praise, life and youth love


 “เจอแล้วหรือยัง 
คนที่เธอรอจะยกท้องฟ้าทั้งผืนให้”


 เป็นบ่ายวันนึงที่อากาศสดใส ดวงอาทิตย์สาดส่องเป็นสีเหลืองเรืองรอง ดอกไม้ตามรายทางผลิบานอย่างอ่อนโยน ใจดี เช่นเดียวกับเขา เจ้าของรอยยิ้มเจิดจ้าและนัยน์ตาสีเปลือกไม้ เขามีเรือนผมสีน้ำตาล เขาในช่วงทรงจำเยาว์วัยเมื่อบ่ายวันนั้นยังคงแจ่มชัดเหลือเกินในห้วงนึกถึง


“ไงชาลี วันนี้ก็จะไปที่นั่นอีกแล้วซินะ”


คำทักทายจากเพื่อนร่วมห้องคนนึงกล่าวถามอย่างรู้คำตอบดีอยู่แล้ว


ยี่สิบเซนติเมตร ระยะห่างระหว่างเธอกับเขา


เธออยากรู้เหลือเกินว่า”ที่นั่น”ที่เพื่อนคนนั้นหมายถึงคือที่ไหน 

เขามักจะหายตัวไปตลอดในช่วงบ่ายของวันเสาร์ ไม่มีเขาอยู่ที่โรงอาหาร ที่ห้องสมุด หรือแม้แต่สนามฟุตบอลที่เป็นสถานที่สุดฮิตของพวกเด็กผู้ชาย “ที่นั่น”จะเป็นสถานที่ที่เขาไปรึเปล่า สถานที่ที่กอดเก็บเขาเอาไว้จากสายตาของเธอ


บ่ายวันนั้นที่ท้องฟ้าสดใสและเมฆเกิดคล้อยต่ำลง เธอเดินตามเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลคนนั้นไปอย่างเงียบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่เต็มอก


ห่างจากโรงเรียนไม่ใกล้ไม่ไกล พื้นที่โล่งที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตานั่น กับกลีบดอกเดซี่สีขาวตัดสลับกับทิวลิปสีเหลืองช่างดูน่าอัศจรรย์ เขาหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วอยู่ๆ ก็หันหลังกลับ เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอที่มีฉากหลังเป็นดวงอาทิตย์สาดแสงเรืองรอง ตัดสลับกับท้องทุ่งดอกไม้หลากสีพวกนั้นแล้วช่างดูเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะเป็นเพียงเด็กชายธรรมดาบนดาวโลก เขาเหมือนสิ่งที่มีชีวิตที่วิเศษกว่านั้น ราวกับเจ้าชายผู้มาเยือนบนดาวโลกในนิทานของนักเขียนชื่อดังอะไรทำนองนั้น

อ่า หลบไม่ทันสะแล้ว

แต่ทว่า ดวงอาทิตย์ทอแสงเล่านั้นก็สว่างสู้รอยยิ้มของเขาไม่ได้เลย

เขาส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้ พร้อมกับกล่าวอย่างนึกขัน “ตามฉันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย ฮ่าๆ” เธอไม่แน่ใจว่าภายใต้อารมณ์ขันเหล่านั้นเจือปนความรู้สึกเอ็นดูอยู่รึเปล่า แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เธอก็อยากคิดเข้าข้างตัวเองสักเล็กน้อย

“ที่นี่เป็นสถานที่โปรดของฉันตลอดที่อยู่ในเมืองนี้เลยนะ อย่าไปบอกใครเขาเชียวล่ะ” เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลว่าหลังจากที่เราเดินมาหยุดอยู่กลางทุ่งวิเศษแห่งนี้แล้ว

“ทำไมละ นายไม่ชอบให้มีคนรู้จักที่นี่หรอ”

“มันอาจจะฟังดูงี่เง่า แต่สำหรับเด็กอย่างฉันแล้ว การต้องมามีคนมากมายมายืนอยู่ในที่ของตัวเอง ออกจะเป็นเรื่องที่ไม่คอยชอบใจเท่าไหร่” 

“อ่า งั้นหรอ” เหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนเธอต้องก้มหน้าเพราะเพิ่งคิดได้ว่าตัวเองก็เป็นคนอื่นที่ถือวิสาสะเดินตามเข้ามา

“ฉันไม่ได้พูดเพื่อให้เธอรู้สึกผิดหรอกนะ มันดีทีเดียวที่มีคนนั่งอยู่ข้างๆ” เขาว่าพร้อมหันมายิ้มให้จนตาหยี่

“สัปดาห์หน้า” เธอเงยหน้าขึ้นสบตา

“หือ”

“ฉันมานั่งด้วยอีกได้ไหม”

“….”

“เอ่อ ท้องฟ้าที่นี่สวยดีน่ะ”

“ฮ่าๆ”

“ได้สิ สัปดาห์ถัดจากนั้นก็มาอีกได้เหมือนกัน”


“เจนน์ นี่ฟังที่ฉันพูดอยู่รึเปล่าเนี่ย”

เอมิลี่ว่าเอ็ดเบาๆ เมื่อเห็นเพื่อนรักของเธอเอาแต่ก้มหน้าก้มตาตั้งใจอ่านเมนูอาหารมากกว่าฟังเธอพูด

“ฉันไม่ฟังหรอกนะ เธอเอาแต่พูดเรื่องเพื่อนหนุ่มคนนั้นให้ฉันฟังตลอดหน้าร้อน มาวันนี้ฉันยังต้องมาเสียบรรยากาศเพราะเรื่องแบบนั้นอีกหรอ”

“งั้นเธอควรจะตอบรับสะสิ ฉันจะได้หยุดพูดสักที ฉันก็เบื่อเหมือนกันนั้นแหละน่า” เอมิลี่มุ้ยปากอย่างนึกรำคาญสุดขีด

“ก็ฉันไม่ได้ชอบเขา จะให้ฉันตอบรับได้ยังไงละ” เป็นเจนน์ที่พูดเสียงค่อยลงกว่าเดิม

แต่ถึงอย่างนั้นเอมิลี่ก็ยังไม่ละความพยามยามที่จะนำเสนอเพื่อนหนุ่มสุดเพอร์เฟคคนนั้น หล่อนสาธยายความดีตั้งแต่เด็กของเขาให้เจนน์ฟังอย่างขันแข็งมาตลอดจนถึงตอนนี้

“โถ่ว ก็ทำความรู้จักกันก่อนไง”

“เอมิลี่ ฉันคิดว่าเธอควรรู้ว่าฉันมีคนที่ชอบแล้ว เขาแสนดีกว่าผู้ชายทุกคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเพื่อนคนนั้นที่แสนดีของเธอ หรือแม้แต่เลอรอยผู้อ่อนโยนที่สุดในคลาสเรียนของเรา ก็เทียบเขาไม่ติดเลยสักนิดเดียว”

เอมิลี่ตกใจจนหุบปากแทบไม่ทัน หล่อนก็รู้อยู่หรอกว่าเจ้าเพื่อนรักของเธอไม่เหลือพื้นที่ในใจให้ใครแล้ว แต่ก็แค่ อยากได้ยินมันจากปากของคนปากแข็งด้วยตัวเองเท่านั้นเอง

“เมื่อตอนนั้นฉันถามเธอใช่มั้ยว่า เจอแล้วหรือยังคนที่เธอรอจะยกท้องฟ้าทั้งผืนให้ ตอนนี้ฉันคงต้องเปลี่ยนคำถามสักเล็กน้อย”

“เจอแล้วใช่ไหม คนที่เธอรอจะยกท้องฟ้าทั้งผืนให้” 
เอมิลี่ยิ้มอย่างยินดีที่สุดเท่าที่เพื่อนสาวคนนึงจะทำได้

“อือ เจอแล้วล่ะ”

“คนที่รอจะยกท้องฟ้าทั้งผืนให้คนนั้น”



บ่ายวันนึงของฤดูใบไม้ผลิ เธอในวัยยี่สิบสองปีกับสถานที่เดิมที่คุ้นเคย กลีบดอกสีขาวของเดซี่กับกลีบดอกสีเหลืองของทิวลิปยังคงสลับตัดกันสวยงามเหมือนเดิม

ใช้เวลาอยู่นานกว่าเธอจะขยับเดินเข้าไปในท้องทุ่งดอกไม้กว้างแห่งนี้ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า ราวกับกำลังตัดสินใจในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ความรู้สึกโดดเดี่ยวพาดผ่านเข้ามาในใจเธอเล็กน้อย เป็นการยากที่เดียวที่จะมายืนอยู่ในที่ี่ที่เคยมีเขาอยู่โดยไม่รู้สึกเหงาเช่นนั้น

“อ่า พอมาที่นี่แล้วก็คิดถึงเขาขึ้นมามากกว่าเดิมอีก” 

เธอเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ

“มาแล้วหรอ” เสียงทุ้มทว่าอ่อนนุ่มเอ่ยลอดผ่านมวลอากาศ

เธอจำเสียงนี้ได้เป็นอย่างดี

เป็นเขา 

เป็นเขาที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอดคนน้ั้น เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อน เจ้าของนัยน์ตาสีเปลือกไม้คนนั้น

“ฉันรอเธออยู่นาน ในที่สุดเธอก็มาสักที” 

เขายิ้มอ่อนโยนส่งมาให้ ยังเป็นเช่นนั้นเสมอ รอยยิ้มที่สร้างความประทับใจได้อย่างไม่รู้จบ

“เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีรึเปล่า” 

เป็นคำถามที่สามัญธรรมดา แต่ทว่ายิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับเธอ เจนน์ในวัยยี่สิบสองปีที่ยังคงล้มลุกคลุกคลานไปกับความฝันที่สวนทางเหลือเกินกับทางเดินชีวิต 

เธอพ่นล้มหายใจเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มออกมาให้เจ้าของคำถาม


“มันก็มีบ้างที่สบายดี ไม่สบายดี แต่มันสำคัญรึไง เพราะถึงยังไงฉันก็คงต้องพยายามต่อไปอยู่ดี”


“งั้นหรอ”

“…..”

“ฉันดีใจที่เธอยังยิ้มได้ ไม่รู้หรอกว่าภายใต้รอยยิ้มเหล่านั้นเธอจะผ่านการแตกสลายมาแล้วกี่ร้อยครั้ง แต่ฉันภาวนาเสมอว่าอย่างน้อยฉันก็ขอให้เธอยังยิ้มให้ตัวเองได้”

เนิ่นนานเหลือเกินในความฝัน เธออยากคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกินว่านัยน์ตาสีเปลือกไม้ดวงนี้จ้องมองแค่เธอมาตลอดที่ผ่านมา ว่ามันมีไว้เพื่อมองเธอ หยุดอยู่ตรงหน้าเธอและเผยบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าความรักให้เธอเห็น

“มันมีไว้แค่มองเธอ”

ราวกับล่วงรู้ความคิด เขาพูดก่อนจะยิ้มอ่อนโยนอย่างที่เคยยิ้มให้อย่างทุกที

ยิ้มอ่อนโยนที่ตรึงใจเธอมาตลอดนั่น เป็นยิ้มที่ราวกับเป็นการเชื่อเชิญให้ได้รักแบบนั้น แต่ทว่าประกายบางอย่างในตาเขาหายไป ประกายบางอย่างในยิ้มอ่อนโยนที่เธอมักจะเห็นอยู่เสมอกลับไม่มีอยู่ เธอค้นหามันอยู่นาน วางสายตานิ่งค้างอยู่บนกรอบใบหน้าใจดีที่เธอโปรดปรานเสมอมาก่อนจะเอ่ยถามบางอย่างเมื่อค้นพบว่าไม่มีร่องรอยของสิ่งที่ตามหาเลยแม้แต่น้อย


“นายมีสิ่งที่อยากได้ไหม”

“ทำไมหรือ ถ้าบอกไปเธอจะหามาให้ฉันหรือไง”

“ทุกสิ่งที่นายปราถนา ฉันจะหอบมาให้หมดเลย”

“แม้แต่ดวงดาวบนฟ้าน่ะหรือ”

“แม้แต่ดาวบนฟ้า”

“….”

“ขอแค่มีประกายความสุขพาดผ่านรอยยิ้มอ่อนโยนของนายได้ ฉันจะหามาให้หมดเลย”


“…..”


“ห่างออกไปข้างหน้านั้นมีหลุมศพตั้งอยู่” เขาเฉไฉไม่ตอบ ระบายยิ้มน้อยๆก่อนจะพยักเพยิดหน้าไปทางตอนเหนือ

“พูดอะไรของนาย”

“ฉันอยู่รอเธอที่นี่นานเหลือเกิน แต่ฉันรู้ว่าเธอจะมา จะมาหาฉันแล้วเราจะนั่งคุยที่นี่จนถึงเย็น เราจะเดินกลับบ้านด้วยกันก่อนที่เธอจะแยกไปอีกทาง แล้วเราก็จะเจอกันใหม่ในอีกเช้าวันรุ่งขึ้น”

“ชาลี”

“ฉันเฝ้าบอกตัวเองมาตลอดว่าชีวิตมันไม่ง่าย แต่เจนน์ที่รัก ฉันไม่เก่งเลย ฉันเฝ้าตามหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ แต่แล้วมันก็ไม่เจอ”

“…..”

“ฉันขี้ขลาดเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่”

“นายเก่งเสมอ ชาลี”


"นายเก่งเสมอแม้จะทำบางอย่างได้ไม่ดี แม้นายจะรู้สึกว่าตัวเองขี้ขลาดเหลือเกินที่จะมีชีวิตอยู่ แม้นายจะไม่เหลือความภาคภูมิใจไหนให้ตัวเองเลย และไม่ว่านายจะตัดสินใจใช้ชีวิตยังไง ฉันก็อยากให้นายรู้ว่าไม่ว่านายจะเป็นยังไง นายก็ยังเป็นคนเก่งสำหรับฉันเสมอ"


"ฉันไม่รู้เลยว่านายต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ว่ามันจะทำหัวใจนายแตกสลายแค่ไหน และนายก็พยายามเหลือเกินที่จะซ่อมแซมมัน แต่ชาลี อยู่ต่อหน้าฉัน นายจะปล่อยให้มันพังไปทั้งอย่างนั้นก็ได้"


เขายิ้มบางมองมา นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย แต่แล้วก็หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น 


“ท้องฟ้าทั้งผืนของฉัน ฉันยกให้เธอตั้งแต่บ่ายวันนั้นแล้ว” 

เขายิ้มอีกครั้ง แต่เป็นยิ้มที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้อยู่มากทีเดียว แล้วมันก็เป็นยิ้มสุดท้ายที่เธอจะได้รับจากเขา

“ฉันขอให้เธอมีความสุขอยู่เสมอ ฉันเฝ้าขอพรเท่าที่คนอย่างฉันจะขอได้และเท่าที่พระเจ้าจะตอบรับ ว่าทุกพรของเธอที่ขอไป ฉันขอให้มันถูกตอบรับทั้งหมด”

แล้วร่างของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายเป็นแสงสีขาวก่อนจะหายไปพร้อมกับละอองอากาศในบ่ายวันนั้น หายไปพร้อมกับกลีบเมฆเลือนลรางแล้วทิ้งเธอเอาไว้ที่นี่ 

ที่โลกแห่งการจากลายาวนาน แต่ความสุขแสนสั้นเหลือเกินในใจเธอ

“ถ้าคิดถึงฉันก็ช่วยมองขึ้นไปบนฟ้าทีนะ”

“ลาก่อน เจนน์”





“ฉันทำอย่างที่นายพูดได้ในบางครั้ง แต่ก็มีหลายครั้งที่วิธีนั้นใช้ไม่ได้ผล อย่างวันนี้ที่ฉันมายืนอยู่ตรงหน้านายตรงนี้”

“….”

“ยากเหลือเกินที่จะไม่ให้คิดถึงนายได้ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้วที่ฉันใช้ชีวิตอยู่บนโลกที่ไม่มีนายเช่นนี้”

“….”

“ฉันรู้ว่านายปราถนาเหลือเกินที่จะไม่เห็นฉันร้องไห้ และฉันก็พยายามเสมอที่จะอดทนผ่านเรื่องราวมากมายในช่วงชีวิตนี้ให้ได้ มันอยากทีเดียว โลกที่ไม่มีนายดูจะโหดร้ายขึ้นมาไม่น้อยเลย ฉันไม่ได้กล่าวโทษนายหรอกนะ”

“ฉันแค่เพียงอยากให้นายรู้ว่าฉันพยายามแค่ไหน แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่าฉันไม่โกรธเกรี้ยวโลกใบนี้ ฉันก่นด่าชีวิตทุกวี่ทุกวัน ก่นด่าความห่าเหวทุกอย่างที่ประเดประดังเข้ามา แต่ชาลี”

“ฉันก็ยังเป็นฉัน ฉันที่หัวใจแหลกสลายลงในวันนี้ แล้วประกอบเอาใหม่ในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วฉันก็รู้ว่านายชื่นชมฉันเสมอ แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าฉันได้ยินจากปากนายด้วยตัวเอง”

บ่ายวันนึงในฤดูใบไม้ผลิ สายลมหวูดหวิวพัดพากลีบดอกไม้เริงระบำ เสียงนกไนติ้งเกลแว่วมา ฟังดูราวกับเสียงขับขานบทเพลงอันโด่งดังของโมซาร์ท 

หลุมศพของเขาช่างเรียบง่าย สลักคำเพียงไม่กี่คำบนหินสีเทารูปโค้ง Charlie, Praise ช่างสมกับเป็นเขา

ไม่รู้ว่าเป็นเวลานานเท่าไรที่เธอนั่งอยู่ข้างหลุ่มศพของเขาเช่นนี้ ทอดมองออกไปยังท้องฟ้าห่างไกล ผ่านเทือกเขาไปแล้วหลายสิบลูก ไปยังที่ห่างไกลที่ไม่เคยเดินทางไปถึง


“จะมีไหมชาลี สักที่ที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”




สดุดีแด่จิตวิญญาณที่แตกสลายไปแล้วดวงนั้นของเขา ด้วยปราถนาต่อความเมตตาของพระเจ้า ขอให้ที่ที่เขาอยู่ สถานที่ที่เขาไป ผู้คนที่เขาพบเจอ ขอให้มันไม่ได้มีไว้เพื่อให้หัวใจของเขาแตกสลายอีกเป็นหนที่สอง



milkhoney—เขียน



ลองแต่งแบบใหม่ดูบ้าง 
หวังว่าจะชอบกันนะคะ
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ค่ะ

แล้วก็สถานการณ์ตอนนี้toxicมากๆ
หวังว่าอย่างน้อยหลังจากอ่านบทความ
ของเราคุณจะยิ้มออกมาได้บ้างนะคะ

keep yourself, pleas..




 








SHARE
Written in this book
growth and the end.
เราอาจจะรักกันได้ ยกยอว่ารักนี้จะเป็นนับอนันต์ จนกระทั่งเขาเดินออกไปจากโลกของเรา สูญหายไปพร้อมกับคำว่าตลอดกาลในภาวนาของฉัน
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments

rainclouds
3 months ago
โอ้......ชาลีคั้บของแม่ i — i ขอให้นายได้อยู่กับดวงดาวนะ
Reply
ssummerapr05
2 months ago
บทความของคุณก็ยังคงดีมากๆเหมือนเดิมขอบคุณเหมือนกันนะคะที่เเต่งบทความดีๆเเบบนี้ให้ได้อ่าน 🥺💖
Reply
mymeaw
2 months ago
ฮื่อเขียนดีมากเลยค่ะ 🥺🥺
Reply