BLOOM (2)





3. ดอกบานไม่รู้โรย


บางทีพี่วาอาจเป็นบั๊กในชีวิตของเจ้าแก้ว—ติดแน่นอยู่ในห้วงความคิดยากจะสลัดให้หลุด



ดอกบานไม่รู้โรยดอกหนึ่งเบ่งบานอยู่ริมทาง บนช่องว่างระหว่างพื้นซีเมนต์แตกระแหง มีดินเพียงน้อยนิด ไร้ซึ่งการดูแลทะนุถนอมใด ๆ แต่มันก็ยังอุตส่าห์เกิดขึ้นมาได้ เกิดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและดื้อรั้นทว่าสวยงาม

อีกครั้งที่เจ้าแก้วคิดถึงพี่วา

ดอกบานไม่รู้โรยดอกหนึ่งเบ่งบานอยู่ในสวนของเขาเหมือนกัน เขาค่อย ๆ ทะนุถนอมมันตั้งแต่ยังเป็นเมล็ดจนกระทั่งมันเติบโตผลิบานเป็นดอกสีม่วงเข้มสะดุดตา สองมืออบอุ่นของเขารินรดหยดน้ำลงบนดิน โปรยปุ๋ยบำรุงดูแลเป็นอย่างดี บรรจงหยิบหนอนตัวเล็กที่เกาะกินใบเขียวสดออกไปอย่างนุ่มนวล เฉดสีคาราเมลในดวงตาดูอ่อนลงหนึ่งเฉดเมื่ออยู่ท่ามกลางแสงตะวัน

ไม่รู้ทำไม แต่เจ้าแก้วชอบมอง

เคยคิดว่าตอนที่พี่วายิ้มน่ะน่ามองแล้วแต่ไม่คิดเลยว่าแม้กระทั่งตอนที่เขาร้องไห้ก็ยังน่ามอง

“พี่ยังดีไม่พออีกเหรอ ยังพยายามไม่พออีกรึไง”

ไหล่หนาแข็งแรงของเขาลู่ลง สองมือปิดหน้าราวกับจะแอบซ่อนใบหน้าอันอ่อนแอนั้นแต่กลับไม่สามารถเก็บกั้นหยาดฝนหยดน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากสองตานั่นได้ ความเปราะบางปริร้าวส่งผ่านทางกระแสเสียงสั่นไหวไปหมดทั้งสรรพางค์กาย

เจ้าแก้วพูดไม่เก่ง ปลอบคนก็ยิ่งไม่เก่ง

เขาเลยทำเพียงแค่ดึงร่างนั้นมาไว้ในอ้อมกอด ให้ไออุ่นจากตัวเขากระซิบบอกทิวากรว่าไม่เป็นไร ต่อให้คนทั้งโลกฉีกความภาคภูมิใจนั่นจนไม่มีชิ้นดี ต่อให้บรรณาธิการคนนั้นจะพร่ำบอกว่ามันเป็นงานเขียนที่ขายไม่ได้และไม่ควรค่าจะซื้อไปตีพิมพ์ ต่อให้ไม่มีใครเหลียวแลโลกแห่งตัวอักษรที่เขาเพียรพยายามสร้าง

แต่ไม่เป็นไรหรอก เจ้าแก้วจะอยู่ตรงนี้กับเขา

“ขอโทษนะที่ต้องให้มาเห็นอะไรแบบนี้”

พายุฝนยังปนอยู่ในแก้วเสียง ดูเปราะบางต่างจากทิวากรคนที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มและเปล่งประกายอบอุ่นในแววตา ดวงตาสวยคู่นั้นที่เจ้าแก้วชอบมองมันตอนนี้กลับแดงช้ำไปหมดแล้ว ดูเหมือนกลีบดอกเดซี่ในวันฝนพรำ

เด็กหนุ่มไม่ได้เช็ดหยดน้ำตาบนแก้มใส เขาปล่อยให้มันหลั่งไหลอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้มันชะล้างฝุ่นละอองในหัวใจของทิวากรให้หมด ปล่อยให้อ้อมแขนของเขาซึมซับหยาดหยดแห่งความเศร้า รับรู้และแบ่งปันเศษเสี้ยวความรู้สึก แบกรับมันร่วมกัน

“อย่าคิดมาก พี่ร้องไห้ได้เท่าที่ต้องการเลย” มือหนาใหญ่ลูบแผ่วเบาบน กลุ่มผมฟูนุ่ม “ถือว่าเป็นการผลัดกันปลอบนะ ตอนผมร้องไห้พี่ยังอยู่กับผมเลย” ก็เลยยิ่งทำให้พายุฝนบนนัยน์ตาสีคาราเมลนั้นยิ่งโหมกระหน่ำหนักกว่าเดิม

ทิวากรอาจคิดว่าการที่ร้องไห้ต่อหน้าเด็กหนุ่มที่อ่อนกว่าตัวเองถึงห้าปีนั้นเป็นเรื่องน่าสมเพชแต่ในสายตาของเจ้าแก้ว—มันตรงกันข้ามเลยต่างหาก

น้ำตาของทิวากรงดงามมาก

ดูราวกับดวงดาวที่พยายามจะเปล่งแสงในจักรวาลกว้าง เป็นสิ่งมีชีวิตที่กระเสือกกระสนอยู่ในทะเลแห่งกาลเวลา กัดฟันสู้เพื่อไขว่คว้าประกายแสงเป็นของตนเอง แบกรับบาดแผลและก้าวเดินต่อไปในทางที่ตนเองเชื่อมั่น ร้องไห้จนสุดหัวใจก่อนจะหัวเราะ

เจ้าแก้วคิดว่ามันงดงามเหลือเกิน

“ขอบคุณนะครับน้องเจ้าแก้ว”

ชายหนุ่มคนนั้นเช็ดน้ำตาเมื่อกล่าวคำนั้น รอยยิ้มของเขาดูราวกับสายรุ้งงามหลังพายุฝน

ดอกไม้ดอกหนึ่งกำลังค่อย ๆ แย้มบานอย่างเชื่องช้าในหัวใจของเจ้าแก้ว

มันอาจจะเหมือนกับดอกบานไม่รู้โรยดอกนั้นที่เกิดและเบ่งบานไสวแม้ไม่มีใครต้องการให้มันเกิด หากแต่เมื่อมันเบ่งบานแล้วก็ยากจะโรยราไปง่าย ๆ —เจ้าแก้วหลับตาแน่น เรียกสติตัวเองให้กลับมายังปัจจุบัน ดึงความคิดตัวเองให้ออกห่างจากพี่วาอย่างยากเย็น อย่าโดนความหวานนั้นล่อลวงเอาเชียว เขาพยายามเตือนตัวเองว่าอย่างนั้น ภาพความขื่นขมระทมทุกข์ของผู้เป็นแม่ยังหลอกหลอนอยู่ทุกคืนวัน จงอย่าลืมว่าความรักโหดร้ายได้มากเพียงใด

“พี่คงเศร้าน่าดูถ้าเป็นงั้น”

เสียงแหบหวานเศร้าเคล้าด้วยกระแสออดอ้อนยังแว่วมาในความคิด

ดวงตาสีคาราเมลอบอุ่นวาบวับทาบทับกับแววตาร้าวรานของมารดา

เจ้าแก้วเห็นความรักอยู่ในดวงตาคู่นั้น มันมิใช่ความรักอันเน่าเปื่อยใกล้ ผุสลายเหมือนที่ปรากฏในแววตาของแม่ และก็ไม่ใช่ความรักอันฉูดฉาดด้วย แรงปรารถนาเหมือนที่เขาเคยพบเจอในดวงตาของใครหลายคน สิ่งที่อยู่ในนั้นคือความอบอุ่น คือเฉดสีอันนุ่มละมุนชวนให้สบายใจ คือแสงสว่างที่เขาอยากอยู่ใกล้

ความรักคือยาพิษและเจ้าแก้วไม่ปรารถนาจะดื่มกลืนยาพิษลงคอ

แต่ถ้าหากยาพิษนั้นคือพี่วา การห้ามใจไม่ให้ดื่มก็ดูยากเย็นเสียเหลือเกิน





ในบางวันทิวากรจะหอบหิ้วของสดมากมายจากซุปเปอร์มาเก็ตมาที่บ้านของเจ้าแก้วเพื่อทำมื้อเย็นให้เด็กหนุ่ม เหตุเพราะกล่องอาหารแช่แข็งที่วางเรียงรายอยู่ในตู้เย็นทำให้ความเป็นพี่ชายของทิวากรเลยกำเริบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

รู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็ใช้เวลาในบ้านไม้หลังนั้นในทุกวัน

เขาลบเลือนความเงียบงันด้วยสรรพเสียงอันอบอุ่นที่เกิดขึ้นจากตัวเขา ทั้งเสียงหัวเราะในตอนที่เขาดูการ์ตูนอนิเมชั่น เสียงโวยวายในตอนที่เขาเล่นเกมเพลย์สเตชั่น เสียงฮัมเพลงแว่วหวานในตอนที่เขาทำกับข้าว

เจ้าแก้วชักจะชอบการที่มีทิวากรอยู่ในชีวิต

วูบหนึ่งในความคิดก็เริ่มอยากจะอยู่กับเขาต่อไปให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย

ความคิดที่จะกลายเป็นดอกไม้ไร้จิตวิญญาณของเขากำลังสั่นคลอน บางทีเขาอาจเสแสร้งหลอกตัวเองว่าไม่ต้องการอยู่บนโลกใบนี้แล้ว เขาอาจหลอกตัวเองมาตลอดว่ามิได้ต้องการความรักเลยแม้แต่น้อย เลือกจะขังเด็กชายเจ้าแก้วคนนั้นไว้ในห้องหนึ่งในหัวใจ แสร้งทำเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตน

เปราะบางเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ

ในบางวันเจ้าแก้วจะถือโอกาสขอให้คนโตกว่านอนค้างที่นี่ อ้างเรื่องฝนตกบ้าง ดึกเกินไปบ้าง—ข้ออ้างทั้งนั้นแหละ เจ้าแก้วแค่อยากตื่นเช้ามาแล้วเจอรุ่นพี่คนนั้นยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ที่สวนหน้าบ้านหรือคนข้าวต้มหอมกรุ่นอยู่ในครัว

เจ้าแก้วชอบการที่ตื่นมาแล้วเห็นทิวากรอยู่ตรงนั้น

เหมือนอย่างวันนี้ที่ลืมตาตื่นมาแล้วเห็นเขานั่งตาแป๋วอยู่ข้างเตียงพร้อมกับกล้องฟิล์มในมือ ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้างแทนคำว่าอรุณสวัสดิ์ สว่างไสวเหมือนพระอาทิตย์

“อะไร พี่แอบถ่ายผมตอนหลับ โกงนี่นา”

เสียงยังฟังดูง่วงงุน เขาเอื้อมไปลูบแก้มกลมด้วยความเคยชิน นึกมันเขี้ยวขึ้นไปอีกเมื่อรุ่นพี่คนนั้นหยีตาเล็กน้อยคล้ายว่าไม่ชอบให้จับแก้มแต่ก็ไม่ยอมลุกหนี คนเด็กกว่าก็เลยยิ่งได้ใจ เขาบีบแก้มนุ่มเบา ๆ เข้าให้อีกหนึ่งทีและหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินเสียงโวยวาย

“หิวรึยัง พี่ทำข้าวผัดไว้ให้แหนะ อยากกินไหม?”

ทิวากรทำท่าจะลุกไปตักข้าวผัดให้แต่เจ้าแก้วคว้ามือไว้เสียก่อน

“เดี๋ยว” เด็กหนุ่มกระซิบเสียงแผ่ว “อยู่กับผมตรงนี้ก่อนนะ” เมฆฝนตั้งเค้าขึ้นในดวงตา

“อือ เป็นอะไรรึเปล่า?”

“ฝันร้ายนิดหน่อย”

ฝันเดิม ๆ ที่หลอกหลอนเขาอยู่เสมอ—แสงจันทร์สะท้อนบนเงาวาววามของหยดเลือด บาดแผลเหวอะวิ่นบนผิวเนื้อสีซีด สีม่วงครามของไฮเดรนเยียบนผิวนวลผ่อง กิ่งก้านเขียวขจีบนปลายนิ้ว รอยยิ้มแสนเศร้าและสิ้นหวัง

บ้านสีเบจว่างเปล่าที่เหลือเพียงแค่เขาคนเดียว

ก้องสะท้อนด้วยเสียงจั๊กจั่นดังแว่วในความเงียบงัน

“โอ๋ แค่ฝันเอง ตอนนี้ตื่นแล้วไง”

ความอบอุ่นในน้ำเสียงของทิวากรฟังดูเหมือนแสงอาทิตย์หลังฝนตก เหมือนแสงแรกของทิวาวารที่ขับไล่ความมืดมิดและเหน็บหนาวให้อันตรธานหายไป

ทิวากร—เขาเหมาะกับชื่อนั้นเสียจริง ๆ

“กอดได้ไหม?”

ฟังดูเหมือนคำอ้อนวอนมากกว่าการขออนุญาต เจ้าแก้วไม่ต่างจากเด็กหลงทาง ดวงตาของเขากำลังร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยดหลั่งริน ทิวากรดึงเขาเข้ามากอดก่อนจะตอบด้วยซ้ำ อ้อมกอดของเขาอบอุ่นและกรุ่นด้วยกลิ่นหอมอ่อนละมุน แว่วเสียงหัวใจดังสม่ำเสมอชวนให้รู้สึกสงบ

“ต้องได้อยู่แล้วสิ” แว่วเสียงกระซิบดังอยู่ข้างหู

ทิวากรหาเด็กชายเจ้าแก้วคนนั้นเจอเสมอ

วินาทีนั้นเจ้าแก้วก็รู้ตัวว่าดอกไม้ดอกนั้นบานสะพรั่งเกินกว่าที่เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นมันอีกต่อไป




4. ดอกทิวา

เรือนไม้สีเบจของเจ้าแก้วมีต้นทิวารายล้อมรอบตัวบ้านเป็นทิวเขียวขจีอยู่ติดกับรั้วไม้สีขาวหม่น กลิ่นของมันหอมอวลในยามกลางวันสลับกับกลิ่นปีบหอมฟุ้งเมื่อยามราตรี เติบโตและงอกงามสะพรั่งด้วยมวลดอกสีขาวพราวสะอาดราวกับหมู่เมฆดารดาษบนท้องฟ้าครามยามทิวาวาร

เจ้าจอมเคยจะตัดมันทิ้งในวันที่ผู้ชายคนนั้นเดินออกจากบ้านไป

หากแต่น้ำตาและเสียงอ้อนวอนของมารดารั้งเด็กสาวไว้ไม่ให้ถอนรากถอนโคนต้นไม้ที่น่าสงสารนั่น

ถึงแม้ยามเมื่อรักร้างราจากไปแล้วแต่ร่องรอยแห่งความหวานหอมของมันกลับยังตราตรึงในหัวใจของหล่อนมิคลาย ดอกไม้เหล่านั้นคือหลักฐานที่หลงเหลืออยู่

และทิวากรนั่งอยู่ตรงนั้น—บนชิงช้าไม้ใต้ต้นหางนกยูงฝรั่งสีแสดแสบตา ด้วยความเป็นคนตัวเล็กของเขาทำให้สองขานั่นลอยจากพื้นนิดหน่อย แสงอาทิตย์อ่อนจางยามบ่ายส่องลอดผ่านร่มไม้ใบบังตกกระทบห่มคลุมบนตัว เขากำลังใช้ปลายนิ้วหมุนก้านดอกทิวาไปมาในมือ ดวงตากลมทอดมองดอกไม้ดอกกระจ้อยร่อยนั่น มีรอยยิ้มน้อย ๆ ประปรายบนใบหน้า เมื่อรู้ตัวว่าถูกมองอยู่จึงเงยหน้าขึ้นแล้วส่งยิ้มให้

“ดอกทิวาบ้านน้องเจ้าแก้วนี่ขึ้นดีจังเลยเนอะ ขาวสะพรั่งไปหมดเลย” น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาไม่ต่างจากประกายในแววตา “หอมดีด้วย” ทิวากรยื่นดอกไม้ดอกนั้นในมือให้คนตรงหน้าดม

กลิ่นหอมหวานโชยอ่อนอยู่ปลายจมูก มันผสมรวมกันระหว่างกลิ่นดอกไม้และกลิ่นน้ำหอมจากตัวของเขา

“อือ พี่ชอบเหรอ?”

เจ้าแก้วรับดอกไม้ดอกนั้นไว้ในมือ ปลายนิ้วสัมผัสกันชั่วขณะ กระตุกวูบขึ้นในหัวใจใครคนหนึ่ง

“อื้อ ก็น่ารักออกนี่นา” คำตอบแสนสั้นเรียบง่าย “ชื่อเดียวกับพี่ด้วย บังเอิญ ดีจัง” รวมถึงรอยยิ้มนั่นก็น่ารักเสียเหลือเกิน อีกครั้งที่เจ้าแก้วละสายตาจากเขาไม่ได้จนคนถูกมองต้องเอ่ยถาม “อะไรเหรอ?”

ภาพของทิวากรซ้อนทับกับภาพรอยยิ้มของแม่

ดวงตาเปี่ยมความรักนั้นช่างสวยงามไม่ต่างกัน

“เปล่า”

เจ้าแก้วระลึกได้ว่าครั้งหนึ่งก่อนที่แม่จะเหี่ยวเฉาโรยราด้วยแรงแผดเผาแห่งความไม่รัก ครั้งหนึ่งนั้นแม่เคยเบ่งบานได้งดงามเพียงใด เมื่อหล่อนมีประกายหวานในแววตา เมื่อหล่อนมีความชื่นมื่นฉ่ำหวานในน้ำเสียง

เมื่อหล่อนมีความรัก

“แค่คิดถึงแม่” เด็กหนุ่มกระซิบพึมพำกับตัวเอง “แม่ผมก็ชอบดอกทิวา”

เสียงของหล่อนเปี่ยมด้วยความสุขเมื่อหล่อนพูดถึงวันที่ปลูกต้นไม้นั้นร่วมกันกับชายผู้เป็นที่รัก เมื่อหล่อนบอกเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันกับเขา สิ่งที่เขาดลบันดาลให้หัวใจหล่อนรู้สึกและผลักดันให้หล่อนพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

ในเงามืดที่เจ้าแก้วเคยหวาดกลัว

แท้จริงแล้วก็แอบซ่อนกอดอกไม้งามอยู่





เมื่อยามราตรีมาถึง เจ้าแก้วยังคงไปทำงานที่บาร์ลึกลับแห่งนั้นเหมือนเคย

เด็กหนุ่มนั่งเล่นกีต้าร์อยู่บนเวที คล้ายว่าบทเพลงรักที่เขาเล่นจะหวานกว่าทุกที ดวงตาสีนิลกาฬถูกดึงดูดให้มองไปที่ร่างเพรียวของทิวากรที่นั่งจิบวิสกี้อยู่ไม่ไกลจากเวที หลอมรวมความเหงาเข้ากับทะเลดาวสีชาในดวงตาคู่สวย

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่รู้สึกชินกับการหันไปหาแล้วเจอเขานั่งอยู่ตรงนั้นและก็ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ดวงตามักจะไล่มองหาเขาอยู่เสมอ

แต่ให้ตายเถอะ วันนี้ทิวากรใส่เสื้อเชิร์ตซีทรูสีดำปลดกระดุมเกือบถึงสะดือ

เข้าใกล้คำว่าร้อนเร่าเย้ายวนเลยล่ะ โดยเฉพาะเมื่อมีดวงตาคู่นั้นเป็นส่วนประกอบ—ดวงตาที่ราวกับน้ำจัณฑ์อำพันใส หวานลื่นคอทว่าก็มอมเมาให้ลุ่มหลง เพียงแค่เขาปรายตามองและแย้มยิ้มก็แทบฆ่าคนตายได้

ทิวากรมีเสน่ห์แบบนั้นเสมอ

เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความอ่อนละมุนนุ่มนวลและความเผ็ดร้อนน่าค้นหา เขาสามารถอบอุ่นอ่อนโยนได้พอ ๆ กับที่ร้อนแรงดั่งไฟกัลป์

และคืนนี้ดูเหมือนดอกทิวาดอกนี้จะหอมฟุ้งยวนใจแมลงที่รายล้อมเหลือเกิน เจ้าแก้วรับรู้ได้ถึงสายตามากมายที่กำลังจับจ้องรุ่นพี่คนนั้น ความรู้สึกเผ็ดร้อนบางอย่างโหมไหม้ลามเลียในอก เขาหงุดหงิดเสียจนแทบร้องเพลงไม่จบ มันพยศอยู่เหนือเหตุผล ดิ้นรนทะยานอยากจะออกมาทางสายตาและคำพูด

“กระดุมน่ะ มีก็ติดบ้างนะครับ” ความหงุดหงิดพร่าพรายในน้ำเสียง เขาถือวิสาสะโอบไหล่คนตัวเล็กกว่าพาไปหลังเวที หลบซ่อนจากสายตาน่ารำคาญพวกนั้น “หวงเนื้อหวงตัวบ้างก็ได้ ไอ้พวกหมาป่านั่นจ้องจะกินพี่ทั้งตัวอยู่แล้ว”

เด็กหนุ่มบ่นกระปอดกระแปด พ่นลมหายใจฟึดฟัดเหมือนเด็กโดนขัดใจ ยิ่งขัดใจไปใหญ่เมื่อเห็นทิวากรยังคงแย้มยิ้มราวกับเป็นเรื่องขบขันเสียเหลือเกิน

“อะไรกันน้องเจ้าแก้ว หวงพี่รึไง?”

สุ่มเสียงฟังดูคล้ายกำลังหยอกเย้า ดวงตากลมพรายพะยับวิบวับ วูบหนึ่งในความคิดเจ้าแก้วอยากจะกดจูบลงสักครั้งบนปากเชิด ๆ นั่นสักครั้งให้หายมันเขี้ยว เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้แต่กลับเป็นความพ่ายแพ้ที่หอมหวาน เป็นกับดักที่เขาอยากกระโดดลงไปซะเอง

อันตราย อันตรายจังวะ

“แม่งเอ๊ย—ผมจะทำยังไงกับพี่ดีวะ”

ร่างสูงเสยผมแรงๆ อย่างหงุดหงิด เขาไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดี เหมือนอยู่ดีๆ ก็มีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณระวังภัยของเขากำลังทำงาน มันกำลังพยายามต่อต้านเพื่อป้องกันตัวเอง

“โถ่ ต้องโมโหกันขนาดนั้นเลยเหรอ พี่ทำกับข้าวง้อจะหายโมโหไหมครับ?”

แต่ดวงตาและน้ำเสียงอ้อน ๆ ของทิวากรทรงพลังทำลายล้างเหลือเกิน กำแพงอันแข็งแกร่งของเขาสั่นคลอนได้เพียงแค่รอยยิ้มเบาบางของคนตรงหน้า—ดอกไม้ดอกนั้นยังคงผลิบานไสวอย่างเงียบเชียบ ณ มุมใดมุมหนึ่งในหัวใจของเจ้าแก้ว

“พี่เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย”

เขายังแสร้งทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึงเหมือนว่าไม่พอใจเสียเต็มประดาทว่าสองตากลับไม่ให้ความร่วมมือเอาซะเลย มันคอยแต่จะเปิดเผยความลับในทุกครั้งที่มองหน้าทิวากร

“ไม่ได้ผลเหรอ?”

เจ้าของนัยน์ตาดั่งดาราพรายดูคล้ายไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดว่ามีผลอะไรกับใจของเจ้าแก้วบ้าง ในตอนที่ทำหน้าอ้อน ในตอนที่ทำเสียงหวาน ๆ

“...กิน” เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ทิวากรต้องขยับตัวเข้าใกล้อีกเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น กลิ่นน้ำหอมอ่อนละมุนจากตัวเขาโชยฟุ้งกรุ่นอยู่ปลายจมูก

“อะไรนะครับ?”

ตาใสมาก ดูเหมือนหยดน้ำผึ้งวาววามเปี่ยมด้วยชีวิตจิตใจ

เพราะส่วนสูงที่ต่างกันทำให้ทิวากรต้องช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อย เขาฉวยโอกาสเกี่ยวนิ้วชี้ของตัวเองเข้ากับนิ้วชี้ของเจ้าแก้ว ส่งผ่านความอบอุ่นของปลายนิ้วให้อีกคน อมยิ้มเล็กน้อยอย่างน่ารักเป็นที่สุด

“ถ้าพี่ทำก็กินไง” เจ้าแก้วอ้อมแอ้มในลำคอ เผลอคว้ามือคนตรงหน้ามากุมไว้ “หิวแล้ว คืนนี้นอนบ้านผมเลยนะ ไม่ต้องไปไหนแล้ว” เด็กสิบเก้าทำตัวเหมือนเด็กเก้าขวบที่กำลังงอแงไม่หยุด เขาไม่อยากให้ใครหน้าไหนมาแตะต้องพี่วาทั้งนั้น แม้ทางสายตาก็ไม่ชอบ

“เอ...เป็นแผนกักตัวพี่ไว้รึเปล่านะน้องเจ้าแก้ว” คนตาใสถามเจื้อยแจ้วด้วยรอยยิ้ม “หวงกันขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” ทิวากรอยากได้ยินคำนั้นจากเจ้าแก้ว ทั้งยังรู้สึกอยากแกล้งเด็กแก่แดดอีกสักหน่อย—โถ่ ก็นาน ๆ ทีเขาจะมีเห็นเจ้าแก้วตอนที่ทำตัวเหมือนเด็กแบบนี้นี่นา

“หวงสิ หวงมากด้วย”

ลูกแมวขี้หวงกลายร่างเป็นเสือตัวโต เสียงกระซิบเจือด้วยไอร้อนของความปรารถนา ดวงตาคมไล้เลียบนเรียวปากของทิวากร เหมือนว่าต้องการ เหมือนว่าอยากจูบ เร่งอุณหภูมิรอบข้างให้สูงขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการจับมือ

“พี่วา คืนนี้นอนที่บ้านผมเถอะนะ"

เจ้าแก้วกระซิบเสียงแผ่วและทิวากรก็ไม่ได้ปฏิเสธคำขอนั้น

“ได้สิ วันเกิดน้องเจ้าแก้วทั้งทีนี่นา พี่จะขัดใจได้ยังไง”

ชายหนุ่มสบตานิ่ง พรายรอยยิ้มอ่อนหวานเหมือนอย่างเคย เขากุมมือใหญ่ของคนตรงหน้าไว้อย่างหลวม ๆ มือคู่นั้นอบอุ่นและทำให้รู้สึกสงบเหมือนทุกที

ภายในเที่ยงคืนวันนี้เจ้าแก้วจะอายุครบยี่สิบ

และอาจเป็นวันสุดท้ายที่เขาอยู่บนโลกในฐานะมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณและหัวใจ





กว่าจะกลับมาถึงเรือนไม้สีเบจหลังนั้นเวลาก็ล่วงเลยเข้าไปเกือบเที่ยงคืนแล้ว เข็มสั้นของนาฬิกาชี้บอกเวลาที่เลขสิบเอ็ดแล้ว อีกไม่นานวันใหม่จะมาถึง—ทิวากรทำอาหารง่าย ๆ เป็นมื้อดึกให้กับคนเด็กกว่า มีเค้กช็อกโกแลตชิ้นเล็กให้กินเป็นของหวานตบท้าย เค้กชิ้นนั้นปักเทียนเล่มหนึ่งไว้ตรงกลางเพื่อเตรียมรอให้เจ้าของวันเกิดเป่ามันเพื่อขอพร

“พี่จะให้ผมเป่าขอพรทำไม เดี๋ยวผมก็กลายเป็นดอกไม้แล้ว”

เด็กหนุ่มตั้งคำถามหลังจากดับเทียนด้วยลมปากของเขา เจ้าแก้วดูสนอกสนใจดอกไม้บนเค้ก มองแล้วเหมือนแมวตัวโตไม่มีผิด น่าเอ็นดูเสียจนอดยิ้มไม่ได้

“น้องเจ้าแก้วจะไม่กลายเป็นดอกไม้หรอก”

ดวงตาสีคาราเมลระยิบวิบวับขึ้นเมื่อพูดประโยคนั้น ปากกระจับเชิดขึ้นดู ดื้อรั้นและหยิ่งทะนง

“ทำไมคิดแบบนั้น?”

เจ้าแก้วละสายตาจากดอกไม้บนเค้ก ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังอยากได้ยินว่ารุ่นพี่คนนั้นจะพูดอะไรต่อไป นึกหมั่นเขี้ยวปากเชิด ๆ นั่นขึ้นมาอีกแล้ว กึ่งขันกึ่งมันเขี้ยวคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน

“เพราะน้องเจ้าแก้วตกหลุมรักพี่แล้วไง”

โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดคำนั้นออกมาด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจเสียเหลือเกิน

เรียวปากกระจับของเขาฉีกยิ้มกว้าง ดวงตากลมโตหยีเป็นเส้นโค้ง วินาทีนั้นเจ้าแก้วก็ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เขายอมร่วงหล่นลงหลุมรักด้วยความเต็มใจ

“ใช่ไหมครับ? น้องเจ้าแก้วรักพี่แล้ว ถูกไหม?”

คำถามนั้นดูเหมือนคำบังคับให้พูดมากกว่า เจ้าแก้วก็เลยหัวเราะออกมาเบา ๆ —ใช่ เขาคงกลายเป็นดอกไม้อยู่ข้างพี่จอมไม่ได้แล้ว หัวใจเขาจะยังคงเต้นตุบด้วยหวานหอมแห่งรัก มอดไหม้ไปด้วยเผ็ดร้อนแห่งปรารถนาและอาจจะแหลกสลายกลายเป็นเศษซากในตอนสุดท้ายก็ได้

แต่เจ้าแก้วไม่กลัว—เขาไม่กลัวอีกต่อไป

“ครับ ผมรักพี่ครับ”

ดอกทิวาดอกนั้นครอบครองพื้นที่ในหัวใจเจ้าแก้วจนเกือบหมด มันส่งกลิ่นหอมอบอวลเกินกว่าจะปกปิดมันไว้ได้—เด็กหนุ่มยอมรับ ยอมรับทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในหัวใจเขา ก้าวข้ามผ่านความกลัวของตัวเองและเติบโตขึ้นอีกนิดหน่อย

ความรักอาจเป็นยาพิษ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งที่ปลุกความแข็งแกร่งในใจเราให้ฟื้นตื่นขึ้นมาได้ด้วย

ความรักอาจเป็นเงามืด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นดอกไม้อันสวยงาม

เจ้าแก้วอยากเรียนรู้มัน เจ้าแก้วอยากรักพี่วา

“พี่วา”

เด็กหนุ่มเอ่ยขานเรียก กลิ่นกายหอมกรุ่นจากคนตรงหน้าอบอวลโชยคลุ้งฟุ้งอยู่ มอมเมาสติให้เลือนหายและยากที่จะปฏิเสธ

“ครับ?”

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เรียวปากของใครสักคนน่าจูบได้ขนาดนี้ ความคิดนั้นบ่มเพาะในหัวของเจ้าแก้วมาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว และวันนี้เขาตัดสินใจปล่อยมันออกไปให้ทิวากรรับรู้ในที่สุด

“ผมอยากจูบพี่—ได้ไหม?”

มือของเขาวางอยู่ที่เอวคนตรงหน้า ดวงตาของเขาลามเลียบนกลีบปากสีสด หวามใจเหลือเกินตอนที่เห็นทิวากรแย้มยิ้ม กลิ่นหอมนั้นกรุ่นขึ้นกว่าเก่าตามความระอุของลมหายใจ ชายหนุ่มร่างเพรียวยกแขนขึ้นโอบรอบคอคนสูงกว่า สอดปลายนิ้วเข้าไปในกลุ่มผมนุ่มสีเข้ม ใกล้ยิ่งกว่าใกล้—ใกล้จนกระทั่งสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากหัวใจที่เต้นตุบอยู่ใต้ผิวหนังร้อนรุ่ม

“แล้วจะรออะไรล่ะ?”

เสียงกระซิบนั้นตัดเส้นกั้นบางอย่างให้ขาดสะบั้น เด็กหนุ่มแนบริมฝีปากลงบนกลีบปากเชิด ๆ ที่เคยนึกจินตนาการอยากจูบอยู่หลายครั้ง เป็นจูบที่ใจร้อนและรุนแรงเหมือนเด็กเพิ่งเคยลิ้มรสขนมหวานที่ถูกใจ เพริดไปกับเรียวปากนิ่มเพลินไปกับรสหวานของสัมผัสนุ่มนวล ทั้งคู่ผละออกจากกันเพียงเพื่อจะแนบติดกันใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำรวจและค้นหาในทุกส่วนของกันและกัน จมลึกลงในหลงใหลไร้ก้นบึ้ง

“ผมรักพี่นะครับ” เสียงแผ่วเบานั้นล่องลอยในอากาศ ซึมซาบลงไปในหัวใจของคนทั้งคู่

ดอกทิวาดอกนั้นแบ่งบานอย่างงดงามในใจของเจ้าแก้ว



สวัสดีค่ะ ถึงคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้

สนุกกันไหมคะที่เพิ่งอ่านจบไป เราหวังว่าคุณจะชอบเรื่องราวของเรานะคะ เพราะเราเองก็แต่งสุดฝีมือเหมือนกัน 

เรื่องนี้รู้สึกว่าจะเขียนออกมาหวานกว่าเดิมนิดหน่อย

รู้สึกเหมือนไม่ได้เขียนแนวนี้นานแล้ว เพราะปกติเราเขียนแนวเขินแล้วด่าหรือไม่ก็แฟนเด็กกวนส้นเท้ามาโดยตลอดพอมาเขียนเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาวหวานกรุบขึ้นมาเลย แหะ

ในเรื่องนี้เราใช้ดอกไม้เป็นตัวเดินเรื่องหลายดอกเลย มีใครเข้าใจมั้ยน้าว่าแต่ละดอกหมายถึงอะไรบ้าง

บอกตรงๆ ว่าตอนเลือกดอกไม้มาใช้ก็ปวดกบาลเหมือนกันค่ะ

แต่พอแต่งเสร็จก็รู้สึกว่าออกมาสวยอย่างที่ใจคิดเลย คุ้มค่ากับที่นั่งปวดกบาลและหลังขดหลังแข็งพิมพ์

ว่าแต่วันนี้ดอกไม้บานในใจรึยังคะ?

ตกหลุมรักใครสักคนแล้วรึยัง?

อย่ากลัวที่จะตกหลุมรักเลยนะคะ จงอย่ากลัวที่จะใช้หัวใจรักใครสักคน เพราะสุดท้ายแล้วความรักมักจะให้อะไรแก่เราเสมอ อาจเป็นความทรงจำที่ดี อาจเป็นบทเรียนที่แสนเจ็บปวด อาจเป็นรอยแผลเป็นแห่งเกียรติยศ เป็นแรงผลักดัน เป็นความอบอุ่น

จงใช้หัวใจรักต่อไปเถอะค่ะ

ที่สำคัญเลยนะคะ อย่าลืมรักตัวเองด้วย



แด่คุณทุกคนผู้ร่วงหล่นลงในหลุมรัก

แด่คุณผู้ไม่กลัวที่จะรัก

ขอให้ดอกไม้ในใจคุณเบ่งบานตลอดไป
SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments

Snailmail
17 days ago
ชอบมากๆ เลยค่ะ 😊
Reply
Dandelion1998
16 days ago
อบอุ่นหัวใจมากเลยค่ะ ขอบคุณที่เขียนเรื่องน่ารักๆ ขึ้นมานะคะ 💚
Reply
gain98
11 days ago
ชอบมากเลยครับ น่ารักมาก หวานมาก
Reply
Foreverthirteen
11 days ago
มันน่ารักมากเลยค่ะ😭😭😭 ขอบคุณที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมานะคะ
Reply
natetpph_bt
10 days ago
น่ารักมากเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งนะคะ
Reply