อย่าได้ลืมว่าเราเป็นที่รัก
 
    “เมื่อลมหนาวพัดผ่านเข้ามา ฉันก็จำตัวเองไม่ได้เสียแล้ว”





 
   “หนูร้องไห้ได้ไหมคะ ถ้าวันนึงหนูพบว่าเจ้าบลูซส์หายไป แล้วหนูก็ตามหามันไม่เจอแล้ว”


  “เมื่อไรที่รู้สึกว่าหัวใจหนูไม่ไหว หนูร้องไห้ได้เสมอเลยค่ะ”


  “แต่ใครบางคนบอกว่าคนที่ร้องไห้ เป็นคนอ่อนแอนี่คะ”



    เที่ยงคืนสี่สิบห้านาที กับน้ำตาพรั่งพรู กับสายฝนลมหนาวข้างนอกหน้าต่างบานเก่า กับผืนผ้านม่านสีเทาอมฟ้าที่เธอชอบ เสียงฟ้าผ่าที่เอาแต่ร้องดังอย่างเอิกเกริก อุณหภูมิในห้องที่ติดลบ พร้อมกับหัวใจที่ถูกความบิดเบี้ยวของจักรวาลเล่นงานเข้าเสียจนยับเยิน

    เธอถูกโจมตีด้วยความผิดหวังในตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ 

   “ใครกันจะอยากโต”


   “ใครจะอยากได้หัวใจแตกๆ ตอบแทนการเติบโตกันเล่า”


   “น้ำตาไม่ใช่สัญญะของความอ่อนแอ ในทางตรงกันข้าม มันคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าหนูทำได้ดีในทางของตัวเองมาเสมอแล้ว”
  
    
    หญิงสาวเจ้าของร้านหนังสือซอมซ่อว่า พลางยกมือลูบหัวเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า เจ้าของดวงตาพระจันทร์ปาดน้ำฝน ผู้มีปานสีชมพูอมแดงที่ไหล่ข้างขวา รอยตำหนิที่เธอเอาแต่บอกว่าเป็นสิ่งที่เธอนึกเกลียดที่สุดในโลก


    “หัวใจแตกๆ นั้นแล้วอย่างไร ใช่ว่าหนูจะประกอบมันขึ้นมาใหม่ไม่ได้อีกแล้วนี่นา หืม” 

    เธอพูดทั้งที่มือยังวางค้างไว้ตำแหน่งเดิม ขยับขึ้นลงเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ว่าดวงตาพระจันทร์ปาดน้ำฝนดวงนี้กำลังก่อเกิดพายุ

    
   “ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย หนูในวัยสิบแปดปีกับความบิดเบี้ยวทั้งจักรวาลหนะหรือ”


   “ยาก ยากมากจริงๆ”


    “แต่เด็กดี”
  

    “ฉันรู้ว่าหนูมีหัวใจที่กล้าหาญแค่ไหน ไม่ว่าจะกับความผิดพลาดของตัวเองหรือของใครอื่น ไม่ว่าจะกับความไม่เก่งของตัวเอง หรือแม้กระทั่งความไม่โต หนูก็พยายามมองหาบางอย่างเพื่อจะให้อภัยมันใช่ไหมล่ะคะ”




   และแล้วพายุก็เกิดขึ้นจนได้
   ณ ที่ดวงตาพระจันทร์ปาดน้ำฝนแห่งนั้น


    “คนบางคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเขาเป็นที่รักแค่ไหน อาจจะยังไม่เข้าใจว่าต่อให้โลกใบนี้โหดร้ายกับเขาแค่ไหนก็จะมีใครสักที่พร้อมจะโอบกอดเขาเอาไว้เสมอ”

  

    “...แต่หนูไม่มีค่าพอให้ใครสักคนโอบกอดเลยค่ะ”

    
    “เพราะหนูไม่เก่งเลย หนูใช้ชีวิตได้ไม่เก่งเลย”


  
      “อย่าร้องไห้ซิ.. หยุดร้องเดี๋ยวนี้นะ”


   
      เธอคร่ำครวญอยู่อย่างนั้นเสียเนิ่นนาน จนน้ำตาเหือดแห้ง ไร้สิ้นเสียงแห่งนัยของการรวดร้าว แต่ทว่าความเจ็บปวดยังคงอยู่


      ทีนี้ได้เวลาที่เธอจะพูดบ้าง—ผู้ได้รับสมญานามว่าแม่มดในหมู่เด็กเล็กจ้อยภายในตรอกแห่งนี้คิดในใจ เด็กคนนี้น่ะกล้าคิดว่าตัวเองไร้ค่าได้ยังไงกัน ใช้ไม่ได้เลยเสียจริง


     “บนโลกนี้ไม่มีใครไร้ค่าหรือไม่เหมาะสมกับความรัก ทุกคนควรค่าแก่รักของใครสักคนเสมอ —จำเอาไว้ให้ดี”

    

      “ปลูกต้นไม้ขึ้นก็เป็นที่รัก ทำต้นไม้ตายก็เป็นที่รัก ดวงอาทิตย์ขึ้นก็เป็นที่รัก จวบจนมันตกลงไปในมหาสมุทรเราก็ยังเป็นที่รัก”



      “จะพังทลายสักแค่ไหนเธอก็ยังเป็นที่รัก จะแตกสลายจนไม่อาจประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่ได้อีกเธอก็ยังเป็นที่รัก หรือต่อให้จะได้รับความเกลียดชังจากคนทั้งโลกเธอก็ยังเป็นที่รัก เธอเป็นที่รักของใครสักคนเสมอนั้นแหละ ไม่มีใครแปรเปลี่ยนสถานภาพนี้ให้เธอได้”

  

    วันนี้เธอเป็นแม่มดแสนวิเศษในค่ำคืนวิปลาสแห่งวัยเยาว์ของเด็กสาวคนนึง

    เธอวางมือแหมะลงบนหัวทุยที่เอาแต่ก้มหน้าอยู่นาน เรือนผมสีน้ำตาลยาวประบ่า ไหล่ที่ห่อเข้าหากันราวกับหวาดกลัวทุกสรรพสิ่งในโลก ราวกับอยากหลีกหนีไปจากช่วงวัยที่เปิดรับทุกความเจ็บปวดนี้ไปตลอดกาล

   

    “ฉันจะพูดอีกเป็นครั้งสุดท้าย และอาจจะตลอดไปเรื่อย ๆ ถ้าหัวใจเธอไม่สบายอีก”


   
     หล่อนขยับวงแขนให้กระชับขึ้น ยกมือลูบเส้นผมสีน้ำตาลประบ่านี้แผ่วเบา สูดหายใจเข้า แล้วเริ่มร่ายมนตร์ด้วยความรักทั้งหมดที่มี 



    “ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหนก็ขอให้อดทนไว้ แต่อย่าเก็บความเสียใจเอาไว้คนเดียว ไม่ว่าจะพลาดพลั้งเลือกทางที่ผิดพลาดไปจากที่ตั้งใจไว้ก็ขอให้ยอมรับได้ แต่อย่าลืมให้อภัยตัวเอง”
     
     
    “จะอย่างไรก็แล้วแต่ ผ่านการแตกสลายจากวัยเยาว์มามากแค่ไหน จะเก็บความเจ็บปวดจากรายทางมาไว้กับตัวเท่าไร แต่อย่าลืมเด็ดขาดว่าเธอเป็นที่รักแค่ไหน อย่าลืมว่าเธอถูกรักโดยฉันในทุกช่วงวัยของการเติบโต”


    เธอพ่นลมหายใจออก แล้วสูดมันเข้าอีกครั้งเมื่อก้มมองร่างเล็กที่คุดคู้อยู่ในอ้อมกอดของเธอ


   “บนโลกนี้มีที่หลบภัยให้เธอเสมอนั้นแหละ
  
    ร้านหนังสือซอมซ่อของฉันก็ไม่ได้เลวเท่าไร ถ้าโลกข้างนอกมันใจร้ายนักก็มาหลบภัยอยู่ที่นี่ ฉันมีร้อยพันสิ่งอย่างเพื่อเยียวยาและปลอบขวัญหัวใจดวงน้อย ๆนั่น

    นมสดอุ่นร้อน ช้อคโกแลตเข้ม หรือกาแฟรสขม และหนังสือสักเล่มถ้าเธอต้องการหนีหายไปจากโลกนี้ชั่วคราว

   และฉันอยู่ที่นี่เสมอ ผ่านธรณีประตูบานเล็กนั้นมา เธอจะปลอดภัยจากทุกอย่างที่ไม่ดี”


       

   
     “คุณแม่มดค่ะ เจ้าบลูซส์หายไปแล้ว และหนูก็ตามหามันไม่เจอแล้วค่ะ”
 

     “อากาศเย็นคือสิ่งที่มันชอบ แต่ไม่ได้แปลว่ามันไม่ชอบเธอ”


     “หนูรู้ค่ะ”


     “ไม่ร้องไห้แล้วหรือ”


     “ไม่ร้องค่ะ”


     “ทุกคนมีทางเลือกให้ตัวเองเสมอนี่คะ ถ้ามันเลือกจะไปก็แปลว่ามันเจอสิ่งที่ดีกว่าสำหรับมันแล้ว ในทางเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าทางเลือกเดิมไม่ดี”


      “หนูพูดถูกไหมคะ”



     “โตขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะเลยนี่” เธอว่าก่อนจะยกมือลูบหัวทุย ๆนั้นอีกครั้ง 

     เมื่อปีก่อนยังเป็นเด็กสาวที่ยอมรับความเจ็บปวดของการสูญเสียไม่ได้อยู่เลย


     “ก็เวทมนตร์ของคุณแม่มดวิเศษนี่คะ”



     “แล้วก็ ที่มอบรักให้หนูมหาศาล ที่เชื่อมั่นในตัวหนูเสียใหญ่โต แล้วก็” เธอจับมือของหล่อนเอามาแบไว้


     “มือนี้ที่คอยปัดเป่าความไม่ดีออกจากหัวใจหนู”  


     แล้ววางทับริมฝีปากบนฝามือเรียวยาวนั่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มมาให้

     
       
      “ขอบคุณนะคะ” 





      “ผมคิดว่ามันดีทีเดียว คุณในตอนนั้นคงจะวิเศษน่าดู”


       “ฉันคิดว่าฉันวิเศษเสมอค่ะ แม้แต่ตอนที่ฉันไม่ทำอะไรเลยก็ตาม”


        
       “แต่คุณจะยิ่งวิเศษกว่าทุกครั้งเมื่อคุณเริ่มปริปากพูด และร่ายมนตร์พวกนั้นให้เด็ก ๆของคุณฟัง—ผมคิดว่านะ”


  
     “ตอนนี้ล่ะคะ”


   
     “ครับ??”



    “ฉันดูวิเศษรึเปล่า”


    “แน่นอนครับ คุณวิเศษเสมอ”



     ฉัยส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดเย้าในสิ่งที่ทำเอาพ่อหนุ่มน้อยคนนี้แสดงท่าทางที่หลุดจากการวางมาดเดิมมาโดยตลอดจนได้


     เขามักวางตัวสบาย ๆ กับฉัน แต่ก็ดูห่างเหินเต็มที บ่อยครั้งฉันก็นึกแปลกใจกับท่าทีของเขา เขาดูแปลกกว่าทุกคนที่ฉันเคยเจอ เขามาร้านเหล้าแต่กลับสั่งกาแฟมาดื่มเสียนี่


     “ตอนนี้ฉันวิเศษเพราะได้อยู่กับคุณต่างหากล่ะคะ”


       และแน่นอนค่ะ ตานั่นเขินเสียจนทำแก้วกาแฟร่วง ช่างเป็นเด็กน้อยอ่อนหัดเสียจริง



      นั่นทำให้ฉันค้นพบความหลับบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา คือเหตุผลที่เขามานั่งบาร์ทุกเย็นวันอาทิตย์แต่กลับสั่งกาแฟทุกครั้งที่มา 


     และทุกครั้งที่มา เขาก็มักจะนั่งคุยกับฉันเสมอจวบจนถึงเวลาปิดร้าน เขาเรียกฉันว่าคุณแม่มดอย่างที่เด็ก ๆ ในตรอกนี้เรียก ไม่เคยมีผู้ใหญ่คนไหนเรียกฉันแบบนี้ นอกเสียจากว่าพวกเขาจะยกยอให้ฉันอยู่เหนือกว่าทุกสิ่งที่ธรรมดา 




     “เอ่อแล้วหลังจากนั้นเป็นยังไงต่อเหรอครับ” เขาเปลี่ยนเรื่อง


     “เมื่อผันเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ก็ให้ทิ้งเราในฤดูกาลเดิมไปเสีย มนุษย์เรามันก็อย่างนี้ไม่ใช่หรือคะ ปลอกเปลือกตัวเองอยู่เสมอ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” 


      ฉันว่าพลางไขว้ขาขึ้น เอนตัวพิงโซฟาสีแดงเข้มอย่างนึกเบื่อหน่าย


     “ส่วนจะลืมหรือจดจำมันหรือไม่นั้นก็อีกเรื่อง เราทุกคนล้วนเชียวชาญในการจดจำบางสิ่งบางอย่างแต่บกพร่องในเรื่องของการลืมเลือน นั่นถือเป็นความสามารถส่วนบุคคลรึเปล่านะ” 


      ฉันวางท่าถือดีในคำพูด ใครเห็นคงจะไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่ฉันชอบการได้วางมาดแบบนี้ และฉันรู้ว่าเขาก็เหมือนกัน



      “แต่คุณก็จำเรื่องของเด็กสาวตำหนิสีชมพูคนนั้นได้ แถมยังเอามาเล่าให้ผมฟังเสียละเอียด”




     “นั่นเพราะฉันมีความสามารถยังไงล่ะคะ”



      “ครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น”



   
       “แต่เด็กคนนั้นน่ะ เมื่อถึงคราวฤดูหนาวก็จดจำตัวเองในฤดูร้อนไม่ได้เสียแล้ว”



       “มันดีหรือไม่ดีล่ะครับ”



      “นั่นแล้วแต่คุณจะเชื่อว่ามันดีหรือไม่ดีนี่คะ”




อย่าได้ลืมว่าเราเป็นที่รัก อย่าได้ลืมว่าตัวคุณรักคุณมากแค่ไหน

       

   Milkhoney—เขียน
   ขอให้ได้เจอร้านหนังสือแสนวิเศษกับแม่มดที่มีพลังเวทย์ท่วมท้นคนนี้ในทุกหนทุกแห่งของการเติบโต








SHARE
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments

amatory
5 months ago
เราโชคดีจังเลยค่ะที่เปิดมาเจอบทความของคุณ มันช่วยฮีลใจเราได้ดีมากๆเลย อยากให้ใครอีกหลายๆคน โชคดีแบบเราจังเลยค่ะ ขอให้มีคนเข้ามาเจอบทความนี้ของคุณเยอะๆนะคะ 🤍
Reply
DayBlue
11 days ago
ขอบคุณนะคะ :-)
Reply