สูญสิ้นความเป็นคน
ตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดตั้งแต่เริ่มขึ้นม.ปลาย คำถามของการมีชีวิต นักจิตแพทย์บอกว่าเธอเองก็เคยตั้งคำถามนี้เหมือนกัน เธอบอกประมาณว่าแค่หาสิ่งที่ทำให้มีความสุขก็พอ ณ ตอนนั้นเราไม่ได้โฟกัสกับคำถามนี้มากเท่าไหร่เพราะมีเรื่องทุกข์ใจอย่างอื่นให้คิดมากกว่า พูดให้ชัดก็คือเรื่องครอบครัวที่มา distract การใช้ชีวิต

หลังสลัดปมครอบครัวได้พ้นด้วยคำแนะนำจากจิตแพทย์ที่พยายามยัดใส่หัวตลอด “เรียงลำดับความสุขให้ถูก” ปมที่ทรมานเรามาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนต้นจนถึงปีที่ผ่านมา พูดง่าย ๆ ก็กินเวลาชีวิตไปเกือบสิบปี กลับมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์เข้าแทรก ความสัมพันธ์เจ็ดหรือแปดปีนี่แหละ ความสัมพันธ์ที่เคยเป็นความสุขเดียวในชีวิต สุดท้ายก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยคติที่ว่าคนเราล้วนมีแต่ตัวเอง จนมาถึงปัญหาด้านความสัมพันธ์เชิงชู้สาว การกลัวที่จะผูกมัดและมีความสุขกับสิ่งตรงหน้า ถึงเวลาได้รับบทที่ปรึกษาจะชอบบอกให้คนเสพสุขกับปัจจุบันก็ตาม แต่พอถึงคราวตัวเองความทุกข์ที่แถมมากับความสุขนั้นกลับเด่นซะจนเสียสูญ ไม่เป็นตัวเองซะเลย ความสุขนั้นน่ากลัวซะจริง ข้อสรุปของเหตุการณ์นี้คือไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะกับการมีความรัก ตัวเราคงไม่เหมาะกับความรู้สึกหวือหวา

ใช้ชีวิตหลังไม่มีเรื่องมากวนใจซักพักหนึ่ง ไม่นานนัก คร่าว ๆ ก็ประมาณเกือบอาทิตย์ ได้ใช้ชีวิตแบบเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ฆ่าเวลาไปวัน ๆ ราวกับชีวิตในฝันของใครหลาย ๆ คน อยากทำอะไรก็ได้ทำ สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก็น่าพอใจมากแล้ว เครื่องนุ่งห่มก็มีให้ใช้สอย อาหารการกินก็ไม่เคยขาด มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้จนเริ่มตั้งคำถามถึงการมีอยู่ ไม่ใช่ของตัวเอง แต่ของสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่ทำให้มีความสุข สิ่งที่ทำให้มีความทุกข์ สิ่งที่มนุษย์ยึดติด และสิ่งที่เป็นเป้าหมายในชีวิต หลังจากตั้งคำถามเหล่านี้สิ่งที่เคยสำราญตัวเองก็กลับกลายเป็นน่าเบื่อและไร้สาระ ไร้ซึ่งความหมายทั้งสิ้น

สำหรับเราแล้ว การมีอยู่เป็นสิ่งที่ไร้ความหมายและยากที่จะเข้าใจที่สุด เป็นคำถามที่หลอนความคิดจนอยากหนี สบัดทิ้งมันไปและใช้ชีวิตตามกรอบสังคม บริบทที่ถูกใครไม่รู้นิยามขึ้นมา แก่ตัวลงตามวันเวลา ทำสิ่งไร้สาระเพื่อได้เงิน (สิ่งสมมุติที่เคยอยากมี แต่ไม่อีกแล้ว) มาใช้จ่าย (การกระทำเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของ) ให้กับสัพเพเหระ (สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออะไรซักอย่าง หลายอย่างก็เกินความจำเป็น) แต่จะให้ยอมรับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมด ทรมานกับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงอย่างนั้นหรอ และหากให้พูดมากกว่านั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการขยายเผ่าพันธุ์ วิธีการแยกร่างของมนุษย์ที่น่าสะอิดสะเอียน การสร้างสิ่งเสมือนตัวเองในร่างของตน แค่คิดภาพก็ขนลุกแล้ว การขยายเผ่าพันธุ์ที่น่าขยะแขยง ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่มีแม้กระทั่งจุดประสงค์ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดถามตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าหากอนาคตเราใช้ชีวิตตามสิ่งที่เห็นตั้งแต่เกิด สิ่งที่มนุษย์ทำกันมาอย่างยาวนาน จนลืมคำถามเหล่านี้ (และที่แย่ที่สุด) ผลิตมนุษย์ขึ้นมาอีก เราจะลืมความรู้สึกที่ว่าการเกิดขึ้นและดำรงอยู่มันน่าขยะแขยงและไร้สาระไหม

การตั้งคำถามนี้ทำให้เราตัดสินใจหยิบหนังสือเล่มนี้ “สูญสิ้นความเป็นคน” ขึ้นมาอ่าน ตัวละครหลักของเรื่องทำให้หวนนึกถึงตัวเองอยู่เป็นครั้งคราว มีคำถามมากมายไปพร้อมกับตัวละครนั้น รู้สึก relate และเข้าใจในการตั้งคำถาม รวมถึงความรู้สึกรับรู้ถึงทุกอย่างและไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้นไปพร้อม ๆ กัน พอจะเข้าใจอยู่บ้าง อ่านจบไปได้แค่บทที่หนึ่ง คำถามที่มีมากมายอยู่แล้ว ความรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตนี้มันเริ่มพรั่งพรูจนต้องหยุดพัก ทำให้มีวันหนึ่งที่ต้องพยายามหลับตาและดำดิ่งสู่นิทราเพื่อหลบหนีความจริง ความจริงที่ว่าเรานั้นมีตัวตนอยู่ หลบหนีการใช้ชีวิต หลับตาลงไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลและความรู้สึกที่ว่างเปล่า หากจะพูดก็กลัวจะดูเกินจริง แต่ตั้งแต่สมองเริ่มบันทึกเรื่องราวได้ นี่ก็น่าจะเป็นครั้งแรกที่สมองมันบอกให้จับมือตัวเองนอน น่าตลกกว่านั้นคือเป็นการจับมือแบบประสาน ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร ไม่มีความรู้สึกทุกข์ใจหรือเสียใจปะปนอยู่เลยด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้วก่อนนอนคืนนั้นก็ทำแบบเดียวกัน

ผ่านจากวันนั้นไปได้เกือบอาทิตย์ก็เริ่มหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านอีกครั้ง คราวนี้อ่านไปได้ถึงครึ่งเรื่องก็ต้องวางลงอย่างเดิม ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความเข้าใจในตัวละคร แต่กลับเป็นความขยะแขยงในตัวละครนั้นต่างหาก ยิ่งไปกว่านั้นคือการเห็นส่วนหนึ่งของตัวเองในนั้น การมองทุกคนเป็นมุนษย์ราวกับตัวเองเป็นเทพเจ้า (สร้างขึ้นโดยมนุษย์อีกที) ทั้ง ๆ ที่ทั้งตัวเราและเขาเองก็ไม่ได้คิดเช่นนั้น “ก็มนุษย์มันน่าขยะแขยงจริง ๆ นี่นา” หาข้ออ้างให้ตัวเองเพื่อที่จะอ่านต่อโดยไม่รู้สึกกวนใจ จนมาเจอกับอย่างที่สองที่ทนไม่ไหว นั่นคือนิสัยใส่หน้ากากของตัวละคร พูดให้ถูกก็คือสันดาน อ่านมาถึงตรงนี้นี่เป็นความคิดและความเชื่อเดียวของเขาที่เราไม่เข้าใจเอาเสียเลย ประจบคนอื่นและมานั่งทุกข์ใจพร้อมเหยียดหยามคนเหล่านั้นในใจ ถึงจะเข้าใจดีว่าเป็นเพราะความกลัวมนุษย์ กลไกการป้องกันตัวเอง (แบบที่กลั้นกรองมาดีแล้ว) นี้กลับเป็นวิธีที่น่าสมเพชพอควร
SHARE

Comments