go hand in hand
เมื่อพูดถึง Christopher Nolan แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่นึกถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
ไม่ว่าจะเป็น TENET ที่เป็นผลงานชิ้นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปในปี 2020
หรือผลงานที่เรารู้จักกันในชื่อ Batman : The dark knight ปี 2012

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เป็นจุดประสงค์ของการเขียนบล็อกนี้ขึ้นมา ไม่ได้เกี่ยวกับหนังสองเรื่องข้างต้นแต่อย่างใด วันนี้เราจะมาพูดถึงฉากที่ผู้เขียนบล็อกประทับใจใน Interstellar (2014)
และขอเตือนไว้ก่อนว่าในเนื้อหามีการสปอยล์

เนื้อเรื่องโดยย่อคือเมิร์ฟ เธอเป็นลูกสาวของคูเปอร์ซึ่งคูเปอร์ถูกวางพล็อตให้เป็นพระเอกของเรื่อง
เมิร์ฟมีหัวคิดด้านวิทยาศาสตร์ เป็นเด็กฉลาด เธอมีคูเปอร์เป็นแบบอย่าง ต้องบอกก่อนว่าครอบครัวของคูเปอร์มีกันอยู่สี่คน แต่เนื้อหาที่เราหยิบยกมาจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก ของเมิร์ฟและคูเปอร์เท่านั้น
ทั้งหมดใช้ชีวิตอยู่แถบชนบท ปลูกไร่ข้าวโพดเป็นของตนเอง เนื่องจากที่ดินแถวนั้นเริ่มปลูกพืชผักชนิดอื่นๆแทบไม่ขึ้น และตัวคูเปอร์เองไม่ได้เป็นชาวสวนเพียงอย่างเดียว เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของ NASA ภายหลังก็ได้ปลดประจำการตัวเองออกมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย กลายเป็นชาวสวน ทุกคนในครอบครัวรู้ว่าการเป็นชาวสวนเป็นอะไรที่ไม่ใช่คูเปอร์เลย แต่ตัวคูเปอร์เองก็ไม่ได้อยากกลับไปขับยานอวกาศส่วนหนึ่งเพราะต้องการใช้ชีวิตอยู่กับลูกๆ โดยเฉพาะกับเมิร์ฟ เพราะเธอติดพ่อเอามาก

แต่แล้วก็มีเหตุจำเป็นทำให้เขาต้องกลับไป ไม่ใช่เพียงเพื่อลูก แต่เพื่อทั้งโลก
เมื่อโลกเกิดวิกฤติฝุ่นดินฟุ้งในอากาศครอบคลุมทั้งเมือง ทำให้ประชาชนต้องพกหน้ากากอนามัย หน้าต่างทุกบ้านปิดสนิท ทุกเช้าตื่นมาล้างจานแล้วต้องเช็ด ตรงนี้ในหนังถ่ายทำเมื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบ new normal ของผู้คนในตอนนั้น 

นี่คือสัญญานเตือนว่าโลกกำลังจะแตก

คูเปอร์ได้เดินทางไปยังสถานที่ที่ลับที่สุดในอเมริกา โดยแกะรหัสจากสิ่งที่เมิร์ฟบอกว่านี่คือหลักฐานที่ผีพยายามติดต่อตนเองผ่านรหัสมอส แต่แล้วอันที่จริงมันคือรหัสไบนารี่ คูเปอร์จึงเริ่มถอดรหัสจนได้พิกัดแผนที่จากผีของลูกสาวของตัวเองที่มักจะบอกพ่อเสมอว่ามีผีอยู่ในชั้นหนังสือในห้องนอนของเธอ เพราะเหมือนต้องการจะสื่อสารกับเธอตลอดเวลาโดยการทำของตกบ่อยๆ คูเปอร์มักจะเห็นเธอถอดรหัสสิ่งนั้นสิ่งนี้จากคำบอกเล่าของผีในชั้นหนังสือในห้องนอนของเธอ และบอกกับเมิร์ฟเสมอว่าผีไม่มีอยู่จริง

ในตอนแรกที่คูเปอร์วางแผนจะไปที่นั่น เมิร์ฟขอไปด้วยแต่คูเปอร์ตอบกลับไปว่าเดี๋ยวตัวเขาก็กลับมา และในที่สุดคูเปอร์ก็ขับรถออกมาจากตัวบ้านโดยมีเพียงกองผ้าห่มติดรถอยู่ที่นั่งข้างคนขับ แต่เมื่อคูเปอร์เปิดมันออกก็เจอกับเซอร์ไพรซ์
เมิร์ฟโผล่ขึ้นมาจากกองผ้านั้น ทั้งรถเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ 
คูเปอร์ยอมให้ลูกสาวตามมาผจญภัยครั้งนี้ด้วยกัน เมิร์ฟทำสำเร็จ

สถานที่ลับนั้นทำให้คูเปอร์เจอกับ NASA เขาถูกเจรจาให้เข้าร่วมทีมช่วยชาวโลกให้รอดพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญ

ภารกิจที่ต้องทำไม่ใช่การกู้ แต่เป็นการหาดาวเคราะห์ดวงใหม่

NASA รู้จุดอ่อนของคูเปอร์ รู้ว่าต้องเอาความเป็นอยู่ของลูกๆของคูเปอร์มาต่อรองว่าถ้าทำสำเร็จนอกจากจะช่วยคนทั้งโลกได้ ยังช่วยลูกๆของตัวเองให้รอดได้อีกด้วย
เป็นเหตุผลที่ทำให้คูเปอร์ตกลงเข้าร่วมทีม

คูเปอร์บอกลากับครอบครัวทุกคน เว้นแต่เมิร์ฟ
เธอร้องไห้อยู่ในห้องนอน แต่ไม่ได้ล็อคประตูเอาไว้ คูเปอร์จึงเข้าไปเพื่อบอกลา และให้สัญญาไว้ว่าจะกลับมา แต่จุดนั้นตัวละครเมิร์ฟเสียใจเกินกว่าจะเข้าใจ รู้แค่ว่าไม่อยากให้พ่อตัวเองไป เธอดิ้นออกจากกอดของคูเปอร์เพื่อที่จะไปที่ชั้นหนังสือ และบอกกับพ่อตัวเองว่าตัวเองแกะรหัสมอสจากผีในชั้นหนังสือ มันบอกว่าอย่าไป มันเป็นคำว่า STAY
คูเปอร์เองก็ร้องไห้เพราะยิ่งเห็นลูกสาวกางกระดาษที่บอกว่าถอดรหัสไบนารีออกมาได้คำนี้ ที่แปลว่าอย่าไป มันทำให้เขายิ่งอยากรีบทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้กลับมาตามสัญญา

เมิร์ฟในตอนนั้นเหมือนคนเห็นแก่ตัว แต่ในมุมของคนเขียนรู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวของเด็กคนนี้มันบริสุทธิ์ และไม่ผิดเลยที่จะไม่อยากให้พ่อตัวเองไป เพราะอย่างที่รู้ไม่มีงานไหนไม่เสี่ยง และระยะทางไม่สามารถทดแทนด้วยอะไรได้นอกจากการกลับมาหากัน

คูเปอร์ตัดสินใจเดินออกมาและขับรถออกจากบ้านก่อนที่จะไปไม่ได้ ระหว่างนั้นเมิร์ฟนอนร้องไห้อยู่ในห้องนอน แต่คูเปอร์มีหวัง
คูเปอร์เปิดผ้าห่มที่นั่งข้างคนขับ แต่ก็ว่างเปล่า
ที่ใต้ผ้าห่มนั้นไม่มีลูกสาวเขาซ่อนตัวอยู่เหมือนครั้งก่อน

เมิร์ฟวิ่งตามออกมาแต่ไม่ทัน คูเปอร์ขับรถออกไปแล้ว
นั่นทำให้ทั้งคู่จากกันไม่ดีนัก

คูเปอร์เดินทางออกนอกอวกาศกับทีมจนไปเจอดาวที่มีน้ำ มีมหาสมุทร แต่เวลาในดาวนั้นเดินช้ากว่าเวลาบนโลก โดยเวลาหนึ่งชั่วโมงในดาวดวงนั้นเท่ากับเจ็ดปีบนโลก เนื่องจากดวงดาวอยู่ใกล้กับหลุมดำ แต่พอเห็นคลื่นยักษ์ที่สูงจนเกือบแตะก้อนเมฆทำให้ได้คำตอบว่าดาวดวงนี้ไม่เหมาะจะเป็นที่อยู่ใหม่ของมนุษย์ แต่เพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งพยายามที่จะตามหากล่องเก็บข้อมูลจากเศษซากยานของนักบินอวกาศคนก่อนหน้า ทำให้ถูกซากยานทับเอาไว้ และคลื่นยักษ์นั้นเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ สุดท้ายนักบินอวกาศคนนั้นก็รอดแต่เสียเพื่อนร่วมทีมไปหนึ่งคนเพราะคลื่นซัดเข้ามาตัวยานทำให้จำเป็นต้องรีบปิดประตูยาน พวกเขาเสียเวลาบนโลกไปเป็นสิบปีโดยไม่ได้อะไรกลับมา

คูเปอร์กำลังคิดหาหนทางว่าสามารถทำอะไรกับหลุมดำได้บ้าง สามารถเอาเวลาที่เสียไปกลับมาได้หรือเปล่า แต่แล้วเพื่อนในทีมก็บอกว่าเวลาเป็นสัมพันธภาพ ไหลได้ บิดได้ แต่ย้อนกลับไม่ได้
อย่างเดียวที่ผ่านหลุมดำข้ามมิติมาได้คือแรงโน้มถ่วงที่ 'พวกเขา' ใช้สื่อสารกับเรา

เมื่อทั้งทีมกลับมาที่ยานหลักที่จอดรอทีมสำรวจของคูเปอร์อยู่นอกอาณาเขตเวลาของดาวนั้น ก็พบกับเพื่อนร่วมทีมที่รอการกลับมาของทีมสำรวจ และบอกกับทีมคูเปอร์ว่าเวลาบนโลกผ่านไป 23 ปี 4 เดือน กับอีก 8 วันแล้ว

คูเปอร์จึงเปิดดูเทปย้อนหลังที่ทางโลกได้ส่งมาให้ก็พบว่าลูกชายของตนเองโตแล้ว ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งและมีลูกชายด้วยกัน ถัดไปก็เป็นเทปจากเมิร์ฟลูกสาวคนเล็ก เมิร์ฟบอกว่าตอนนี้เธอโตแล้ว อายุเท่าพ่อตอนที่พ่อจากไปดาวอื่น เพราะงั้นตอนนี้พ่อก็ควรจะกลับมาได้แล้ว

ฉากนี้เป็นฉากรู้สึกหน่วงไปกับหนังด้วย เพราะต่อให้จะเห็นว่าคนบนโลกเติบโตไปขั้นไหนแล้ว แต่ก็แทนที่การอยู่ในทุกช่วงชีวิตของลูกๆไม่ได้ แมทธิว(ตัวละครคูเปอร์)สื่อความรู้สึกผ่านสายตาได้ดีมาก ในสายตาตอนมองดูเทปที่ถูกส่งมาจากโลกสื่อถึงทั้งความภูมิใจที่ลูกชายที่เรียนห่วยสอบได้ที่สอง สื่อทั้งความคิดถึงลูกสาวที่โตมาจนอายุเท่าตนเองในตอนที่จากมาแล้ว


คูเปอร์จึงเดินหน้าต่องานให้สำเร็จ และเป็นตอนนั้นเองที่รู้ว่าเชื่อเพลิงในยานมีเพียงพอสำหรับการสำรวจดวงดาวได้อีกเพียงดวงเดียว การสำรวจดาวดวงนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีภัยพิบัติธรรมชาติเป็นอุปสรรค ทีมคูเปอร์เจอนักสำรวจเซ็ทก่อนที่มาสำรวจดาวดวงนี้ เป็นคนเดียวที่มีชีวิตรอด นักบินอวกาศคนนั้นขอบคุณทีมสำรวจของคูเปอร์ที่หาเขาจนเจอ เพราะดาวดวงนี้ที่อยู่คนเดียวมันอ้างว้างมาก นักบินอวกาศคนนั้นให้ข้อมูลที่เขาสำรวจเกี่ยวกับดาวดวงนี้ 
สรุปได้ว่าเป็นดาวที่มีแร่ธาตุมากพอให้มนุษย์อยู่ได้ แต่ที่นักบินอวกาศคนกลับโลกไม่ได้เป็นเพราะพลังงานหมด และในระหว่างนั้นเอง หุ่นยนต์ AI ที่มีชื่อว่า TARS ได้นำเทปเทปหนึ่งจากทางโลกให้นักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมคูเปอร์ เธอเปิดเทปนั้นและพบว่าเป็นเมิร์ฟที่ส่งสารจากโลกมาถึงเธอ เมิร์ฟกลายเป็นลูกศิษย์ของนักวิทยาศาสตร์ที่ตกลงกันเรื่อง Plan A และ Plan B กับคูเปอร์ และนักวิทยาศาสตร์คนนั้นคือพ่อของนักบินอวกาศผู้หญิงที่อยู่ในทีมสำรวจขอคูเปอร์เอง เมิร์ฟเชื่อว่านักบินอวกาศผู้หญิงคนนั้นรู้เห็นเรื่องนี้ด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วเธอไม่รู้ เมิร์ฟบอกว่าความจริงแล้ว Plan A เป็นแผนลวงโลกที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นหลอกให้ทีมสำรวจยอมไปสำรวจเพื่อทำตาม Plan B ให้เป็นจริง 

Plan A คือ การย้ายมนุษย์บนโลกไปยังดาวดวงนั้นทำให้เราควบคุมแรงโน้มถ่วงได้ จึงนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างสถานีอวกาศที่เตรียมอพยพผู้คนขึ้นไป แต่วิธีการยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้มี Plan B ซึ่งก็คือการใช้ไข่ของมนุษย์ที่ได้รับการผสมแล้ว ไปสร้างอาณานิคมใหม่บนดาวดวงนั้น

แต่เมิร์ฟก็ได้บอกความจริงในตอนที่ทุกคนติดอยู่นอกอวกาศแล้วว่า Plan A มันเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ มันแปลว่าคูเปอร์จะไม่สามารถกลับดาวโลกไปตามสัญญาได้ และหลายปีที่คนบนโลกส่งเทปมาเรื่อยๆ ทางทีมคูเปอร์ไม่สามารถตอบกลับไปได้ ทำให้เหมือนกับเมิร์ฟใช้ชีวิตรอสิ่งที่ไม่มีหวังว่าพ่อตนเองจะกลับมา

หลังจากนั้นคูเปอร์และนักบินอวกาศที่เหลือรอดมาได้ก็ออกไปสำรวจพื้นผิวดาวดวงนี้พร้อมกับคูเปอร์ และทำให้ได้รู้ว่าข้อมูลที่นักบินอวกาศคนนี้ส่งมอบให้ทีมของคูเปอร์คือข้อมูลเท็จทั้งหมด ดาวดวงนี้ไม่่มีอากาศ เกิดการต่อสู้ขึ้นระหว่างทั้งคู่ นักบินอวกาศคนนั้นพยายามจะชิงยานเพื่อขับกลับโลก และยานถูกชิงไปสำเร็จ ทีมของคูเปอร์ขับยานอีกลำมารับคูเปอร์ที่อยู่ในสภาพขาดออกซิเจนเพราะกระจกชุดอวกาศแตก ทีมคูเปอร์ขับยานไล่ตามยานที่ถูกชิงไป 
นักบินคนนั้นพยายามจะเชื่อมต่อยานกับendurance แต่ก็ไม่สำเร็จ ยานลำนั้นถูกอัดจนระเบิด enduranceกำลังจะตกลงสู่แรงโน้มถ่วงของดาว แต่คูเปอร์ก็ต่อยานเข้ากับยานendurance ได้สำเร็จ แล้วพบว่าไม่เหลือเชื้อเพลิงพอที่จะกลับถึงโลก คูเปอร์จึงคิดแผนที่จะไปยังดาวดวงสุดท้ายโดยให้ TARS และนักบินอวกาศผู้หญิง และตัวคูเปอร์เองขับยานคนละลำ โดยนักบินอวกาศที่เป็นผู้หญิงขับendurance เพื่อพยุงยานของคูเปอร์และTARS พอเชื้อเพลิงยานของ TARS หมดก็ปลดยานให้ลงไปสู่หลุมดำ แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนเมื่อคูเปอร์ปลดยานตัวเองให้ตกลงไปหลุมดำ เพราะรู้มาก่อนหน้าว่าเชื้อเพลิงเพียงพอสำหรับยานลำเดียว คูเปอร์สละให้นักบินอวกาศผู้หญิงคนนั้นไปดาวดวงใหม่ได้

เมื่อคูเปอร์ตกลงสู่หลุมดำก็ปลดตัวเองออกจากยานเพื่อลงสู่ singularity หรือจุศูนย์กลางของหลุมดำ ที่นั่นประกอบไปด้วยห้ามิติ ทำให้คูเปอร์สามารถเห็นการไหลของเวลาในช่วงเวลาต่างๆ ผ่านหลังชั้นหนังสือในห้องนอนของลูกสาวตนเอง คูเปอร์พยายามสื่อสารกับเมิร์ฟโดยการทำให้สิ่งของต่างๆ และหนังสือในชั้นวางตกเป็นรหัสไบนารีว่า STAY มันคือตอนนั้นเองที่ลูกสาวของคูเปอร์ขอให้คูเปอร์ไม่ไปทำภารกิจ ผีหลังชั้นหนังสือบอกว่าให้อยู่
มันคือคูเปอร์เองที่ส่งข้อความให้ตัวเองผ่านลูกสาวของตัวเองอีกที
คูเปอร์คงรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่่างมากที่ห่างกันเพียงชั้นหนังสือ แต่ก็ไกลกันเป็นมิติ
และสุดท้ายแล้วคูเปอร์ก็ห้ามตัวเองให้ไม่ไปไม่ได้

พวกเขาทั้งหมดในมิติที่สาม ต่างเป็นมนุษย์สามมิติที่มนุษย์ในมิติที่ห้าได้ทำการทดลงเพียงเท่านั้น
และพวกเขาที่หมายถึง ก็คือคนในมิติที่ห้าที่เฝ้าดูพวกเราอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
นี่คือความจริงของจักรวาลนี้

เพราะแบบนี้ชื่อของเมิร์ฟ
Murphy ที่มาจาก Rule Of Murphy 
จึงไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าสุดท้ายแล้วเรื่องร้ายก็ต้องเกิด
แต่แปลว่าอะไรก็ตามที่สามารถเกิดขึ้นได้มันจะต้องเกิดขึ้น
และประโยคที่ปลดล็อคความรู้สึกจะเป็นประโยคไหนไม่ได้นอกจาก

Dad I thought You were my ghost.

sadness and appreciation go hand in hand .
SHARE

Comments