มิติคู่ขนานในความคิด
 
หนังสือเรื่อง “แดนฝันปลายขอบฟ้า” ของ ฮารุกิ มุราคามิ ผมเริ่มอ่านบทแรกๆด้วยความงุนงง แต่พออ่านไปเรื่อยๆจนเนื้่อเรื่องเฉลยปมและปรับความเข้าใจของตัวเองให้ถูกต้อง ผมกลับพบว่าไอเดียในการเขียนเรื่องนี้มันสุดล้ำมากๆ ยกให้เป็นอัจฉริยะด้านการประพันธ์นิยายอีกคนเลย ไอเดียหนึ่งที่ผู้เขียนนำเสนอก็คือ หนทางการเป็นอมตะอาจจะไม่ใช่การยืดขยายเวลาให้ใหญ่ออกไป แต่อาจจะเป็นการซอยย่อยเวลาลงเล็กไปเรื่อยๆจนเข้าใกล้ค่าอนันต์ เปรียบเทียบได้กับการสลักสารานุกรมทั้งหมดลงบนจุดหนึ่งของไม้จิ้มฟัน กล่าวคือไม่ได้สำคัญว่า Hardware อย่างไม้จิ้มฟันหรือท่อนซุงเราจะยาวแค่ไหน แต่สำคัญว่าซอฟต์แวร์ของเราผ่านกระบวนการแปลรหัสที่ดีเพียงไร นี่คือมุมมองที่ผมเข้าใจจากที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

มุมหนึ่งมนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ผ่านวิวัฒนาการมามากมาย อายุขัยเพียงเศษเสี้ยวของอายุโลก และมองขยายด้วยกล้องจุลทรรศน์ไม่เห็นเมื่อเทียบกับมุมมองอายุขัยของจักรวาล แต่ในทางกลับกันจิตสำนึกของเราตอนนี้อาจจะถือเป็นจักรวาลทั้งจักรวาล “เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” ของเรอเน เดการ์ต สรุปความหมายในมุมมองนี้ไว้ เนื่องจากเรายังไม่เคยตายจึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหาก จิตสำนึกเราหยุดการทำงานลง โลกและจักรวาลจะหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่ด้วยหรือไม่ แท้จริงแล้วชีวิตคนอื่นที่ควรมีสิทธิมนุษยชนเท่าเทียม เป็นเพียงตัวประกอบให้จักรวาลของเราสมบูรณ์ในความหมายที่เชื่อมากขึ้นหรือไม่

จิตคนเราเป็นแค่ก้อนเซลล์ประสาทนำกระแสไฟฟ้าและสารสื่อประสาท หรือจริงๆซ่อนความยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนจักรวาลเอาไว้ มุมหนึ่งเป็นแค่วัตถุชิ้นเล็กๆ แต่อีกมุมหนึ่งอาจจะเป็นวัตถุเล็กๆที่บรรจุซอฟต์แวร์สำคัญมหาศาล นำมันไปเสียบให้ถูกที่แล้วคีย์รหัสที่ถูกต้องโลกทั้งหมดอาจจะเปลี่ยนไป เป็นกล่องดำที่มนุษย์พยายามคิดชื่ออย่าง Id, Ego, Superego และอื่นๆมาเรียกขานมัน แต่ก็ยังไม่เข้าใจกระบวนการทำงานที่แท้จริงของมัน

หากโลกในความคิดที่เราสร้างมีความแจ่มชัดพอและเรามีความเชื่อในมันมากพอ สุดท้ายการรับรู้อาจจะสับเปลี่ยนจากโลกความจริงที่เป็นอยู่ไปอยู่ในโลกที่เราสร้างขึ้นเหมือนโลกคู่ขนาน สิ่งที่กล่าวมาอาจจะดูมีลัทธิชวนเชื่อหรือทฤษฎีสมคมคิด แต่ในอนาคตสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้ ทุกวันนี้เราไม่แปลกใจที่เห็นคนเหินเวหาโดยเครื่องบิน ในขณะที่สมัยก่อนคนที่คิดจะบินกลับถูกมองว่าเป็นคนนอกรีตหรือเสียสติ นิยายวิทยาศาสตร์ปูรากฐานหลายอย่างที่กลายมาเป็นความจริงในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาเราอาจจะยังไม่มีการสลับเปลี่ยนโลกความจริงไปสู่โลกที่เราสร้างในความคิดอย่างฉับพลันเฉกเช่นการฝัน แต่เมื่อสังเกตุดูดีๆจะพบว่ากระบวนการมันมีความแนบเนียนยิ่งกว่านั้น นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆที่เคยเป็นเพียงจินตนาการ ปัจจุบันเริ่มมาโลดแล่นในความเป็นจริงมากขึ้น เหมือนในสมองเรามีชุมสายสองทาง ที่ดั้งเดิมจะแยกออกจากกันชัดเจนได้แก่การรับรู้ในความเป็นจริง และรับรู้ในจินตนาการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปชุมสายทั้งสองอาจจะเกินการหลอมรวมและรั่วไหลเข้าหากันในบางส่วน สิ่งที่อยู่ในความเป็นจริงเข้าไปเป็นวัตถุดิบให้กับโลกจินตนาการ จากนั้นสองมือของเราก็สร้างให้สิ่งในจินตนาการมาโลดแล่นได้ในความเป็นจริง รถรา ตึกสูง และอินเตอร์เน็ตที่เราใช้กันเป็นปรกติทุกวันนี้ก็คือการรั่วไหลจากโลกจินตนาการที่มนุษยชาติมีร่วมกันมาในอดีต

แต่การย้ายตนไปอยู่ในโลกคู่ขนานในระดับปัจเจกนั้นอาจจะต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ายิ่งกว่านี้ หรือไม่แน่ที่ผ่านมาอาจจะมีคนทำได้แล้ว แต่ไม่มีสิ่งใดมาช่วยยืนยันว่าเขาเหล่านั้นสัมผัสอีกโลกมาจริงๆ อาจจะเป็นคำบอกเล่าเช่น การได้เห็นวิญญาณ การได้ไปเยี่ยมเยือนภพภูมิต่างๆซึ่งต้องมาอาศัยการพิสูจน์อีกทีว่าเป็นความจริงหรือไม่ การฝึกฝนทางจิตที่เป็นภูมิปัญญาจากสมัยก่อนอาจพาเคลื่อนย้ายเข้าสู่มิติคู่ขนานได้ก่อนเทคโนโลยีหลายพันปี

เหมือนคลื่นเสียงหรือแสงที่ระดับความถี่อยู่เกินการรับรู้ของธรรมชาติระบบประสาทของมนุษย์ ที่สัตว์อื่นอย่างสุนัข แมว และค้างคาวสามารถรับได้ มิติอื่นก็เช่นกัน หากสมองเราสามารถปรับตัวเองให้รับรู้คลื่นความถี่ให้เข้ากับมิตินั้นได้ ก็อาจจะสามารถรับรู้และรู้สึก ทั้งนี้อาจรวมถึงมิติที่เราสร้างขึ้นมาในจิตนตนาการของเราเองด้วย เครื่องมืออยู่ในกล่องดำที่รอวันถูกเปิดข้างในหัวของเราอย่างพร้อมสรรพ
SHARE
Written in this book
Daily Write : Life Lighter
บทความแชร์ประสบการณ์ ไอเดีย และสร้างแรงบันดาลใจ วันละบท (เป้าหมายที่ 100 ep.)
Writer
superwins
รอคนหลงเข้ามาอ่าน
พูดคุยกับจิตใจผ่านตัวอักษร

Comments