Last summer
“ไม่มีใครแก่เกินเรียน”

คงจะเป็นคำพูดเชยๆ ที่ออกจากปากใครซักคนที่ได้กล่าวไว้
แต่รู้มั้ยครับ ผมกลับรู้สึกว่า 
ผมได้ความรู้มากพอ ที่จะบอกตัวเองได้ว่า

วัยรุ่นตอนปลายกำลังจะจบ
และผู้ใหญ่ตอนต้นกำลังจะเริ่ม

การเข้าเรียนในมหาลัยปีแรกของผม เริ่มต้นด้วยการออกเดินทาง
จากเด็ก ม.6 ที่เก็บความฝันใส่กระเป๋าใบโต 
เพื่อหวังว่าปลายทางจะได้เจอกับความทรงจำ อันหอมหวาน
ของชีวิตอิสระ ไร้กฎเกณฑ์ และไร้ผู้ปกครอง

ผมผู้เดินก้าวแรกเข้าสู่มหาลัย พร้อมกับความเย่อหยิ่งจองหอง
เข้าเรียนในคณะเกษตร โดยหวังว่าจะนำความรู้ ไปประกอบกับกิจการที่บ้าน
ผมได้พบเจอกับผู้คนมากมาย
ผมรู้สึกเหมือนได้ลืมตาตื่นบนโลกอีกครั้ง กับโลกที่มีแต่หนุ่มสาว
และการโบยบินโดยปีกของตนนั้น ทำให้ผมหลงระเริง และทำให้ผมรู้สึกว่า

”นี่แหละ โลกใบใหม่”

การเข้าปี1ในมหาลัย เป็นการเกิดใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ
ด้วยกิจกรรมหลายอย่าง ทำให้ผมได้เจอกับผู้คนมากมาย
ดั่ง เนื้อเรื่อง ชีวิตมหาลัยวัยใส เหมือนในภาพยนตร์คอมเมดี้ ห่วยๆ 
ที่ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานกลุ่ม ทะเลาะกับเพื่อน มีแฟน เลิกกับแฟน เนื้อเรื่องเดิมๆ

ถ้าเทียบกับหนังชีวิตของผมแล้ว ไอ้การดำเนินเรื่องแบบนั้น มันโครตจะน้ำเน่า
คุณอยากฟังบทละครของผมมั้ยล่ะ เรื่องนี้ผมเป็นพระเอก
ที่ไม่ซ้ำๆเดิมๆอย่างที่คุณเคยสัมผัสอย่างแน่นอน





•ปี1•  

ชีวิตของผม ถูกกลืนไปด้วยไฟราคะของวัยหนุ่ม
สุรา นารี แสงสี ยาเมา ผมเปิดรับทุกรูปแบบที่ได้เจอ
ผมใช้ชีวิตแบบที่เด็กใจแตกคนนึงจะเป็นได้
ในเวลาที่ห้อมล้อมด้วยเด็กสาว วัยรุ่น
สถานบันเทิงที่กินดื่มได้จนสว่าง
เพื่อนฝูงที่ห้อมล้อม จนดูเป็นกลุ่มอิทธิพล
ผมได้นอนตื่นสายครั้งแรกในชีวิต
ผมได้นอนตอนตะวันขึ้นครั้งแรกเช่นเดียวกัน

คืนวันศุกร์ กินเหล้า เมา นอนกับผู้หญิง
ตื่นบ่ายวันเสาร์ ใช้ยาเสพติด และออกไปดื่มเหล้าอีกครั้ง
ผมทำเช่นนี้วนไปเรื่อย จนถึงเช้าวันจันทร์
ซึ่งรู้ตัวอีกที ผมก็นั่งปวดหัว เพราะอาการเมาค้างที่ยังไม่สร่างไป
จนผมรู้ตัวอีกที ผมก็มั่วกับผู้หญิงไปเป็นสิบคน ใช้ยาไปเป็นร้อยครั้ง 
กินเหล้าทีละหลายพันบาท 
ซึ่งค่าเทอม5หมื่นที่จ่ายไป ผมแทบจะไม่เสียดายเลย
ผมไม่สนใจการเรียนใดเลย ผมสนใจแค่
คืนนี้ผมจะได้นอนกับผู้หญิงคนไหน จะได้เสพยาเมื่อไหร่
คืนนี้จะไปกินเหล้าไหม มีบุหรี่มากพอรึป่าว จะสนุกเหมือนครั้งที่แล้วใช่ไหม
ผมเริ่มทำตามใจที่อยากทำ เจาะหู เจาะจมูก เจาะคิ้วตาปาก
ผมในตอนนั้น ดูไม่เหมือนคนเลยซักนิด
ในช่วงแรกผมอ้วนขึ้นมากเพราะดื่มเบียร์
แต่ช่วงหลังผอมมากเพราะใช้ยา
ผมใช้ชีวิตเช่นนี้ จนรู้สึกตัวอีกที
คำว่าเฟรชชี่ ก็ได้จากผมไปเสียแล้ว





•ปี2• 

หลังจากปี1ได้ผ่านไป2เทอม
ผมเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่ชลบุรี อยู่ที่นั้น
ผมเคยมีความสุขมากที่ได้กลับบ้าน
 เพราะมันมีที่นอนสบาย มีอาหารอร่อย

แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว

ผมอยากนอนตื่นสาย อยากเสพยา อยากให้เปิดเทอม อยากใช้ชีวิตอิสระ
และแน่นอน ผมโดนครอบครัวบ่นเรื่องเจาะร่างกาย จนต้องถอดออกเกือบทั้งหมด
ในตอนนั้นผมเริ่มมีแฟน ซึ่งเป็นถึงสาวสวย และได้รับตำแหน่งดาว
ทำให้ผมเริ่ม ไม่มั่วกับผู้หญิง และเสพยาน้อยลง
แต่สิ่งที่เป็นประเด็นใหญ่ก็คือ 
ที่บ้านผมเจอกับปัญหาการเงินครั้งใหญ่
ในตอนนั้นผมจ่ายค่าเทอมช้ากว่าคนปกติไปเกือบ2เดือน
เพราะหาเงินไม่ได้ ชีวิตเริ่มลำบาก 
นอกจากจะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมแล้ว มันหมายความว่า
เหล้ายา ก็ไม่มีเงินซื้อด้วย ซึ่งผมสนใจประเด็นนี้มากกว่า
ในสถานการณ์แบบนั้น มันจึงบีบให้ผม ดูเป็นคนขึ้นมา
ผมเริ่มดูเหมือนมนุษย์มากขึ้นก็ช่วงนั้น
 
พวกคุณอาจจะคิดว่า เลิกเสพยาทำให้ดูดีขึ้นใช่ไหม?
ไม่! เพราะผมแม่งสภาพเหมือนผี ผิวคล้ำตาดำโพลง
และแฟนของผมก็ได้บอกเลิกไปในเวลาไร่เรี่ยกัน

และนั่นคือจุดต่ำสุดในชีวิต.........
ผมไม่สามารถเข้าเรียนได้เพราะตื่นสาย
ผมหงุดหงิดเพราะขาดยา
ผมเหงาเพราะไม่ได้ไปกินเหล้า
ผมกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะอกหัก

สายตาคนภายนอกมองเข้ามาอาจจะคิดว่า
ผมปรับตัวและทำตัวดีขึ้น ทุกคนคิดว่าผมกำลังเปลี่ยนชีวิตในทางที่ดี
แต่ไม่มีใครรู้หรอก ภายในของผม มันได้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
ที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครรู้ว่าเราเจออะไรมาบ้าง
ผมแสร้งว่ามีความสุข ไม่มีทุกข์ 
ผมสนุกไปกับเพื่อนในวงสนทนาได้
แต่ในใจที่ผมสนทนากับตัวเอง ผมมีคำถามในหัวตลอด
 “กูมาทำเหี้ยอะไรที่นี่ กันแน่วะ”
“ที่นี่ให้อะไรกูบ้าง”
“ที่นี่สอนอะไรกู”
“ทำไมกูกลายเป็นแบบนี้”

ด้วยสถานะการที่ผมเป็นซากคนอยู่นั้น สิ่งเดียวที่ทำให้ผมสงบได้
คือหนังสือ.....

ผมเริ่มดึงสติตนเองกลับมา และใช้เวลาที่เหลือ ทำสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น
คืออ่านหนังสือ แต่มันก็ตามมาด้วยคะแนนที่ดีขึ้นและเกรดที่สูงกว่าในช่วงที่ชีวิตเละ
จนในที่สุด ปี2ซึ่งเป็นปีที่ฟ้ากลั่นแกล้งผมก็ได้จากไป
จริงๆแล้วผมไม่ได้ขยันเรียนหรอก
มันแค่เป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมไม่นึกถึง เหล้ายา 
และอีกประเด็น
ผมนั้นมีแพลนที่จะไปฝึกงานในช่วงปี3 ที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา4เดือน
ซึ่งเป็นโชคดี ที่ผมสามารถทำให้ตัวเอง มีสุขภาพกายและจิตที่ดีขึ้นมาบ้าง





•ปี3•

หลังจากปี2จบไป ผมได้กลับมาพักที่บ้าน และเริ่มรู้สึกดีขึ้น
เพราะผมไม่อยากเสพยาอีกแล้ว ไม่อยากดื่มเหล้าอีกแล้ว
ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ นั่งบ่นสารพัดปัญหาให้แม่ พี่สาว พ่อ 
ซึ่งสิ่งที่แปลกคือ พวกเขาไม่ว่าผมเลย
จนผมคิดได้ว่า น่าจะมีแต่มนุษย์กลุ่มนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ผมเปลี่ยนชีวิตได้

จนมีบางอย่าง ที่เหมือนตะปู ตอกฝาโลงให้เด็กใจแตกคนนั้น 
ได้ตายและถูกฝังลงดิน ด้วยค้อนที่ชื่อว่า
“โรคระบาด”

การมาของโรคระบาดcovid-19 ทำให้ผม
ไม่สามารถเรียนที่มหาลัยได้
หอพัก เหล้า ผู้หญิง ยาเสพติด ได้ออกจากชีวิตผมโดยสมบูรณ์
เป็นระยะเวลาเกือบ1ปีแล้ว

ผมใช้ชีวิตกินข้าวร้านที่คุ้นเคย อยู่กับครอบครัว นอนบนเตียงที่บ้าน
กินปาท่องโก๋กาแฟ อ่านข่าวในตอนเช้า 
อ่านหนังสือในยามบ่าย
ออกกำลังกายในตอนเย็น 
และนอนตอนหัวค่ำ 


เพื่อนหลายหลายคนบ่นให้ผมฟังว่า

เพื่อน : ไอ้โรคเวรนี่โครตน่าเบื่อเลย ใช้ชีวิตไม่สนุกเลยว่ะ

ผมหัวเราะแล้วตอบไปว่า
ผม : หรอวะ แต่กูแม่งโครตมีความสุขเลย



คนคงไม่เข้าใจผมหรอก แต่ผมรู้สึกว่า วันและคืนที่บ้าน มันยาวนานกว่าที่หอพัก
ถึงแม้ผมจะอดไปเรียนที่ญี่ปุ่น แต่มันก็ทำให้ผม ได้รับรสถึงความอบอุ่นของเมืองไทย
ซูชิกับน้ำชา ในตอนนี้มันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าเทียบกับ กะเพราไข่ดาวกับโค้กถุง
ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงชีวิตที่เปลี่ยนไป ผมได้เจอกับผู้หญิงอีกคน ที่เข้ามาในชีวิต
จากการที่คุยกันเรื่องต้นไม้โง่ๆ 
เธอเป็นสาวบ้านๆธรรมดา ไม่หวือหวาเหมือนสาวกรุงเทพ
ไม่ได้มีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นดารา ไม่ได้สวยไปกว่าผู้หญิงที่ผมนอนด้วย
แต่เธอคือความสบายใจ ที่ผมสัมผัสได้ 
เธอไม่ได้มีอาชีพสูงส่ง ดูดี เธอเป็นแค่พยาบาลในโรงพยาบาลต่างจังหวัดเท่านั้น
แต่การมาของเธอ มันได้เติมเต็ม ความสุขในช่วงที่ผมอยู่บ้าน 
ความสุขของผมในตอนนี้ ไม่ใช่เหล้า ไม่ใช่ยา ไม่ใช่สาวสวย
แต่กลับเป็น ครอบครัว บ้าน หมา และเธอคนนั้น

และในตอนนี้ผมคงจะต้องบอกว่าในขณะนี้ ปี3กำลังจะจบลง
ซึ่งผมรู้สึกว่า ผมเหมือนฟื้นหลังจากนอนโคมา มานานแสนนาน


•ปี4•
ผมคงไม่อาจเขียนอะไรสำหรับปี4ได้ เพราะมันคงเป็นเรื่องอนาคต
ในขณะที่เขียนผมอยู่ชั้นปีที่3
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ผมได้ผ่านจุดที่วัยรุ่นคนนึง จะเป็นคนไม่เอาไหนมาได้แล้ว
ผมไม่อาจจะนำตนเองกลับไปจุดนั้นได้อีก
และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็จะไม่ทรมานร่างกายเช่นนั้นอีกแล้ว
ผมเพียงรู้สึกว่า ช่วงเวลานี้มันดีเหลือเกิน
ก่อนเรียนจบ ผมคงดื่มทิ้งท้ายกับเพื่อน ตอนที่ผมเข้าปี1
ถึงพวกเค้าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมใจแตก แต่พวกเข้าเป็นเพื่อนที่ดี
ผมคงจะดื่มทิ้งท้าย ก่อนเราจะหายไปจากความทรงจำ
ของกันและกัน
ปริญญาที่คนอื่นได้ อาจจะเป็นเครื่องหมายการันตีว่าผู้นั้นบรรลุการศึกษา
แต่สำหรับผมนั้น ผมได้บรรลุบทเรียนทั้ง4บทอย่างเข้มข้น เต็มรูปแบบ
จะเรียกว่า เป็นปริญญาชีวิตก็ได้กระมัง
ผมคงจะส่งท้ายชีวิตวัยรุ่นตอนต้นของผมด้วยการฝึกงานที่ตลาดไท ฝึกค้าขายเล็กๆน้อย
และกลับไปยังบ้านที่แสนอบอุ่นของผม พร้อมกับเธอคนนั้น ใช้ชีวิตในแบบผู้ใหญ่
ผมเรียกบทเรียนทั้ง4ปีนี้ว่า บทเรียน : บรรลุนิติภาวะ
คือบทเรียนที่ทำให้ผมโตจากเด็กวัยรุ่นตอนปลายสู่วัยผู้ใหญ่
หากท่านได้อ่านบทความนี้ ผมมีเรื่องอยากบอกท่านสำหรับบทเรียนที่ผมได้มา

มนุษย์ เป็นเดรัจฉานโดยกำเนิด
แต่ประเสริฐเพราะการกระทำ







SHARE
Writer
Punplug
speeker
for my brain

Comments

picture
2 months ago
พี่โครตเท่ :)
Reply
Punplug
1 month ago
อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะคับ😁
night_kz
2 months ago
พี่เท่มากค่ะ เป็นอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจถึงความรู้สึกที่พี่สื่อเลย ก็ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันเรื่องราวนะคะ
Reply
Punplug
1 month ago
ขอบคุณนะครับ
Gorgeoussky
1 month ago
นี่สินะ ประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ของโควิด :)
Reply
Punplug
1 month ago
บางครั้งวันหยุดยาว ก็ทำให้เราได้เจอกับความสุขระยะยาว ผมคิดว่านะ😁
pntkjrks
1 month ago
ที่สุดเลยค่ะ
Reply
pavanallow
1 month ago
ตอนโควิดระลอกแรกเราก็เป็นครนึงที่มีความสุขมากๆเลยค่ะ ในขณะที่ทุกคนบอกว่าแย่แต่ตอนนั้นเราได้ฟื้นฟูสภาพจิตใจตัวเองมากๆๆๆเลยค่ะ555
Reply