The Relationships.


ความสัมพันธ์นั้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ครอบครัว แฟน เพื่อน คู่ชีวิต คู่แต่งงาน เจ้านาย ลูกน้อง คู่ขา พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน และอีกเยอะแยะมากมายที่ทั้งมีผลประโยชน์หรือมีแค่ใจแลกใจ.

สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนไม่ว่าจะเป็นสมุดบันทึกประจำวัน หรือนำมาแปลงเป็นนิยาย เนื่องจากประสบการณ์และความเจ็บปวดเหล่านั้นทำให้เราได้เรียนรู้ ก้าวข้ามผ่าน เติบโต มีความอดทนอดกลั้นที่สูงขึ้นรวมถึง พัฒนาขึ้นอีกด้วย.
บางทีนั้นคนเราก็ไม่สามารถมองออกทะลุปลุโปร่งไปสะทุกอย่าง นอกจากว่ามีทั้งคนที่คอยเตือนเราด้วยความจริงใจ หรือเราได้ใช้ชีวิตผ่านประสบการณ์ความ รื่นเริง สุขสันต์ ลวงตา เจ็บปวด และอื่นๆอีกมากมายหลายสิ่งที่จะสามารถรู้สึกได้ จากการได้สัมผัสความสัมพันธ์เหล่านั้น หากคุณเชื่อว่าความสัมพันธ์นั้นคือความสวยงาม ผมขอบอกไว้เลยว่าคุณคือหนึ่งผู้โชคดีมากๆ ที่ยังไม่ได้ประสบกับด้านมืดของความสัมพันธ์ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม และเชื่อเถอะ ผมยังคงเป็นคนอีกคนหนึ่งที่ยังมีความเชื่อว่าความสัมพันธ์หรือสายสัมพันธ์นั้นๆ ที่เกิดขึ้นมาแล้วตัดได้ยาก แต่ก็ตัดได้ถ้าหากความสัมพันธ์นั้นๆทำให้ชีวิตเราต้องฝืนและทนมากกว่าที่เคยเป็นมา แต่ยังคงสวยงามเสมอ ไม่ว่าสิ่งที่ได้เจอจะเลวร้ายสักแค่ไหนก็ตามที เพราะแม้ในด้านมืดที่สุดของความสัมพันธ์ ทั้งแบบ เพื่อน<มั้ง>ในสังคม แฟน<ที่เคยคิดว่าเรารักเขามาก>ที่แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป ก็ยังทำให้ผมก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายจนแทบไม่คิดว่าจะผ่านพ้นไปได้ หากไม่มี เพื่อนแท้ หรือ คู่ชีวิต และครอบครัวที่คอยเคียงข้างกันเสมอๆนั้น ผมคงไม่สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างเป็นแน่แท้ มาถึงตรงนี้ทุกท่านคงรู้แล้วว่าเรื่องความสัมพันธ์ แบบไหนที่ผมจะมาขอแชร์ให้ได้อ่านกันนะครับ.

และผมต้องขอขอบคุณ คนเหล่านั้น ประสบการณ์เหล่านั้น รวมถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นที่ทำให้กระผมได้รู้สึกถึงความแตกต่าง ความซับซ้อน ความย้อนแย้ง ปมในจิตใจ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งทำให้กระผมได้ตระหนักถึงแรงบันดาลใจที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ผมได้เขียนเรื่องนี้เพื่อเพื่อนมนุษย์อีกมากมายที่ อาจจะยังมองไม่เห็นความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้นรวมถึงยังไม่มีคนที่จริงใจมากพอที่จะเตือนพวกเขา.
...อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วว่า คุณไม่มีทางรู้หรอกว่ากำลังจะก้าวเข้าสู่ความเจ็บปวดแสนทนทุกข์มากแค่ไหน นอกจากคุณจะผ่านมันไปแล้วหรือมีคนที่จริงใจพอที่จะเตือนคุณ...

หากแต่กระผมเป็นอย่างแรกนั่นคือผมผ่านมันมาแล้วแบบ หกล้มคลุกคลานและเตาะแตะเฉกเช่นเดียวกับเด็กน้อยฝึกตั้งไข่หรือฝึกเดินนั่นเอง.

และแล้วเวลาผ่านไปเกือบ 6 ปี และท้ายที่สุดมันก็จบลงอย่างงดงามอย่างน้อยๆก็ในสายตาของผมกับคู่ชีวิตของผม ซึ่งต้องขอบคุณเขาจริงๆที่ทำให้ผมผ่านมันมาได้.

Wave I ระรอกแรก : หกล้มคลุกคลานกับเวลาเกือบ 6 ปี...The trusted false...

ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมได้เริ่มศึกษาสิ่งๆหนึ่งอย่างจริงจัง หรือจะเรียกว่าได้เข้าร่วม “ชมรมหนังสือ” ก็คงไม่ผิดอะไร และตอนนั้นผมต้องการที่จะมีกลุ่ม มีคนที่จะนำและสอนผมอย่างที่สุดเนื่องจากว่า ผมเป็นเด็กใหม่ในวงการ ซึ่งนั่นแปลว่าผมต้องการเพื่อน เพื่อนที่จะร่วมเดินทาง ร่วมศึกษา ไปด้วยกันพร้อมๆกัน หากคุณถามว่าผมรู้ตัวไหม ณ.ตอนนั้น ผมก็จะขอตอบตรงๆและจริงใจว่า ใครมันจะไปรู้ฟ่ะ! จริงไหมครับ แม้แต่ผู้ที่ล่วงรู้อนาคตก็ไม่สามารถที่จะฟันธงได้หรอกครับว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่เนื่องจากว่ามีปัจจัยเป็นล้านๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในทุกๆทาง และด้วยความที่ผมเป็นคนตรงๆ จริงใจ เฟรนด์ลี่ ผมจึงได้มอบความจริงใจ เข้าใจ ให้กับพวกเขาที่ผมได้เจอเป็นกลุ่มแรกๆ ซึ่งปีแรกก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยเกือบดี จนกระทั่ง พวกเรามีเรื่องกับผู้ที่เราคิดกันว่าเป็นทั้งผู้นำและครู ณ.ตอนนั้น หากเพียงแต่ถ้าพวกเราไม่ได้เริ่มสนิทรวมถึงใช้เวลาด้วยกันมาระยะหนึ่งแล้วก็คงไม่มีวันได้รู้ว่าเขาผู้ที่เราศัทธากันเป็นคนแบบไหน แต่พวกเราก็ไม่ได้เจ็บปวดกันมากนัก เนื่องจากว่ายังดีที่ยังมีพวกเราที่ได้ประสบและผ่านมันมาด้วยกัน อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่า เพื่อนหรือคนที่คอยอยู่เคียงข้างเพื่อช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นจำเป็น แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดที่แสนยาวนานเท่านั้นครับ.

Wave II ระรอกถัดมา : History repeat itself...My faults...

และเมื่อความเจ็บปวดระรอกแรกผ่านพ้นไป แน่นอนไม่มีใครคิดล่วงหน้าถึงอนาคตกับความเจ็บปวดครั้งต่อไปในทันทีหรอก ใช่ไหมล่ะครับ?. ซึ่งผมไม่ได้อยากชี้นำให้คุณๆเป็นคนที่มองโลกในแง่ลบเพียงอย่างเดียวนะครับ หากแต่ชีวิตจริงมันมีทั้งแสงและเงา ชีวิตเทาๆ นี่ล่ะครับคือการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท รวมถึงเป็นการเตรียมตัวพร้อมรับสิ่งไม่คาดฝันที่จะเข้ามาอีกด้วยครับ.
คลื่นลูกที่สองนี้ไม่มีใครคาดคิดเลยจริงๆว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากว่าพวกเรามีความ ไว้ใจ เชื่อใจ และเชื่อมั่นในตัวทุกๆคนในกลุ่มกันมากขึ้นเนื่องจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นไปแล้ว จนกระทั่ง สมาชิกใหม่ของกลุ่มเราซึ่งกระผมเองที่เป็นคนนำเขาเข้ามาในกลุ่ม และวันนั้นพวกเราได้มารวมตัวกันที่บ้านผมและสมาชิกใหม่ผู้นั้นก็ได้สงสัยถึงสิ่งแปลกปลอมบางอย่างที่ปะปนมาอยู่ในบริเวณแท่นเทพของผม ซึ่งตอนแรกพวกเรารวมถึงผมก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนัก หากแต่สมาชิกใหม่ผู้นี้ ทั้งเช็คด้วยตนเองและถามผู้อื่น และพวกผมก็ช่วยกันเช็คอีกด้วยเช่นกัน ความจริงก็ปรากฏว่า มันถูกทำให้รอดสายตาผมหรือจริงๆแล้วเพียงเพราะแค่ความประมาท ความเลินเล่อ ของตัวกระผมเองจึงไม่สามารถมองเห็นสิ่งปนเปื้อนที่อยู่ใต้จมูกของตัวเองได้ ซึ่งนั่นคือ คนหนึ่งในกลุ่มเรานั้นที่อายุน้อยที่สุดแต่ก็มีสัมผัสที่แรงกล้าคนหนึ่งใช้บ้านกระผมเป็นสถานที่ลองการทำของ ของเขาโดยที่ค่อยๆทำทีละนิดๆเวลามาที่บ้านผมจนกระทั่งตอนหลังมันแทบจะกลายเป็นสิ่งปนเปื้อนที่เยอะมากๆจนคนอื่นๆสังเกตเห็น และหลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้สอบถามไปที่บุคคลเจ้าปัญหาอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม หากแต่ค่อยๆห่างกันออกมาจนกระทั้ง กลุ่มเราทั้งกลุ่มได้เปิดสงครามเย็นและสงครามการทำของใส่กันก็เริ่มขึ้น เนื่องจากว่าหลังจากที่พวกเราค้นพบสิ่งการกระทำของเขาที่บ้านของผมแล้ว พวกเราก็ยังได้ส่งสิ่งเหล่านั้นกลับไปให้กับเจ้าของที่ทำ และได้ค้นพบเพิ่มเติมว่าผู้ที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มผู้นั้นเขาไม่ได้ทำแค่ผมหากแต่รวมถึงสมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆอีกด้วย แต่สมาชิกใหม่ไม่ได้โดนด้วยเนื่องจากว่าเขาผู้นั้นที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มไม่รู้ว่ามีเขาอยู่นั่นเอง.

หลังจากสงครามครั้งใหญ่จบไปไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็นหรืออะไรก็ตาม พวกเราก็ตีตัวออกห่างจากเขาอย่างจงใจและเลิกคบไปในที่สุด.
ซึ่งหลังจากทุกอย่างนั้นจบลงในครั้งนี้นั้น มันก็ทำให้ทุกๆอย่างเริ่มแย่ลงไปอย่างช้าๆ ไม่ต่างกับการหายไปนำเอาฝุ่น pm 2.5 เข้าไปเรื่อยๆแล้วร่างกายก็เริ่มทรุดจากการสะสมของฝุ่นในร่างกายเลยทีเดียว.

Wave III ระรอกสุดท้าย : Over and Over again...I'm so blinded...

ส่วนตัวผมแล้ว ผมคิดว่าระรอกนี้ที่เกิดขึ้นได้เพราะว่าคลื่นสองลูกแรกนั่นล่ะที่ทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจใครอีกเลย อันนี้เป็นการมองในแง่บวกที่ผมพยายามจะมองนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยๆพวกเขาก็ ‘เคย’ เป็นคนรู้จักที่ดีต่อกันมาก่อน แต่สำหรับพวกเขาไม่เคยเพียงพอเลย ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาไปกี่ปี ผมก็รู้ตัวว่าไม่เคยได้ความไว้วางใจจากพวกเขาเลย หากแต่ก็แค่พยายามทำตัวให้เหมือนเดิมตลอดๆ เนื่องจาก ผมรู้อยู่แล้วว่าในอนาคตต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแม้ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ก็ตามที.


จริงๆแล้วมันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ผมก็ไม่อาจทราบได้ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวจุดฉนวนอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ วันที่พวกเราจัดประชุมกลุ่มกันเมื่อปีที่แล้วช่วงก่อนวัน Halloween ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมายก่อนหน้านั้นเลย แต่มันเกิดขึ้นตั้งแต่วัน ประชุมกลุ่ม ในวันนั้นเลยทีเดียว และนั่นก็เป็นเหตุการณ์ทั้งเริ่มและจุดจบของความสัมพันธ์ครั้งนี้กับกลุ่มนี้.
มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจที่ใหญ่ที่สุดและทำให้ผมเสียใจรวมถึงเสียดายเวลาที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะเป็นแค่ความสัมพันธ์แบบเพื่อนผู้ร่วมเส้นทางการศึกษาเดียวกันก็ตามที “น้ำผึ้งหยดเดียว” มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หลังจากประชุมกลุ่มผ่านพ้นไป กลุ่มเราก็มีฉลองกันด้วยการไปกินหมูกะทะกัน ซึ่งผมก็รู้ตัวเองดีกว่ามันก็เป็นความผิดของผมส่วนหนึ่งด้วยล่ะ ด้วยความที่ผมก็ทำงานมาเรื่อยๆตั้งแต่ก่อน ประชุมกลุ่ม แล้วต่อเนื่องด้วยวัน ประชุมกลุ่ม แล้วก็ฉลองรวมถึงต่อด้วยงานศพของอากงของผมเองที่จัด 7 วัน 7 คืน ด้วยกันซึ่งผมก็ต้องทำหน้าที่เป็นช่างภาพในงานศพเองอีกด้วย และญาติๆก็เรื่องเยอะอีกด้วยล่ะ ผมว่าทุกๆคนน่าจะเข้าใจเรื่องที่ญาติๆเรื่องเยอะนะครับ ฮ่าๆๆ แต่ก็นั่นล่ะครับ มันทำให้ผมเหนื่อยแบบเกินบรรยายจริงๆครับ เพราะว่ามันเป็น 3 สัปดาห์ที่แทบไม่ได้พักเลยครับ ซึ่งมันทำให้ผมได้กระทำบางอย่างที่พวกเขาไม่ชอบและรู้สึกเหมือนโดนล่วงเกินจนทำให้ หลังจากงานศพจบไปแล้ว พวกเขาได้ขอนัดเจอผมเพื่อคุยปรับความเข้าใจ ซึ่งก็เหมือนจะเป็นไปได้ดี เหมือนพวกเขาจะเข้าใจ เพราะด้วยสภาพร่างกายของผมตอนนั้นผมก็พูดไปตรงๆโดยที่บางทีก็ไม่ได้ยั้งคิด แต่ก็ไม่ได้แรงอะไรสำหรับคนที่อายุเท่าผมจะคุยกันตรงๆน่ะนะครับในมุมมองของผม และผมคิดว่าพวกเขาก็โตพอแล้วที่จะรับฟังได้ในเมื่อก็เป็นคนตรงๆและดูรับผิดชอบตนเองได้แล้วด้วยแต่ละคน หากแต่ก็ผิดคาดมากๆ เพราะหลังจากที่ได้นัดคุยกันครั้งนั้นแล้วทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว
เพราะจริงๆแล้วคนที่จริงใจและพูดตรงไม่ได้แปลว่าพวกเขาสามารถรับความจริงหรือข้อเท็จจริงได้เสมอไป โดยเฉพาะข้อเท็จจริงหรือควมจริงของตนเอง พวกเขาแค่มีปมที่อยากจะพูดมันตรงๆเพื่อโยน เพื่อโยนสิ่งเหล่านั้นใส่อีกฝ่ายเท่านั้นมิได้คิดถึงจิตใจหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิด ซึ่งมาตอนนี้ผมได้เรียนรู้บทเรียนนั้นๆแล้วว่า คนประเภทนั้นเป็นพวก Toxic Relations ที่ไม่ว่าความเป็นจริงจะแน่แท้แค่ไหน พวกเขาเหล่านั้นก็มิฟังคุณหรอก สิ่งที่เดียวคุณทำได้ค่อยถอยออกมาจากคนเหล่านั้นเพียงเท่านั้น. จากที่ผมเคยรู้สึกว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอย่างสนิทใจอยู่แล้วด้วย ตอนนี้เหมือนผมโดนเนรเทศ โดนบอยคอตจากกลุ่มโดยที่แทบไม่ทันตั้งตัวเลยด้วยซ้ำไป ทั้งๆที่ ผมก็ขอโทษไปแล้วพร้อมอธิบายเหตุผลเรื่องสภาพร่างกายว่า “ไม่ไหวจริงๆ อาจจะพูดหรือทำอะไรไปที่ไม่ชอบก็ขอโทษจริงๆ” ผมคิดว่าแค่คำขอโทษคงยังไม่พอ ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมคับแค้นใจเอามากๆ เนื่องจากผมแทบจะไม่มีความลับกับเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้จักตัวตนผมทั้งหมด 100% ก็ตามที<เพราะว่ามันเป็นความรู้สึกของผม บวกกับสถานการณ์ที่เอื่ออำนวยให้กับผมด้วยล่ะ ผมจึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องเปิดตัวตนให้พวกเขารู้ทั้งหมดล่ะ และก็รู้สึกถูกด้วยล่ะครับ> แต่ความไว้วางใจ ความจริงใจผมก็ให้หมดเลยนะครับขอบอก ถึงได้เจ็บแค้นใจอย่างมากเมื่อเจอสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ครับ.

อย่างที่ผมได้เล่าไปแล้วว่าหลังจากที่ได้นัดคุยเพื่อเคลียร์ใจกันแล้ว ทุกอย่างก็ดิ่งลงในเรื่องของความสัมพันธ์ของผมกับน้องๆในกลุ่ม ซึ่งมันแย่ แย่ แย่ และ แย่กว่าที่ผมได้คิดไว้จริงๆ และความจริงก็ได้เปิดเผยในวันหนึ่งที่ผมได้นัดเจอน้องที่รู้จักกันคนหนึ่งที่จะมารับรางวัล ณ.ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แถวๆสยาม ซึ่งจริงๆแล้วสถานที่แห่งนี้เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผมชอบมากที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียวผมไปเพื่อพักผ่อนทั้งใจและกาย ชมงานศิลปะ หรือแม้แต่ไปนั่งเขียนหนังสือ เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่านะครับ.
 ผมแนะนำสถานที่ยังกับว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนผมงั้นแน่ะ ฮ่าๆๆ ซึ่งวันนั้น ก็มีเรื่องให้ประหลาดใจเนื่องจากว่าน้องคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งผมก็ไม่ได้คิดว่าจะได้เจอแต่กลับต้องเจอและเป็นน้องคนหนึ่งที่ผมพูดได้ว่าเคยให้ความไว้วางใจ เชื่อใจ ความจริงใจทั้งหมดกับเขาเลยทีเดียว ซึ่งเขาได้ไปเจอน้องคนที่ผมนัดก่อนที่ผมจะไปถึง ถ้าหากถามว่าผมรู้ได้อย่างไรน่ะเหรอ? น้องคนที่ผมนัดเขามาบอกผมทางข้อความในเฟสบุ๊คน่ะครับ ซึ่งผมได้พารุ่นน้องที่ผมไว้ใจมากๆและให้ใจกันไปด้วยกับผมอีกคนหนึ่งด้วย นาทีแรกที่ได้เจอน้องคนที่ผมนัดไว้ก็ดีใจมากและทักทายกันปรกติผมก็ได้แนะนำรุ่นน้องที่ผมพาไปด้วยกับเขาเนื่องจากว่าเรียนสายคล้ายกันจึงแนะนำให้รู้จักกันไว้ก่อนไม่เสียหาย หากแต่น้องอีกคนหนึ่งที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอกลับทำหน้าเหมือนโกรธและไม่พอใจผมสุดๆ หากแต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเนื่องจากสภาพร่างกายที่นอนตอนตีสามและตื่นตอนหกโมงเช้า ซึ่งบอกเลยว่าผมมึนมากๆร่างกายเพลียสุดๆอีกเช่นเคย.

พวกเราก็เดินไปแบบแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละสองคนแต่ก็น้องที่ผมนัดเจอก็มีเดินมาหาผมบ้างเป็นระยะๆ เนื่องจากว่าน้องคนที่ผมไม่ได้หวังจะเจอนั้นพยายามดึงน้องคนที่ผมนัดเจอออกไปตลอดๆจนน้องคนที่ไปด้วยกับผมยังรู้สึกได้ เดินกันมาสักพักจนกระทั่งน้องคนที่ผมนัดนั้นต้องรีบไปธุระต่อจึงได้แยกย้ายกันไป ผมกับน้องที่มาด้วยกันก็ไปที่ไปรษณีย์ไทยเพื่อส่งของให้ลูกค้าผมล่ะ รวมถึงเรื่องประหลาดใจก็มีมาอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียวเมื่อขณะที่ผมกับน้องกำลังเดินไปเพื่อส่งของนั้น น้องคนที่ผมไม่ได้คิดว่าจะเจอในวันนั้นก็ได้โทรมาหาเพื่อนัดเจอกันและก็ไปส่งของด้วยกัน และหลังส่งของเสร็จก็ได้ไปส่งน้องที่มาพร้อมกับผมที่รถไฟฟ้าบีทีเอส รวมถึงผมกับน้องที่ไม่ได้หวังว่าจะเจอก็ได้ไปหาอะไรทานกันเพื่อคุยล่ะ.
และเวลาที่ไม่เชิงรอคอยแต่ก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมาถึงก็ได้เกิดขึ้น ซึ่งนั่นคือเราได้ไปนั่งสนทนากันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านหนึ่งที่สยามสแควร์วัน การสนทนาก็ไปเรื่อยๆ แม้ว่าบทในการสทนานั้นๆจะฟังดูน่าแปลกหูมากๆเลยทีเดียวสำหรับผม แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะว่าไม่ได้แคร์อยู่แล้ว แค่เล่นไปตามบทที่ควรจะเป็นและอีกฝ่ายคาดหวังไว้เพียงเท่านั้น.

เมื่อกลับมาถึงบ้านพร้อมความเหนื่อย เพลียอย่างเป็นที่สุดผมก็ได้ยอมแพ้ต่อสภาพร่างกายและงีบกลางวันไปหลายชั่วโมง รวมถึงเมื่อผมได้ตื่นขึ้นมาแล้วก็ได้พบรุ่นน้องที่สนิทด้วยมาที่บ้านและเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับน้องที่ไม่ได้หวังว่าจะได้เจอว่า 'เขาขอถ่ายรูปนู๋ไปด้วยล่ะพี่ แบบถ่ายเดี่ยวไม่ได้เซลฟี่ด้วย' ซึ่งทุกคนที่เคยรู้จักเขาดีรู้อยู่แล้วว่าเขาเป็นคนที่เล่นของ และการที่มาขอถ่ายรูปน้องที่ผมสนิทด้วยนั้นต้องไม่ได้ถ่ายไปเพื่อให้คนในกลุ่มชมเพียงอย่างเดียวแน่นอน แต่ผมก็น้องที่สนิทกันก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั้นนอกจากคุยกัน ปรึกษา และทำการป้องกันตัวเองที่มากขึ้นไปอีก.

และแล้วเวลาที่ไม่ได้รอคอยหากแต่ต้องเกิดขึ้น ก็มาถึง ซึ่งก็คือการประชุมสายแบบออนไลน์ครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะจบลง ทางผมจบนะครับแต่สำหรับอีกฝ่ายคงต้องบอกว่ายังเด็กกันมากจนไม่สามารถก้าวผ่านความโกรธแค้นหรืออารมณ์ขุ่นมัวของตนเองได้.

เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนที่ผมตื่นมาจากการงีบและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะไม่อยากรู้จักผู้คนเหล่านี้ต่อไปอีกแล้ว สิ่งที่ผมทำคือการตัดพวกเขาออกจากชีวิต รวมถึงจากโลกโซเชียล และนั่นก่อนให้เกิดผลกระทบที่ผมก็พอจะรู้ว่ามันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วแต่ก็ยังทำเพราะมันคือการตัดสินใจที่จะไปต่อกับการใช้ชีวิตของผมเอง ซึ่งการประชุมสายคือผลกระทบที่ตามมาและผมก็ต้องขอบคุณคู่ชีวิตของผมมากๆที่คอยเป็นกำลังใจและอยู่ด้วยในขณะที่ประชุมสายแบบออนไลน์นั้น จึงทำให้เรื่องราวต่างๆเบาลงกว่าที่ควรจะเป็นและจบลงอย่างสวยงามเหมือนนางเอกในละครไทยที่ทั้งโดนด่า โดนตบ โดนดูถูกแต่ก็ต้องเอ่ยคำขอโทษและยกความผิดทั้งหมดมาเป็นของตนเอง.
ซึ่งหลังจากที่จบการประชุมสายไปแล้วนั้น ก็ได้ยินข่าวลือมาจากหลายๆด้านว่า คนเหล่านั้นก็คงยังนำผมไปด่า ไปว่าเสียเทเสียอยู่ทุกวัน จนเวลาผ่านเลยไปเป็นปีๆ.

2 เกือบ 3 ปีผ่านไปที่ทุกๆอย่างเริ่มสงบลง รวมถึงคนพวกนั้นเริ่มปล่อยวางกับผมได้และเลิกยุ่ง เลิกนำผมไปนินทาว่าเสียสักที หากแต่ประสบการณ์ครั้งนี้ผมคงจะจำไปจนวันตายและไม่ยอมให้เกิดซ้ำอีกเป็นอย่างแน่นอน.

ทุกๆสิ่งอย่างย่อมใช้เวลาในการรักษา หรือหายไปกับการเวลา แน่นอนว่าธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับเวลารวมไปถึงทางเลือกของตัวเราเองอีกเช่นเดียวกัน ไม่มีสิ่งไหนหรอกที่เกิดขึ้นมาแล้วจะไม่มีผลกระทบ โดยเฉพาะการกระทำที่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม.

Wave IIII ระรอกท้ายที่สุด : Over and Over and Over Again...I'm so Idiots & Naeve...

สำหรับระรอกท้ายที่สุดและเจ็บปวดที่สุดนี้นั้น แม้ว่าจะรู้สึกอยู่ลึกๆบ้างแล้วว่าไม่มีอะไรในโลกจะง่ายและสมดั่งปราถนาไปได้สะหมดทุกอย่าง แต่ตัวผมเองนั้นก็ยังจะขอลองฝืนให้โอกาสทั้งตัวเองและน้องคนนี้อีกสักครั้งสุดท้าย แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนสุดท้ายก็พังไม่เป็นท่าอยู่ดี.

ระรอกท้ายที่สุดนี้นั้นเกิดจากการที่ผมรับรุ่นน้องที่สนิทด้วยคนนี้มาเป็นผู้ที่จะสืบทอดสิ่งต่างๆจากผมต่อในเส้นทางสายนี้<อาจจะฟังดูเกินจริง แต่มันคือเรื่องจริงคร้าบผมเนื่อจากทางที่ผมได้กล่าวไปและได้ทำการศึกษานั้นใช้เวลาแทบจะทั้งชีวิตก็ไม่พอจึงเป็นเรื่องปรกติที่จะเสาะแสวงหาผู้สื่บทอดหรือผู้ที่จะส่งต่อสิ่งที่เราศึกษามาได้คร้าบ> ซึ่งต้องบอกว่าผมคิดผิดอย่างมหันต์จริงๆที่คิดว่าจะมีคนมาสืบทอดสิ่งต่างๆจากผมได้ง่ายๆขนาดนั้น ทั้งที่แฟนก็เตือนแล้วแต่ผมก็หัวดื้อเองและคิดว่าน่าจะไปได้สวย.
จริงๆแล้วผมก็ไม่คิดเลย แต่ก็เหมือนที่คนอื่นๆเขาพูดกันว่าคนใกล้ตัวนั่นล่ะที่จะทำให้เราเจ็บได้มากที่สุดและก็ต้องโทษตัวเองที่ทำให้รุ่นน้องที่สนิทด้วยกลายเป็นคนใกล้ตัวที่สุด ซึ่งผมต้องบอกก่อนว่าผมจะไม่ขอพูดถึงอาการป่วยของรุ่นน้องที่สนิดด้วยคนนี้นะครับเพราะว่ามันไม่เกี่ยว เรื่องนี้มันอยู่ที่ปมในใจและนิสัยส่วนตัวล้วนๆ อาการป่วยของเขาผู้นี้จึงถูกปัดตกไปรวมไปถึงผมก็ไม่ได้เป็นแพทย์ที่จะเข้าใจถึงอาการป่วยทางจิตใจของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งอีกด้วย.
นอกเรื่องมามากพอแล้วขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะครับ เรื่องมันเริ่มจริงๆก็ตอนที่ความโง่ของผมมันเกินบรรยายโดยที่รับเขาเข้ามาเป็นคนในครอบครัว<เป็นคำที่ผมเลือกใช้อย่างไม่ได้ผ่านการกรองทางความคิดเลยแม้แต่นิด> แม้ว่าข้าวของของเขาจะไม่ได้ถูกย้ายมาหมดแต่ก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่นักเพราะว่าไม่ใช่แค่ห้องผมแต่บ้านผมรกขึ้นเป็นเท่าตัว สิ่งของต่างๆไม่เคยกลับมาอยู่ที่เดิม มีของหายบ้างแต่ก็ของเล็กๆน้อยๆ รวมถึงที่เจ็บอีกเรื่องคือช่วงนั้นพ่อผมเริ่มป่วยหนักแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะไถ่ถามหรือทักทายเวลาเดินผ่าน และเหตุผลที่กล่าวมาให้พวกผมได้ฟังให้ชื่นใจคือ 'หนูเข้าสังคมไม่เก่งและทำตัวไม่ถูกค่ะพี่' ความรู้สึกผมตอนนั้นบอกได้คำเดียวว่าช๊อคมากๆแบบ 'เธอมาอยู่กับฉันตั้งปีกว่าแล้วนะ แต่เธอกลับบอกว่าเข้าสังคมไม่เก่งและทำตัวไม่ถูกกับเจ้าของบ้านอย่างพ่อของฉันเนี่ยน่ะเหรอ???' แต่คำที่ผมและแฟนของผมได้พูดออกไปกลับเป็น "อ่อไม่เป็นไรจ๊ะ แต่คราวหน้าก็ทักทายและสอบถามบ้างคุณพ่อเขาก็อยากจะคุยด้วยแต่เราก็รีบเดินผ่านตลอดเลยนะ" ก็นะตอนนั้นผมบอกได้เพียงว่ามันยังไม่ใช่ฝางเส้นสุดท้ายล่ะ.
เขาคงคิดว่าตัวเขานั้นสามารถทำอะไรได้โดยที่ไม่มีใครรู้ทั้งๆที่ เขาลืมไปว่าผมมาอยู่ในสังคมนี้นานหลายปีก่อนที่เขาจะเข้ามารวมไปถึงอีกหลายๆคนที่ผมรู้จักแต่เป็นที่เขาต่างหากไม่รู้ การไปแอบสร้างกลุ่มเพื่อนินทาผม ลอบกัด ลอบแทงข้างหลังผม เขาคงคิดว่าผมไม่รู้จริงๆ ไม่ก็ประเมินความสัมพันธ์ผมกับผู้ที่อยู่รอบตัวผมต่ำไปสักหน่อย แต่ก็ดีมันทำให้ผมรู้ว่าจริงๆแล้วเขาเป็นคนอย่างไร แม้นว่าตอนแรกก็มีตะคิดตะควงใจบ้างเพียงแต่ตอนนั้นผมคงพยายามปิดหูปิดตาตัวเองเพื่อที่จะลองไว้ใจเขาสักครั้งแต่คงมากเกินไปจึงกลายเป็นหนามยอกอกไม่ก็ผมแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง.
แล้วก็มาถึงฝางเส้นสุดท้าย แต่ก่อนที่ผมจะเล่าถึงฝางเส้นสุดท่้ายนั้น ขอเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นก่อนแล้วกันนะครับผม.
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นกับฝางอีกหลายๆเส้นก็คือ ตั้งแต่มาอยู่ด้วยกันมีทั้งของรกบ้านซึ่งผ่านไปเป็นปีแล้วก็ไม่ปรับปรุงตัว นอนไม่เป็นเวลาทำให้ทั้งผมแฟนผมและน้องแฟนผมไม่เคยได้หลับสนิทเลยสักคืน ทำอะไรก็เสียงดังไปหมดทั้งเดิน ปิดประตู ทำน้ำท่วมพื้นหน้าห้องน้ำ กินขนมแล้วเละเทะไม่เคยเก็บ ที่เล่ามานี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งและจากนั้นพวกเราทั้งหมดรวมถึงผมก็โหวตกันให้เขากลับไปอยู่ห้องเช่านักศึกษาที่เขาเช่าอยู่ และนั่นก็คงทำให้เขาแค้นผมมากๆ แต่แน่นอนว่าผมก็ต้องเลือกครอบครัวที่ผมอยู่ด้วย ณ ปัจจุบันมากกว่าไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อผมที่ป่วย แฟนผม น้องของแฟนผม ที่อยู่บ้านหลังเดียวกันมานานหลายต่อหลายปี และหาได้สนใจเขาไม่ และแม้ว่ามันจะเป็นความคิดและความผิดของผมเองที่นำเขาเข้ามาก็ตามที แต่คนบางคนก็เกินเยียวยาจริงๆเหมือนกับคนอื่นๆในชีวิตของผมที่เข้ามาเพื่อหักหลังและทำให้เจ็บมากกว่าที่จะมาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปมากแค่ไหนก็ไม่สามรถเปลี่ยนพวกเขาได้ถ้าหากพวกเขาไม่รู้จักตัวตนพวกเขาเอง มาต่อกันที่ตัวปัญหาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ฝางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นแบบไม่เหลือเหมือนไม่เคยมีมาก่อนเลย ซึ่งนั่นก็คือเรื่องที่เขาได้นำอาการป่วยของคุณพ่อผมไปเปิดไพ่ดูดวงว่าจะเสียเมื่อไหร่เพื่อที่จะได้รอวันทืี่จะกลับมาเพื่อคุณพ่อผมไม่อยู่แล้ว และแน่นอนว่าไม่ว่าใครได้ยินเรื่องนี้ก็ต้องตกใจรวมถึงตัวผมเอง ณ ขณะนั้นด้วย รวมถึงผมและครอบครัวผมเองก็แทบจะไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินมา แต่ก็ต้องเชื่อเนื่องจากว่าการกระทำของเขาตลอดหนึ่งปีครึ่งมันได้บอกตัวมันเองอยู่แล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไรจะมีก็แต่ผมที่พึ่งจะมาตาสว่างและได้ผลักดันให้เขากลับไปอยู่ในที่ๆควรอยู่.
คนที่ป่วยแน่นอนว่าไม่มีใครหรอกที่จะไม่สงสาร แต่การที่ไม่ว่าจะทำผิดอะไรก็อ้างว่า 'ป่วย' ทุกครั้งไปมันไม่ได้น่าสงสาร แต่น่าสมเพชเวทนามากกว่า. และถึงคุณจะบอกอีกสักกี่ครั้งว่า 'ไม่เคยอ้างป่วย' ก็ตามที มันก็ไม่น่าเชื่อถืออีกแล้ว เพราะการกระทำของคุณมันชัดเจนอยู่แล้ว.


อย่างน้อยๆที่สุดสำหรับความสัมพันธ์่ที่ไม่ว่าจะเป็นแบบ พี่น้อง ครอบครัว หรือเพื่อน  เราก็แค่ต้องการคนที่จริงใจ ใส่ใจ เข้าใจ ซื่อสัตย์ ซื่อตรง พร้อมและน้อมรับคำเตือนรวมถึงสามารถเตือนเราได้ด้วยความจริงใจ ไม่อิจฉากัน หากแต่คอยสนับสนุน เช่นเดียวกับเราเพื่อเคียงข้างกันผ่านอุปสรรคและปัญหาต่างๆไปกับเรา มิใช่ใส่ร้ายป้ายสี ใช้เราเป็นเครื่องมือหรือลูกไล่ หรือแม้แต่หลอกลวงเรา.ขออุทิตเรื่องราวชีวิตและประสบการณ์อันเจ็บปวดนี้ให้กับทุกๆท่านที่มีชะตากรรมหรือเคยมีชะตากรรมเดียวกัน รวมไปถึงสำหรับผู้ที่อ่านมาจนจบถึงตรงนี้ผมต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก และถ้าหากชอบใจหรือไม่อย่างไรแล้วสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่เลยครับผม.

ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับครอบครัวของผม และนักอ่านนักเขียนทุกๆท่านครับ รวมถึงประสบการณ์ต่างๆที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้.










SHARE
Written in this book
Experiences
Writer
DragonOphireV
Writer
I'm funny, crazy, friendly. I'm the force of Nature &amp; Paganism. I am a Witch.🏳️‍🌈🌒🌕🌘🌎🕯🔮🐉🌌♾

Comments