เริ่มทำสิ่งสำคัญสำหรับระยะยาวของชีวิตเสียที
.
มันทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่า 
.

หรือ เราจะเลือกเดินเส้นทางผิด มาสิบกว่าปี 
.
ถ้าตอนนั้นเลือกเข้าเรียนสายนั้นไป จะเป็นยังไงนะ
.
อาจจะได้เริ่มทำงานสายนั้นไปนานหลายปีแล้ว
.
แต่อีกแง่หนึ่ง ก็ อาจจะเจอปัญหาบางอย่าง ที่ทำให้เจอว่าไม่ใช่จนถอดใจไปก็ได้
.
โชคดีมากแล้วที่ได้เดินมาทางนี้ เจอเพื่อน พี่น้อง ได้เลือกเส้นทางออกไปผจญภัยครั้งหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำ เป็นประสบการณ์อันดับต้นๆ ในชีวิตตอนนี้ 
.
ได้เจอคนดีๆ มิตรสหาย ได้ประสบการณ์ ทักษะ สกิลบางอย่าง เก็บไว้ ไม่มีอะไรที่ไม่มีประโยชน์เลย ทุกอย่างเป็นประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวมาได้ วันหนึ่งก็อาจเอาไปใช้ได้ทั้งนั้น เหมือนเป็นจุดต่อจุด
.
บางทีคนเราอาจใช้เวลาเดินอ้อมอยู่นานหลายปี เพื่อไปเจอยอดเขาที่สวยงามไม่แพ้ยอดเขาของคนอื่นก็ได้นะ 
.
.
ขอบคุณตัวเองที่เลือกเส้นทางที่กำลังเดินอยู่นี้ 
SHARE
Writer
taestudio
Writer,Music,Architect
เขียนจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น และ ความรู้เท่าที่พอมีบ้าง

Comments

2_6_11
16 days ago
🖤
Reply
taestudio
16 days ago
ขอบคุณมากนะครับที่เข้ามาอ่านเป็นคนแรกเลย :D
Reply