BLOOM (1)




1. ดอกเดซี่



ถ้าไม่พบรักก่อนอายุ 20 ปีจะกลายเป็นดอกไม้



ธรรมชาติในโลกที่เจ้าแก้วอยู่เป็นแบบนั้น—เพราะฉะนั้นทุกคนจึงโหยหาความรักเพียงเพราะอยากใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ มิใช่ดอกไม้ที่รอวันเหี่ยวเฉาอยู่บนผืนดิน ใครต่อใครต่างก็กระเสือกกระสนดิ้นรนค้นหาความหมายของคำสั้น ๆ คำนั้นเพียงเพื่ออยากจะพิสูจน์ว่าตนเองมิใช่สิ่งมีชีวิตที่ไร้หัวใจเยี่ยงพืชพันธุ์แสนงามตามพนาไพร

อีกสามเดือนเจ้าแก้วจะอายุย่างเข้ายี่สิบปีแต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะตกหลุมรักใครเลยสักคน

ความรักคือยาพิษและเจ้าแก้วไม่ปรารถนาจะดื่มกลืนยาพิษลงคอ

“เป็นไฮเดรนเยียสบายดีไหมพี่จอม?”

เด็กหนุ่มเอ่ยกระซิบกับพุ่มไฮเดรนเยียสีม่วงครามเข้มซึ่งบานสะพรั่งสวยสดอยู่หน้าบ้าน ครั้งหนึ่งกอดอกไม้แสนงามนั้นเคยเป็นร่างบางระหงของพี่สาวเขา ยามสนธยาวันนั้นหล่อนทอดกายหลับใหลอยู่ใต้ต้นหางนกยูงฝรั่ง ชุดเดรสสีขาวสะอาดตาดูตัดกับกลีบดอกสีแสดร้อนแรงที่กำลังร่วงหล่นโปรยปรายทาบทับลงมา หล่อนยิ้มให้เขา กระซิบคำลาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นผิวนวลนุ่มก็กลายเป็นตุ่มตอของใบอ่อนก่อเกิดเป็นกิ่งก้านสีเขียวเบียดเสียดแทงทะลุกลืนกินความเป็นมนุษย์จนแทบไม่หลงเหลือเค้าร่าง

ในประกายแสงสุดท้ายของดวงตะวัน ดอกไม้สีม่วงผลิบานละลานตา งดงามและแสนเศร้าเหมือนนัยน์ตาคู่นั้นของหล่อน

“สบายกว่าเป็นมนุษย์หรือเปล่า?”

เจ้าจอมยอมเป็นดอกไม้มากกว่าจะมอบหัวใจให้ใครสักคน ฝังหัวใจไว้ใต้กอไฮเดรนเยียชั่วนิจนิรันดร์

หล่อนยอมทิ้งกายหลับใหลไปตลอดกาลดีกว่าจะตกอยู่ในห้วงรัก เหตุเพราะแสนหวาดกลัวนักกับพิษรักร้ายแรงเหล่านั้นที่เคยเห็นมาทั้งชีวิต ภาพของมารดาผู้ร่ำไห้กับชายหลายใจผู้เป็นที่รักยังสลักแน่นหนาในห้วงความคิดคำนึงอยู่ทุกชั่วขณะสูดลมหายใจ

“รอหน่อยนะพี่จอม อีกไม่กี่เดือนผมจะมาเป็นดอกไม้อยู่ข้าง ๆ พี่”

ปลายนิ้วไล้แผ่วเบาบนกลีบอ่อนบางท่ามกลางลำแสงจางของดวงอาทิตย์ เขาคิดไว้ในหัวแล้วตั้งแต่วันที่พี่สาวหลับใหลไปตลอดกาล ณ ที่นั้น—เขาจะทิ้งตัวลงนอนตรงพื้นที่ว่างข้างกัน ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้ต้นอ่อนดอกใบค่อย ๆ งอกงามเติบโตและครอบครองร่างกาย แปรสภาพเป็นดอกไม้สักต้น อาจจะเป็นกุหลาบที่แม่เขาชอบหรืออาจจะเป็นต้นมะลิที่เขาชอบก็สุดแท้แต่โชคชะตาจะนำพา

“พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายแม่แล้ว พี่ว่าผมควรเอาดอกไม้อะไรไปให้เขาดี”

หยดหยาดเลือดสีแดงฉานในห้องน้ำนั้นยังเด่นชัดเกินกว่ากาลเวลาจะลบล้างมันให้จางหาย

ความไม่รักนั้นกัดกร่อนจิตวิญญาณของมารดาเขาให้แหลกสลายไม่ต่างจากตายทั้งเป็น ความทรมานเหล่านั้นมากมายเกินกว่าหล่อนจะทนรับได้ไหวเพราะฉะนั้นถึงได้ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองไปในวันนั้นที่พระจันทร์เจิดจ้าเต็มดวง

แสงจันทร์วาววับประทับลงบนใบมีดโกนสีเงินยวงและบาดแผลสีแดงสดดั่งดอกกุหลาบ

“กุหลาบดีไหมนะ? แต่ปีที่แล้วก็เพิ่งเอากุหลาบไปลงนี่นา”

เจ้าแก้วพึมพำกับตัวเองตอนที่วางฝักบัวไว้มุมหนึ่งของสวน เขาถอดรองเท้าแตะแล้วก้าวเข้าไปในบ้าน—บ้านไม้สีเบจหลังเก่าซึ่งเป็นมรดกอย่างเดียวที่แม่หลงเหลือไว้ให้ ดอกเล็บมือนางเลื้อยพันอยู่เหนือหน้าต่างสีซีด ส่งกลิ่นหอมหวานตลบ ผ้าม่านลูกไม้สีขาวปลิวพลิ้วตามแรงลมโชยอ่อน รูปถ่ายมากมายวางเรียงรายบนชั้น รูปของแม่ที่ยิ้มอ่อนหวาน รูปวัยเด็กของเขากับพี่สาว

หากแต่ไร้ซึ่งรูปของผู้เป็นพ่อ—เจ้าจอมเผามันทั้งหมดในวันนั้น

ไฟร้อนฟอนสุมเผาไหม้หลอมละลายทุกหลักฐานการมีอยู่ของเขา แสงจันทร์ตกกระทบหยดน้ำตาวาวบนแก้มของเด็กสองคน เดือนธันวาคมปีนั้นหนาวเหน็บและเหว่ว้ามากกว่าทุกปี

เปียโนหลังใหญ่สีเข้มตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าต่างอยู่อย่างนั้นแม้ว่าเจ้าของมันจะหลับใหลไปชั่วนิรันดร์แล้วก็ตาม

ทุกวันจันทร์เต็มดวง ร่างผอมบางของแม่จะนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้สีเข้ม พรมนิ้วเรียวลงบนแป้นงาช้างขาวนวล บรรเลงเพลงหวานเศร้าเคล้าด้วยความโหยหาที่มีต่อชายคนนั้นผู้ซึ่งหล่อนรู้ดีว่าเขาจะไม่มีวันกลับมา ไม่มีวันวางหัวใจไว้ตรงหน้าหล่อน และจะไม่มีวันไยดีหัวใจของหล่อนที่วางไว้แทบเท้าเขา

เด็กหนุ่มเผลอกดนิ้วลงบนแป้น ฮัมเพลงโปรดของแม่ในลำคอก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้อง

เสียงหวานนุ่มก้องสะท้อนกลับไปมาในบ้านที่ว่างเปล่าหลังนั้น





เจ้าแก้วแวะไปร้านขายดอกไม้ร้านประจำในตอนบ่าย—ดอกไม้ทุกดอกในร้านนั้นเบ่งบานสะพรั่งอยู่ในกระถางเซรามิคหลากสีน่ารัก พวกมันล้วนเปี่ยมไปด้วยพลังงานชีวิตมิใช่ซากศพดอกไม้ที่ถูกตัดออกมาจากต้น เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปในเรือนกระจกซึ่งเป็นทั้งร้านขายดอกไม้และร้านกาแฟไปในตัว เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งตามแรงสะเทือนของประตูฟังดูเหมือนเป็นคำทักทายสำหรับแขกผู้มาเยือนร้านแห่งนี้ ชายเจ้าของร้านคนนั้นยิ้มหวานอยู่ท่ามกลางดอกเดซี่สีขาวพราว ดวงตาสีน้ำตาลหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้ง เข้ากันดีกับผมหยักศกสีเดียวกัน

เขาสว่างไสวอยู่เสมอเจิดจ้าอยู่ทุกครั้งที่ได้พบกัน

“สวัสดีครับ”

เสียงนั้นอุ่นละมุนเหมือนแสงแดดยามเช้า เจ้าแก้วยอมรับว่าเรียวปากหยักกระจับนั้นดูน่ามองดีเหลือเกินในยามที่เจ้าตัวยกยิ้ม ไม่รู้ทำไมแต่ก็เผลอจ้องมองอยู่นานกว่าที่ตั้งใจ

“อือ สวัสดีครับ”

เจ้าแก้วตอบรับ ตวัดตาหลบ เสมองไปที่ดอกไม้ในมือเขา

มือเรียวที่ดูอบอุ่น เส้นเลือดและข้อกระดูกปูดโปนดูเหมือนรากของต้นไม้โบราณ มันเปรอะเปื้อนด้วยคราบดินเพราะเจ้าตัวกำลังย้ายดอกไม้ลงในกระถาง เขาทะนุถนอมมันเป็นอย่างดีเหมือนพ่อที่แตะต้องลูกน้อยอย่างระมัดระวัง

เจ้าของร้านคนนั้นเป็นผู้ชายตัวเล็ก กะด้วยสายตาแล้วก็น่าจะประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่า ๆ เมื่อยืนเทียบกับเจ้าแก้วแล้วก็น่าจะเตี้ยกว่าสักสิบเซ็น เห็นจะได้แต่ไม่ได้แย่ ดูพอเหมาะกับตัวเขา

“วันนี้อยากได้ดอกไม้อะไรครับน้องเจ้าแก้ว”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่พบกันและใครคนหนึ่งแอบหวังไว้ว่ามันคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

“ยังไม่รู้เลย ว่าจะเอาไปปลูกเพิ่มที่สุสานของแม่ พี่วามีดอกไม้อะไรแนะนำไหม”

ทิวา—ชายเจ้าของร้านคนนั้นชื่อทิวา

นั่นเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เจ้าแก้วรู้เกี่ยวกับเขา อ้อ เขาอายุมากกว่าเจ้าแก้วห้าปีและเค้กที่เขาทำอร่อยมาก

“อืม เอาเป็นดอกเดซี่ดีไหมครับ น่ารักดีนะ?” พูดไปพลางก็พรมน้ำรดลงบนดอกไม้ไปพลาง ละอองฟองฝอยของน้ำก่อเกิดเป็นสายรุ้งเล็ก ๆ กลางอากาศ “หรือจะเป็นดอกทานตะวันดีครับ? สดใสดีเหมือนกัน” เขาเสนอทางเลือกเสียงเจื้อยแจ้ว รุ่นพี่ตัวเล็กทำท่าจะพูดอะไรต่ออีกสักอย่างทว่าเสียงกิ๊งของเตาอบจากในครัวดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เอ้อ กินคุกกี้สักหน่อยไหม? อบเสร็จพอดีเลย”

ฟ้าสีคราม มีกลิ่นของฤดูหนาวอวลในอากาศ ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นกลืนไปกับสีเหลืองของทานตะวัน ชวนให้นึกถึงท้องฟ้าใสไร้เมฆหมอกยามสาย ดวงตาของเขาให้ความรู้สึกแบบนั้น

“อือ ถ้าพี่วาให้กินก็กินครับ”

“อะไรล่ะน่ะ เหมือนพี่บังคับเราเลย”

เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะก่อนจะเดินเข้าไปในครัว กลิ่นน้ำผึ้งเคล้าด้วยหอมกรุ่นของขนมอบลอยโชยมาตามสายลม อบอวลอยู่รอบตัวเขา—หวานจนเกือบลืมหายใจ





บ่ายวันนั้นเจ้าแก้วตัดสินใจเลือกดอกเดซี่สีขาวพราวไปปลูกเคียงกันกับดอกไฮเดรนเยียสีม่วงเข้ม พวกมันชูช่อเบ่งบานรับแสงอาทิตย์อย่างร่าเริงราวกับจะปลอบใจผู้มาเยือนสุสานแห่งนี้ราวกับจะกล่อมผู้หลับใหลชั่วนิรันดร์ใต้ผืนดินให้สู่ห้วงฝันแสนหวาน

“หลับสบายดีไหมครับแม่?”

ความเหงาท่วมท้นเจือปนในน้ำเสียงของเด็กหนุ่ม บนโลกกว้างใบนี้เหลือเพียงเขาตัวคนเดียวกับเงินมรดกก้อนใหญ่ที่แม่และพี่สาวเขาทิ้งไว้ให้ เขาลอยคว้างอ้างว้างเดียวดายบนดาวเคราะห์ดวงนี้เพียงลำพัง

“ปีหน้าผมจะยี่สิบแล้วนะครับ เป็นหนุ่มแล้วนะ”

ปลายนิ้วสัมผัสแท่นหินเย็นเฉียบ มันเย็นเหมือนกับมือของแม่ในวันนั้นที่หล่อนตัดสินใจทิ้งเขากับพี่สาวไป

“มีคนชอบเพลงที่ผมร้องด้วยนะ” เขายิ้มเศร้า หวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกัน “อยากร้องเพลงกับแม่อีกจังครับ” เสียงเปียโนอบอุ่นและเสียงหวานใสคลอไปกับเสียงของเขา “น่าเสียดายนะครับ ถ้าผมอยู่นานกว่านี้อีกนิด บางทีอาจจะได้เป็นนักร้องก็ได้”

เจ้าแก้วหลงใหลในการร้องเพลงมาตลอด

เขาชอบยามเมื่อได้เปล่งเสียงร้องระเบิดระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมากับบทเพลงอ่อนหวานเหมือนแสงจันทร์ ดุดันราวพายุ โหมคลั่งดั่งทะเล เด็กหนุ่มชอบที่ได้ปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปกับเสียงดนตรีเหล่านั้น

“แล้วก็...มีคนมาบอกชอบผมอีกแล้วล่ะ” ดวงตาของเขาว่างเปล่าเมื่อพูดประโยคนั้น น้ำเสียงอ่อนหวานและถ้อยคำรักของเธอคนนั้นไม่ได้ทำให้หัวใจของเขาเต้นกระตุกอย่างที่ควรจะเป็น “ทำไมใคร ๆ ถึงอยากมีความรักกันจัง? มันดีขนาดนั้นเลยเหรอครับแม่” ความเปล่าเปลี่ยวพาดผ่านดวงตาเรียวสีเข้ม “ดีถึงขนาดที่แม่จะยอมตายเพื่อมันเลยเหรอครับ?” เขาพร่ำถามทั้งที่รู้ว่าจะไม่มีวันได้คำตอบจากอีกฝ่าย

กลีบกุหลาบแห้งเหี่ยวดอกหนึ่งร่วงหล่นผืนดิน สายลมยามเย็นพัดโชยอ่อน

เจ้าแก้วทิ้งกายลงนอนท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ที่เขาเพียรปลูกมานับปี

สุสานแห่งนี้ดูเหมือนสวนดอกไม้มากกว่าที่พักแห่งสุดท้ายของร่างไร้ลมหายใจ ต้นลั่นทมยืนต้นทระนงท้าทายประกายแสงแดดแผดระยับ ดอกขาวร่วงหล่นลงพื้น ส่งกลิ่นหอมเย็นอวลคลุ้งฟุ้งทั่ว ดอกเดซี่ที่เพิ่งมาใหม่ยืนเรียงเคียงกันกับม่วงครามของไฮเดรนเยียและแดงแรงกล้าของดอกป๊อบปี้ มันยังดูยังไม่ค่อยกลมกลืนกับสวนนี้เท่าไรแต่อีกไม่นานก็คงจะปรับตัวได้

รอยยิ้มของใครบางคนวูบวับขึ้นในห้วงความคิดเมื่อปรายตามองดอกเดซี่ตรงหน้า เด็กหนุ่มเผลอยิ้มตามโดยไม่ตั้งใจ ชิ้นส่วนความทรงจำเหล่านั้นปะติดปะต่อกันเป็นภาพหนึ่งเมื่อยามหลับตา—ภาพของชายหนุ่มผมหยักศกสีน้ำตาลที่กำลังเผยรอยยิ้มอยู่ท่ามกลางดอกเดซี่

รอยยิ้ม แสงแดด และดอกไม้

ช่างเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมเหลือเกิน สวยงามเหมือนภาพฝัน

น้ำผึ้ง ช็อกโกแลต เสียงหัวเราะ

หวาน—หวานมาก




2. ดอกไฮเดรนเยีย



ทิวากรคิดว่าเด็กคนนั้นเหมือนกับดอกไฮเดรนเยีย

สวยงามทว่าแสนเศร้า



จำไม่ได้แล้วว่าเห็นเขาครั้งแรกเมื่อไร— อาจจะเป็นปีที่แล้วหรือปีก่อนทิวากรไม่แน่ใจแต่จำได้ว่าเขามาขอซื้อดอกกุหลาบเพื่อไปปลูกในสุสานของแม่เขา ดวงตาเรียวสีดำสนิทนั่นดูหมองเศร้าราวกับหลุมดำลึกเท่าลึกบรรจุความเหงาเปล่าเปลี่ยวเดียวดายเอาไว้มากมาย กลิ่นอายเหล่านั้นสะดุดตาทิวากรชวนให้นึกสงสัยว่าเขาซ่อนความเศร้าแบบไหนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกที่เป็นอยู่

จำไม่ได้อีกนั่นแหละว่าเมื่อไรที่พวกเขาเปลี่ยนจากลูกค้าและเจ้าของร้านกลายเป็นคนรู้จักที่คุ้นเคยกันมากพอที่จะเรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อหรือคำว่าพี่ มันอาจเริ่มต้นอย่างง่ายดายเพียงแค่เค้กที่ทิวากรทำมันหอมเสียเหลือเกินและเจ้าแก้วก็ดันท้องร้องขึ้นมาในตอนนั้นพอดี—ทิวากรหัวเราะเสียงดังมาก ดังลั่นร้านเลยเชียวล่ะ ทั้งคู่นั่งกินเค้กด้วยกันท่ามกลางดอกไฮยาซินธ์สีชมพูแซมแดงและสายลมเย็นของฤดูหนาว

ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนอาจเริ่มต้นง่ายดายถึงเพียงนั้น

เจ้าแก้วร้องเพลงเพราะมาก—นั่นเป็นหนึ่งอย่างที่ทิวากรรู้

คืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน วันเกิดเพื่อนสนิทเขาพอดี ในบาร์ลึกลับแห่งหนึ่งที่ลันตายืนกรานว่ายังไงก็ต้องไปให้ได้

เด็กคนนั้นอยู่บนเวที ขยับปากเปล่งเสียงขับร้องบทเพลงหวานเศร้า ปลายนิ้วดีดเส้นสายกีต้าร์โปร่งตัวนั้นในอ้อมแขน กระซิบอ้อนวอนใครสักคนให้รับรู้ถึงความเหงาของเขาผ่านเสียงเพลงนั้น เจ้าแก้วที่อยู่ตรงนั้นดูต่างจากน้องเจ้าแก้วที่เห็นในทุกที เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มเงียบขรึมพูดน้อยคนนั้นที่ชอบมานั่งกินขนมที่ร้านบ่อย ๆ หากแต่กลายเป็นชายหนุ่มพราวเสน่ห์ในสเวตเตอร์คอวีตัวหลวมสีอ่อน เขาดูอ่อนไหวทว่าน่าหลงใหลเสียเหลือเกินในตอนที่บรรเลงบทเพลงผ่านสายกีต้าร์ สะกดตาและน่าหลงรัก เปล่งประกายเหมือนพระจันทร์บนท้องฟ้า—ทิวากรรู้สึกเหมือนห้วงเวลามันหนืดช้าเมื่อดวงตาคู่นั้นสบมองมา คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าเจ้าตัวกำลังแปลกใจที่เจอเขาที่นี่ ปากบางนั้นหยุดร้องเพลงไปชั่วครู่ แว่วเสียงหัวเราะทุ้มลึกในลำคอจากคนบนเวที

การตกหลุมรักต้องใช้เวลานานเท่าไรกัน?

หนึ่งวัน? หนึ่งเดือน? หรือหนึ่งปี?

หรือบางทีอาจเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ได้เห็นรอยยิ้มหวานละมุนตรงหน้า

การตกหลุมรักใครสักคนอาจใช้เวลารวดเร็วถึงเพียงนั้น

นับตั้งแต่ค่ำคืนแห่งเวทมนตร์ผ่านพ้นไปก็ดูราวกับว่าดวงตาของทิวากรจะถูกดึงดูดให้มองแต่เจ้าแก้ว —ในทุกครั้งที่เด็กหนุ่มมาที่ร้าน เขาอดไม่ได้ที่จะมองตาม ในตอนที่เจ้าตัวก้มลงอ่านหนังสือ ตอนที่เคาะนิ้วลงกับโต๊ะตามจังหวะเสียงเพลงจากหูฟัง ตอนที่จรดปลายปากกาเขียนอะไรบางอย่างลงสมุด

ในตอนที่บอกปฏิเสธหญิงสาวคนหนึ่ง

แสงสีส้มยามเย็นย้อมเรือนผมสีเข้มให้เป็นประกายสีทอง ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นราบเรียบไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่เริ่มจะส่งเสียงสะอื้น ขยับปากพร่ำพูดซ้ำไปซ้ำมาว่าหล่อนชอบเขามากแค่ไหน

มีความรักมากมายกองอยู่ตรงหน้าแต่เด็กหนุ่มไม่เคยรับมันมาในหัวใจเลยสักครั้ง เขามีกำแพงสูงชันกั้นขวางทุกคนที่เข้ามา แอบซ่อนเด็กชายเจ้าแก้วแสนเปราะบางไว้หลังกำแพงหนาหนักนั้น





“ชอบกินบราวนี่ไหมพี่?”

บางวันเด็กหนุ่มจะมาพร้อมกับขนมมากมายและสีหน้าเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา ดูจากโบว์สีหวานและการ์ดน่ารักที่แนบมาก็พอจะเดาออกว่ามาจากเหล่าทาสรักของเขานั่นแหละ

“อ๋า ก็กินได้นะ”

ทิวากรตอบพลางหยิบแมลงออกจากดอกไฮเดรนเยียดอกหนึ่งในแปลง ตวัดตามองร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้เหล็กดัดสีขาวซีด ไหล่กว้างของเขาทิ้งลงอย่างคนเหนื่อยล้า สองตาเหม่อมองออกไปไกลราวกับใจไม่ได้อยู่กับตัว

“งั้นช่วยผมกินหน่อยได้ปะ”

ชายหนุ่มหลบสายตาไม่ทันเมื่อเจ้าแก้วหันมามองจึงประสานสายตาโดยไม่ตั้งใจ อีกครั้งที่เผลอปล่อยตัวเองให้จมลงในทะเลสีดำนั่น

“โห เยอะจัง” ขนมเหล่านั้นถูกวางบนโต๊ะอย่างไร้ค่า เจ้าแก้วไม่แม้แต่จะเปิดอ่านการ์ดด้วยซ้ำ “แล้วเขาไม่รู้เหรอว่าน้องเจ้าไม่ชอบบราวนี่” คนอายุมากกว่าเอ่ยถามพลางเอียงคอสงสัย เจ้าแก้วเคยบอกเขาว่าเกลียดบราวนี่เพราะมันทำให้นึกถึงพ่อ—ผู้ชายคนนั้นนั่งกินบราวนี่เสมอในตอนเช้า

“ไม่รู้มั้ง” ความเหงาโชยชายออกมาผ่านน้ำเสียง “ไม่งั้นก็ไม่ได้สนใจผมมากขนาดนั้น”

อ่อนไหวและเปราะบางอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ

ทิวากรค้นพบเด็กชายเจ้าแก้วแล้ว—เด็กคนนั้นฉายชัดอยู่หลังหน้ากากที่ดูเป็นผู้ใหญ่มาตลอดและทิวากรเป็นคนที่อยู่ตรงนั้นในวันที่เด็กหนุ่มนั่งเล่าเรื่องของแม่ให้ฟังด้วยเสียงที่เจือด้วยก้อนสะอื้น เป็นคนที่เจ้าแก้วเลือกจะโทรหาในวันที่ไม่สบายและนอนซมอยู่ในบ้านคนเดียว เป็นคนที่ลูบหลังปลอบโยนในวันที่เด็กคนนั้นพูดออกมาว่าโลกช่างใจร้ายกับเขาเหลือเกิน

ทิวากรค้นพบเด็กชายคนนั้นมานานแล้ว

และเขายังคงอยู่ในหลุมรัก—เจ้าแก้วคนนั้นยังคงน่าหลงใหลสำหรับเขาอยู่เสมอ





“รักครั้งแรกของพี่เป็นไงอะ?”

ยามบ่ายของวันหนึ่งที่ท้องฟ้าครึ้มด้วยมวลเมฆขาวปุย เด็กหนุ่มถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มุมปากยังเปื้อนเค้กช็อกโกแลตที่เพิ่งกินไปเมื่อครู่

“ไหงอยู่ดี ๆ ถามล่ะ”

ทิวากรหยิบกระดาษทิชชู่ เผลอเอื้อมมือไปเช็ดให้ด้วยความเคยชิน เมื่อโดนตรึงด้วยดวงตาดำวาวคู่นั้นจึงชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่จะรีบผละออกมาเมื่อรู้ตัว ไม่รู้หูฝาดไปเองรึเปล่าแต่เขาได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มลึกจากคนข้างตัว

“อยากรู้” เสียงกระซิบแว่วแผ่วเบาเคล้ากับเสียงสายลม “อยากรู้ว่าคนอย่างพี่จะมีความรักแบบไหน” เด็กหนุ่มยกมือเท้าคาง จ้องตรงมาที่ทิวากร—ทะเลดาวพราวพรายประกายวับในแก้วนิล เจ้าแก้วคงไม่รู้ตัวว่าเขาสั่นไหวหัวใจใครต่อใครได้ง่ายดายเพียงแค่ประสานสายตา

“หมายความว่าไง คนอย่างพี่นั่นน่ะ”

คนถูกจ้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัว เสแสร้งแกล้งจับกลีบดอกไฮเดรนเยียบนโต๊ะอยู่อย่างนั้นพลางหัวเราะเมื่อเอ่ยถ้อยคำ หลีกเลี่ยงจะเงยหน้าขึ้นสบมอง

“คนที่ดูเหมือนมีออร่ามองโลกในแง่ดีตลอดเวลาแบบพี่” เจ้าแก้วเอื้อมไปหยิบดอกสีม่วงในมือเขา “อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง” คล้ายว่าจะบังคับให้สบตากันอีกครั้ง ทิวากรเลยยอมแพ้ที่จะหลบหนี เขาช้อนตามองสบกับดวงตานิลวาวตรงหน้าปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปในทะเลลึก

“อืม ก็ถือว่ามีความสุขดีมั้ง สวยงาม แต่ก็เจ็บปวด”

เขาชื่อดล—ชายผู้เป็นรักแรกของทิวากรชื่อดล

ด้วยความผิดปกติของร่างกายทำให้เขาไม่สามารถมีความรักได้ชั่วกาล ถ้าหากเขารักใคร ดอกไม้เหล่านั้นจะกลืนกินร่างของเขา ทิวากรไม่เคยรู้ความจริงข้อนี้เลยตอนที่บอกรักดล ไม่เคยรู้เลยจนกระทั่งวันนั้นที่จันทร์เต็มดวง ท่ามกลางแปลงกุหลาบสีแดงนับร้อยนับพันดอก

“ในตอนที่วาตกหลุมรักน่ะ สวยงามมากเลยนะรู้ไหม”

ดลกระซิบบอกเขาในตอนที่ดอกกุหลาบครอบครองร่างกายไปแล้วเกือบครึ่ง หมู่มวลดอกไม้แดงฉานผลิบานตัดกับผิวขาวละเอียด ปลายนิ้วที่เริ่มจะแปรเปลี่ยนเป็นกิ่งก้านสัมผัสน้ำตาบนแก้มเขา

“รักต่อไปนะวา ความรักน่ะสวยงามมากจริง ๆ ต่อให้ตายก็คุ้มค่า”

จูบแรกของทิวากรเจือไปด้วยกลิ่นกุหลาบและรสชาติของดล

“ถ้าเจ็บปวดแล้วทำไมยังบอกว่ามีความสุข”

“นั่นสินะ”

ชายหนุ่มยิ้มเศร้า แต่เขาไม่เคยเสียดายที่ได้รักดล ไม่เคยเสียดายในทุก ๆ คนที่เขาได้รักต่อจากนั้นด้วย ในทุกครั้งที่ได้รักเขาได้รับอะไรกลับมาเสมอ ไม่ว่าตอนสุดท้ายจะจบอย่างไรก็ตาม

“เพราะมันเป็นความเจ็บปวดที่สวยงามล่ะมั้ง—มันทำให้พี่ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นนะ”

ทิวากรก้าวผ่านหยดน้ำตาและรอยแผลนับพัน ลอกคราบและเติบโต ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นทิวากรในทุกวันนี้ เขาไม่เคยเสียดายกับสิ่งที่ได้ลงมือทำหรือตัดสินใจทำลงไป ไม่เคยเสียดายที่ได้ใช้หัวใจไปกับความรัก ไม่เคยกลัวที่จะรัก

“เวลาที่เราได้ใช้หัวใจรักใครสักคนน่ะ มันดีจะตาย”

อาจเพราะแบบนั้นรอยยิ้มของทิวากรถึงได้สวยงามนัก—รอยยิ้มที่หลอมรวมบาดแผลและรางวัลเข้าไว้ด้วยกัน

“เหรอ”

เจ้าแก้วตอบรับสั้น ๆ เพียงแค่นั้น สองตายังจับจ้องอยู่ที่รอยยิ้มสว่างไสวตรงหน้า ไม่สามารถละสายตาจากเขาได้ เหมือนดอกไม้ที่ถูกดึงดูดด้วยแสงตะวัน ความอบอุ่นของทิวากรกำลังปลุกอะไรบางอย่างในหัวใจเขาให้ตื่นขึ้น

“อือ แต่ปีหน้าเราก็ยี่สิบแล้วนี่”

“ใช่ ปีหน้ายี่สิบแล้ว”

“ยังไม่ตกหลุมรักใครเลยเหรอ”

“ไม่หรอก” เด็กหนุ่มไล้ปลายนิ้วแผ่วเบาบนกลีบดอกไฮเดรนเยีย “ปีหน้าผมคงเป็นดอกไม้อยู่ข้างพี่จอมนั่นแหละ” หัวใจลอยกลับไปตรงพื้นดินว่างเปล่าข้างกอไฮเดรนเยียตรงนั้น

“พี่คงเศร้าน่าดูถ้าเป็นงั้น”

ทิวากรเอ่ยเสียงแผ่ว รอยยิ้มสว่างไสวดูหม่นแสงลง ถ้อยคำรักเหล่านั้นส่งผ่านแววตาสีคาราเมลโดยไม่ปิดบัง




SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments

Rumpa
4 months ago
ใช้คำสวยมากเลยค่ะ เศร้าแต่ก็อบอุ่น มีต่อมั้ยคะ
Reply
Sunflower38
4 months ago
มีต่อนะคะ กดเข้าไปในแอคเราได้เลยค่ะ ลงไว้แล้ว 😂 แล้วก็ขอบคุณที่ชอบค่ะ
Starbilizer
4 months ago
ฮื่มมม.. ใช้คำได้น่ารักและสวยงามมาก ๆ เลยค่ะ งดงาม.. จริง ๆ นะ ขอบคุณที่สร้างสรรค์ผลงานนี้ขึ้นมาค่ะ
Reply
YxY
4 months ago
ใช้ถ้อยคำสวยงามสละสลวยมากเลยค่า ขอบคุณที่เขียนนะคะ เป็นกำลังใจให้ /แอบใจฟู เขิน
Reply
Gorgeoussky
4 months ago
สำนวนดีมาก ๆ ๆ ๆ
Reply
cornprisonbutter
4 months ago
ฮื่ออ เราอยากตกหลุมรักเลยค่ะ TT
Reply