อีกสิบปีข้างหน้า…วันนั้นเราจะยังอยู่บ้านหลังเดิมอีกไหมนะ ?
• ทุกคนเคยมีคำถามที่แอบตั้งคำถามเก็บไว้ในใจคนเดียว แล้วยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองบ้างไหม ?
คำถามที่เราเก็บไว้ในใจมานาน ไม่เคยบอกใคร จนกลายเป็นปมที่ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกไม่มีคำตอบให้เลย


อีกสิบปีข้างหน้า…วันนั้นเราจะยังอยู่บ้านหลังเดิมอีกไหมนะ ?
เป็นคำถามที่ถูกถามขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเราต้องเขียนจดหมายถึงตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้า
ณ นิทรรศกาลเขียนจดหมายให้ตัวเองแห่งหนึ่งใจกลางเมือง

• ย้อนกลับไปตั้งแต่ยังจำความได้
เราย้ายบ้านครั้งแรกตอนอายุสามขวบ ตอนนั้นเราเพิ่งจะได้เข้าเรียนอนุบาลหนึ่ง เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่เราได้เข้าไปเรียน ณ ปลายชนบทแห่งหนึ่ง เราใช้ชีวิตอยู่กับญาติพี่น้องที่มีบ้านติดกันรวมสี่หลัง ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียน ถึงแม้ตอนนั้นเราจะยังเด็กมาก แต่กลิ่นอายและรายละเอียดบางเหตุการณ์ที่อยู่ที่นั่นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเราเสมอ 

จู่ ๆ ก็มีญาติคนหนึ่งเดินไปบอกผู้อำนวยการโรงเรียนว่า จะมาขอทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้เรากับพี่ชาย ย้ายไปเรียนต่อที่ต่างจังหวัดทั้งที่เพิ่งเรียนอนุบาลได้แค่เทอมเดียว 
รถกระบะขนของย้ายบ้านครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง พวกเราเดินทางย้ายถิ่นฐาน พร้อมขบวนรถยนต์ของญาติที่ไปส่งพวกเราที่บ้านหลังใหม่พร้อมกัน 

• การย้ายบ้านครั้งที่สองเกิดขึ้นเพราะพ่อได้งานใหม่
สังคมที่นี่เป็นสังคมคนเมือง ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากชนบทที่เคยอยู่เป็นอย่างมาก เรายังจำภาพเหตุการณ์ตอนที่พูดจาสำเนียงต่างจังหวัดให้คนที่นี่ฟังได้ดี ตอนนั้นพวกเขางงมาก ว่าเราพูดอะไรไปบ้าง เพราะบางคำ เขาก็เพิ่งเคยได้ยินครั้งแรกจากเรานี่แหละ แต่ด้วยความที่คนที่นี่น่ารัก ใจดี ทำให้พวกเราใช้เวลาปรับตัวได้ไม่นานนัก รู้ตัวอีกที เราก็ถูกญาติ ๆ จากปลายชนบทเรียกว่าเป็นคนเมืองเสียแล้ว 

บ้านใหม่นี้ นับเป็นบ้านหลังที่สามของครอบครัวเรา 
เป็นบ้านหลังแรกที่เราจำเป็นต้องจำบ้านเลขที่ เพราะขึ้นป.1 แล้ว คุณครูชอบให้เขียนชื่อที่อยู่
ระยะเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานนับสิบปีเต็ม ที่นี่มีพ่อ แม่ พี่ชายและน้องที่คลอดคลานกันตามมาเรื่อย ๆ 
นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งบ่มเพาะความเป็นตัวตนของเราเลยก็ว่าได้ เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนดี คนเก่ง และสิ่งแวดล้อมที่คอยหล่อหลอมให้เราเป็นเราอยู่จนถึงทุกวันนี้ 
นับได้ว่าที่นี่คือความสุขและความอบอุ่นในวัยเด็กที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำเลย 
หลังจากจบชั้นประถม เราก็ได้รับข่าวเกี่ยวกับการย้ายบ้านมาเรื่อย ๆ เหมือนเป็นสัญญาณกลาย ๆ ว่า พวกเราจะต้องเตรียมตัวย้ายบ้านอีกแล้ว 
จนกระทั่งเราอยู่ม.2 การย้ายบ้านครั้งที่สามก็เกิดขึ้น 
ท่ามกลางรถขนของและลูกศิษย์ของพ่อที่ช่วยเหลือ นำพาพวกเราไปยังบ้านหลังใหม่อีกครั้ง เหตุผลของการย้ายบ้านครั้งนี้ก็ยังคงเป็นเพราะพ่ออีกนั่นแหละ พ่อย้ายตำแหน่งงานใหม่และออฟฟิซของพ่อก็เป็นที่ใหม่ด้วย

บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในซอยลึก ห่างไกลจากถนนใหญ่ ไร้เสียงรถราและค่อนข้างเงียบเหงา
นับเป็นบ้านหลังที่สี่ของครอบครัวเรา ที่นี่ยังคงมีพ่อ แม่ พี่ชาย และน้อง ๆ อยู่กันครบ
เป็นอีกบ้านที่ฉันต้องจำใจจำบ้านเลขที่ใหม่อีกเช่นเคย 
แม้ที่นี่จะค่อนข้างเงียบเหงามากไปหน่อย แต่ก็ทำให้พ่อคิดไอเดียทำกิจกรรมครอบครัวด้วยกันออกจนได้ 
นั่นก็คือ การปลูกผักและผลไม้ หรือผักสวนครัวริมรั้วบ้านนั่นเอง ตอนนั้นมีความสุขอยู่กับการเฝ้ารอลูกแตงโมโตมาก แต่ปลูกได้ไม่นาน ไก่ก็จิกตายหมด 

ดูเหมือนบ้านหลังที่สี่จะเงียบเหงามากจริง ๆ 
พ่อจะไปทำงานเช้า-เย็นกลับ น้อง ๆ ก็เช่นกัน ไปโรงเรียนตามเวลาทำงานของพ่อ
ส่วนเรากับพี่ชายอยู่โรงเรียนประจำ เดือนนึงเจอหน้าแม่แค่สี่วัน เพราะกลับสองวีคต่อครั้ง

อย่างที่บอก พวกเราย้ายบ้าน เพราะพ่อย้ายที่ทำงาน
น้อง ๆ ได้ย้ายโรงเรียน แต่เรากับพี่ชายยังคงอยู่โรงเรียนเดิม 
ซึ่งความลำบากในครั้งนี้คือ ทำให้พ่อต้องขับรถไกลเพื่อมาเยี่ยมและมารับเรากลับบ้านทุกวีค
ส่วนแม่ ก็อยู่บ้านคนเดียวเหงา ๆ ในวันที่ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง
เป็นอย่างนี้อยู่ประจำนานหนึ่งปี

• เราจะย้ายบ้านใหม่อีกแล้วนะ
คราวนี้ย้ายออกมาอยู่ติดถนนหน่อย แต่เหตุผลของการย้ายบ้านในครั้งนี้คือแม่ 
พ่อไม่อยากให้แม่อยู่บ้านคนเดียว แม่เหงาพ่อเข้าใจ แต่กลัวแม่ไม่ปลอดภัย พ่อไม่ยอม

พวกเราย้ายมาอยู่บ้านหลังที่ห้าแล้วนะ
ณ บ้านหลังนี้ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นหลาย ๆ อย่างของแม่
แม่เริ่มกลับมาสดใสมากขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น มีเวลาเปิดร้านทำธุรกิจมากขึ้น และมีเวลาเรียนต่อมากขึ้นอีกด้วย
ที่นี่ยังคงมีพ่อ แม่ พี่ชายและน้อง ๆ พร้อมหน้า
พวกเราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบสามปี ที่ ๆ เต็มไปด้วยความสุข ความอบอุ่นของครอบครัว
แต่เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่มีแม่อยู่ 
เพราะหลังจากนี้ จะไม่มีแม่อยู่กับพวกเราอีกตลอดไป
เพราะแม่จากพวกเราไปแล้ว  

หลังจากที่แม่ไม่อยู่ โจรก็ขึ้นบ้าน ขโมยทรัพย์สินและของมีค่าทุกอย่างหายไปหมด
โชคดีที่ไม่มีใครอยู่บ้าน และโชคดีที่วันนั้นเราก็ไปกับพ่อด้วย
เหตุการณ์โจรขึ้นบ้านในวันนั้น ทำให้พวกเราต้องย้ายบ้านอีกแล้ว

บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังที่หกของเรา
เป็นบ้านที่เราไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกแบบนี้มาก่อน 
หลังจากที่แม่ไม่อยู่ ชีวิตใหม่ของพวกเราที่เหลือก็ได้เริ่มต้นขึ้น
พร้อมกับสมาชิกคนใหม่ที่เป็นเจ้าของบ้าน
ที่นี่ ที่ ๆ หลายคนอยากให้เราเรียกมันว่าบ้าน อยากให้เรารู้สึกรักเจ้าของบ้านมาก
แต่ไม่เลย เรากลับรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา เราเป็นเพียงผู้อพยพที่จำเป็นต้องมาอาศัยอยู่ด้วยก็เท่านั้น


บ้านหลังที่หกแล้วนะ แต่กลิ่นอายและนิยามความเป็นบ้านที่เราเคยสัมผัสมันหายไปตั้งแต่วันที่ไม่มีแม่อยู่ด้วยแล้ว เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรา
เราเรียกตัวเองว่าเป็นคนไร้บ้าน-เร่ร่อน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา 

เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่า 
เราไม่อยากกลับบ้าน เราไม่อยากอยู่ที่นี่ เราอยากออกไปอยู่ที่ไกล ๆ ไกลเท่าไหร่ยิ่งดี
วันเวลาผ่านไปเก้าปี
เก้าปีแล้วนะที่เรายังคงจำใจอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้

เราเฝ้าถามตัวเองมาตลอดว่า 
เราจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน
บางวันเราก็นับวันเฝ้ารอ
รอวันที่จะจากไปจากที่นี่ให้ได้

เราเพิ่งรู้ความจริงไม่นานมานี้
ว่าการย้ายบ้านที่ผ่านมา เป็นเพียงการย้ายบุคคลเท่านั้น
แต่ไม่ได้ย้ายข้อมูลไปด้วย
เราและพี่น้องยังคงมีชื่ออยู่ในบ้านหลังที่สอง
ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ที่นั่น
แต่บ้านหลังนั้นถูกรื้อถอนจนหมดแล้ว
ใช่ พวกเราถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่ตามลำพัง 
นี่สินะ สถานะคนไร้บ้านที่แท้จริง
ความจริงมันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน

การได้ติดปีกโบยบินไปในที่ไกล ๆ 
คือความฝันเดียวของเรา ณ ตอนนี้
แต่แปลก ระหว่างนั้น เราก็ค่อย ๆ พบคำตอบ
จากที่เคยนิยามคำว่าบ้าน ที่ต้องมีพ่อ แม่ พี่ และน้อง
เราค่อย ๆ เข้าใจ สร้างนิยามและยอมรับสิ่งใหม่เพิ่มขึ้น
เราเข้าใจแล้วว่า โครงสร้างของบ้าน 
บางทีมันก็ไม่ได้สอดคล้องกับโครงสร้างของครอบครัว

• เราติดปีกออกจากบ้านมาเกือบหกปีแล้ว
แม้ว่าวันเวลาจะทำให้เราค่อย ๆ วางฐิติลง
แต่เราก็ยังคงตั้งคำถามกับตัวเองเช่นเดิม 
เราจะกลับไปอยู่บ้านได้จริงหรอ ? 

ปัจจุบันเราและครอบครัวยังคงอยู่บ้านหลังที่หก
ณ วันที่เรากำลังนั่งเขียนจดหมายถึงตัวเอง
ก่อนที่จะบรรจงเขียนที่อยู่ในอนาคต
เราเลือกไม่ถูกเลยว่า เราจะใช้ที่อยู่บ้านหลังไหนดี
เพราะในหัวมีภาพจำบ้านเลขที่เต็มไปหมด
ถึงกระนั้นก็คงไม่สำคัญ

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 
อีกสิบปีข้างหน้า
เราจะยังมีชีวิตอยู่ เพื่ออ่านจดหมายของตัวเองในวันนี้ไหม ?
หรือถ้าเขียนที่อยู่ไปแล้ว จะยังเป็นที่อยู่บ้านที่เราและครอบครัวยังอยู่อีกหรือเปล่า ?
เราก็ยังตอบคำถามสองข้อนี้ไม่ได้

อีกสิบปีข้างหน้า…วันนั้นไม่ว่าเราจะอยู่บ้านหลังไหน
แต่ก็ขอให้มีบ้าน
บ้านหลังเดิมที่ยังมีครอบครัวเราอยู่ด้วยก็พอแล้ว.




SHARE
Written in this book
My super daddy
Writer
LukyimzYR
Developer | Educator
ฉันออกเดินทาง เพื่อกลับมาเขียนบันทึก

Comments

sunonce
12 days ago
ถ้าได้ผ่านไป10ปี ต้องคิดถึงบ้านในอดีตแหงๆเลย เป็นคนชอบอินกับอดีตจริงๆ....
Reply
Newyork2001
12 days ago
ยังดีนะครับที่มีบ้านอาศัยอย่างน้อยๆถึงแม้จะย้ายบ้านกี่ครั้งเราก็ยังจะได้รับความอบอุ่นจากคนที่บ้านอยู่
Reply
muxcon
8 days ago
ตอนเขียนจดหมายที่งานนี้ไม่มีคำถามนี้เลยในตอนนั้น แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน วันนั้นใน10ปีข้างหน้าเราจะอยู่บ้านเดิมมั้ย แต่สิ่งที่ไม่แน่ใจยิ่งกว่าคือเราจะยังมีชีวิตอยู่ได้อ่านจดหมายฉบับนั้นหรือเปล่า😢
Reply