ชูบูที่เป็นครูไม่ใช่อาหาร
ผมชอบคณิตศาสตร์มากจนแต่งงานกับตัวเลขเลยก็ได้


คำพูดนั้นถูกกล่าวโดยอาจารย์คณิตศาสตร์สัญชาติอินเดียของฉันที่ชื่อ “ชูบู” เขาเป็นชายวัยสามสิบนิด ๆ แต่ยังถือว่าดูหนุ่มอยู่มากนัก เขาสูง200กว่าเซนได้ ผิวสีเข้มเหมือนน้ำตาลไหม้และผมสั้นสีดำหยักศกเป็นเอกลักษณ์ที่เราคุ้นตา ชายอารมณ์ดีคนนี้เป็นที่รักของนักเรียนแม้ว่านักเรียนจะเกลียดวิชาที่เขาสอนก็ตาม

ใช่แล้ว ‘คณิตศาสตร์’ ยังไงล่ะ

เขาจะสอนเฉพาะห้อง S3 หรือห้องระดับที่สูงที่สุดของมัธยมต้น ที่นี่จะแบ่งครูชัดเจนว่าใครรับผิดชอบชั้นไหนอย่างชัดเจน และในปีนี้เขาคือครูของพวกเรา

บทเรียนแรกของคณิตศาสตร์ตอนนั้นคืออะไรตอนนี้ฉันก็จำไม่ได้ รู้แค่ว่าวิธีการสอนของเขาไม่เหมือนครูคนอื่น
ทุก ๆ วันเขาจะเดินเข้ามาพร้อมหนังสือเล่มเดิม กระเป๋าดินสอใบเดิม ไม่มีไม้เรียวในมือ มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้น

เมื่อเขาเข้ามา เราไม่จำเป็นต้องกล่าวทำความเคารพ ไม่จำเป็นต้องยืน เพียงแค่หันไปมอง หยิบหนังสือขึ้นมาวางบนโต๊ะ เปล่งเสียงทักทายว่า “Hi” แต่นั้นเป็นอันเสร็จสิ้น

ทุกการเริ่มบทเรียนเรื่องใหม่ เขาจะใช้เวลา10นาทีในการอธิบายว่าสิ่งนั้นคืออะไร เช่น พีทาโกรัส คือ สามเหลี่ยมมุมฉากที่ตรงข้ามกับ..อะไรสักอย่าง ฉันจำมันแทบไม่ได้แล้ว จากนั้นเขาก็จะวาดรูปให้เราดู จากนั้นจะเขียนสูตรตัวใหญ่ ๆ บนกระดาน ไม่เคยบังคับให้เราจดตาม จะจดก็จด จะไม่ก็แล้วแต่ จากนั้นก็จบ
ใช่ จบแค่นั้นจริง ๆ กับคาบเรียนแรกของพวกเรา เวลาที่เหลืออีกเกือบ30นาที เขาจะให้เรานั่งเล่น โดยที่จะทำอะไรก็ได้แค่ห้ามเสียงดังจนเกินควร
 โต๊ะของครูผู้สอนจะติดกับนักเรียนที่นั่งแถวหน้า ซึ่งจะตรงกับโต๊ะของฉันและเพื่อนสนิท เขามักจะนั่งลงและชวนคุยเรื่องต่าง ๆ

“I saw you post some drama on Facebook. What happens with your heart?”

[ผมเห็นเธอโพสข้อความเศร้า ๆ บนเฟสบุ๊ค เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?]

“It just me..I mean I just miss him a lot”
[มันเป็นที่ฉันเอง...ฉันหมายถึงฉันแค่คิดถึงเขามากน่ะ]

‘เขา’ ที่ฉันพูดถึงคือรุ่นพีที่ฉันแอบชอบ เขาเรียนอยู่มัธยมปลายแล้ว และใช่ เราสามารถพูดเรื่องนี้กับเขาได้ 
ความจริง…ไม่ว่าเรื่องอะไรก็พูดได้ทั้งนั้นแหละ

ปัญหาที่บ้าน เพื่อน หรือแอบชอบใครสักคน เขาจะรับฟังคุณและคอยให้คำแนะนำกับคุณเสมอ

[ต่อไปนี้บทสนทนาจะถูกเขียนเป็นไทยทั้งหมด แต่ความจริงเป็นภาษาอังกฤษนะคะ]

“ผมว่าเธอเลิกชอบเขาเถอะ ไม่เห็นเขาดีกับเธอตรงไหนเลย มีแต่เธอที่พยามทำทุกอย่างเพื่อเขา” ชูบูบอกฉันแบบนั้น ฉันส่ายหน้าตอบเขา

“มันไม่ง่ายเลย ฉันชอบเขามาก”

“ผมเข้าใจ ผมก็เคยชอบคนอื่นเหมือนกันสมัยผมยังเรียนอยู่ แต่รู้มั้ยว่ารักแท้ของผมคือใคร”

“ใครเหรอ?”

“คณิตศาสตร์ไง”

“ขอร้องเลย” ฉันกรอกตา เขาขำเมื่อเห็นท่าทีนั้น

หลังจากนั้นบทสนทนาของเราก็เงียบลง และจะพูดก็ต่อเมื่อนึกเรื่องที่จะคุยกันออก และเขาก็จะออกไปเมื่อเวลาของคาบนั้นหมดลง

พอวันต่อ ๆ มา เขาจะเริ่มให้เราทำโจทย์ ซึ่งเขาจะสอนเราแบบช้ามาก สอนทีละขั้นตอน และทุกครั้งที่เรามีข้อสงสัยและยกมือขึ้นถาม เขาจะกล่าวชมว่าขอบคุณที่ถามนะ ทุกครั้งก่อนจะอธิบายอย่างละเอียดและช้าลง พยายามหาตัวอย่างให้คุณเข้าใจจนกว่าคุณจะร้องว่า “อ๋อ” เขาจะไม่หยุดพยายาม 

พวกเราเคยกลัวว่าเขาจะหงุดหงิดและรำคาญ บางครั้งเวลาที่เขาถามว่า “มีใครสงสัยอะไรมั้ย” เราจะทำเพียงมองหน้ากันแล้วส่ายหน้า แต่นั่นไม่อาจหลุดรอดสายตาของเขาได้

“นี่ ทุกคนฟังนะ ถ้ามีอะไรสงสัยขอให้ถามได้เลย ไม่ว่าพวกเธอจะถามอีกกี่ร้อยครั้ง พันครั้ง ผมจะยิ่งยินดีและไม่มีวันรำคาญแน่นอน ผมรักยามที่ได้อธิบายหลักคณิตศาสตร์ ผมถึงได้มาเป็นครู และหน้าที่ของผมคือต้องทำให้พวกเธอเข้าใจ เพราะงั้นอย่ากังวลเลย”

หลังจากนั้นพวกเราก็ถามเขาเสมอเวลาไม่เข้าใจ เขาจะสอนช้า ๆ และอธิบายไปเรื่อย ๆ และโจทย์ที่เขาให้เราทำนั้นก็ทั่วไป ให้เราทำอย่างไม่เร่งรีบ ได้เท่าไหนเอาเท่านั้น ถ้ามีปัญหาแค่ยกมือเรียก เขาจะเดินไปหา เรียกได้ว่าวันหนึ่งเราทำโจทย์มากสุดแค่6-7ข้อ เท่านั้น

บางวันแค่โจทย์ข้อเดียวเขาก็อธิบายจนหมดชั่วโมง แต่ผลที่ได้คือพวกเราเข้าใจจนถึงแก่นแท้ และเมื่อเวลาสอบมาถึง คนเกลียดคณิตศาสตร์เข้าเส้นเลือดอย่างฉันได้คะแนนเต็ม20คะแนนเสมอ

เวลาว่างฉันชอบวาดรูปตัวการ์ตูนเป็นรูปรุ่นพี่ที่ฉันชอบ เวลาเขาเห็นเขาจะพูดว่า “อีกแล้วเหรอ” ไม่ก็ “เธอวาดรูปสวยนะ แต่วาดอย่างอื่นจะสวยกว่านี้” อะไรทำนองนั้น

เขามักจะบอกให้ฉันเลิกชอบผู้ชายคนนี้สักที เพราะเขาสังเกตได้ว่าช่วงหลังฉันมีอาการเหม่อลอย และเศร้าสร้อยมากขึ้น คุยเล่นน้อยลง ดังนั้นเขาจึงพูดทุกครั้งที่มีโอกาสเลยว่า 

“เธอหาคนที่ดีกว่านี้ได้น่า หาคนใหม่เถอะ”

ในวันหนึ่ง โรงเรียนมีการจัดงานวันวิชาการ โดยมีซุ้มหยึ่งนำเอาท่อนไม่ไผ่มาให้เพ้นท์เป็นลายได้ตามใจ เสร็จแล้วก็เอาไปไว้ตั้งบนโต๊ะเพื่อใส่ดินสอสีได้ ฉันกับเพื่อนจึงไปนั่งเพ้นท์กัน แต่ก็นะ ฝีมือของพวกเราไม่ได้ดีมาก ภาพที่ออกมาจึงดูประหลาด แต่เราก็เอามากลับมาตั้งบนโต๊ะเรียน ซึ่งตั้งไว้เฉย ๆ โดยไม่ใส่ดินสอหรือปากกาหรอก เขาเข้ามาเห็นแล้วชมว่า สวยดีนะ ไปซื้อมาจากไหน? 

ฉันกับเพื่อนมองหน้ากัน ทำสายตาประมาณว่า จริงเหรอ? นี่สวยแล้ว? เขาจึงยืนยันว่ามันสวยจริง ๆ 
พอบอกว่าฉันกับเพื่อนทำเอง เขาดูตกใจไปเลย

“มันไม่ได้สวยเลยนะ” ฉันบอก

“ถ้างั้น ผมขอได้มั้ย?”

“หา?”

ฉันกับเพื่อนสนิทร้องออกมาพร้อมกัน 

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ฉันส่งของฉันให้ เพื่อนฉันก็เช่นกัน เขาดูดีใจและรับไปด้วยรอยยิ้ม

ในวันวาเลนไทน์ ฉันเอาดอกกุหลาบพลาสติกโง่ ๆ ดอกหนึ่งมานั่งมอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าฉันไม่ควรเอามันไปให้คนที่ฉันชอบหรอก เขาสังเกตเห็นได้ ก่อนจะเดินมาบอกว่าถ้าอยากให้ก็แค่ให้ไป 

ฉันจึงยื่นให้เขา แล้วบอกว่า สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ

เขาดูแปลกใจ แต่เขาก็บอกฉันว่่า 

“ผมจะรับความกล้าของคุณไว้ วันไหนถ้าอยากได้คืนเพื่อเอาไปให้เขา ให้มาบอกผมนะ”

“ไม่มีวันนั้นหรอก” ฉันตอบ

หลายวันผ่านไป ในคาบว่างที่อาจารย์เกิดไม่ว่างกะทันหัน ด้วยความเบื่อหน่ายพวกผู้ชายในห้องเอากระดาษสมุดที่ตกอยู่ตามพื้นมาขยำเป็นก้อน แล้วเอาเทปกาวมัดซ้ำไปซ้ำมาจนกลายเป็นลูกกลม ๆ ขนาดพอดีมือ แล้วขว้างใส่กัน พวกเขาเล่นกันจริงจังมากเลยล่ะ โดยจะแบ่งเป็นสองทีม แล้วมีบอลกระดาษอยู่ลูกเดียว จากนั้นให้ปาไปเรื่อย ถ้าปาไปที่คนแล้วคนนั้นหาอะไรมาป้องกันได้โดยไม่โดนตัว หรือหลบได้ ก็จะอยู่ในเกมนั้นต่อไป ทำอย่างนี้ไปจนกว่าแต่ละทีมจะเหลือคนสุดท้าย

มีวันหนึ่งระหว่างรออาจารย์เข้าสอน พวกเขาก็เอามันขึ้นมาเล่นรอเวลา โดยไม่ได้มองว่าเขาเข้ามาในห้องแล้ว วันนั้นพวกเราคิดว่าเขาต้องตำหนิแน่นอน

แต่ไม่เลย เขาแค่เดินมานั่งลง แล้วถามฉันว่่านั่นมันคือเกมอะไรน่ะ?

ฉันจึงอธิบายให้เขาฟัง หลังจากฟังจบเขาก็ลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่บอลกระดาษลูกนั้นลอยมาทางเขา เขาใช้มือใหญ่ ๆ คู่นั้นรับมันไว้ 

พวกเราเงียบลง เขาก้มมองบอลกระดาษในมือ จากนั้นปาไปใส่นักเรียนชายที่เป็นคนปามา

“นายโดน นายแพ้แล้ว!” เขาพูดพร้อมยิ้ม เสียงหัวเราะดังไปทั่วห้อง กลายเป็นว่าคาบนั้นพวกเราทุกคนเล่นสงครามบอลกระดาษกันโดยมีเขาเล่นด้วยจนหมดคาบ

แต่ใช่ว่านั่นจะก่อให้เกิดผลร้ายอะไร แต่กลับทำให้พวกเราตั้งใจเรียนกันมากกว่าเดิม เมื่อเขาเดินมาบอกว่า วันศุกร์นี้เขาจะพาพวกเราไปเล่นเกมนี้กันที่โรงยิม ไม่ต้องเล่นกันในห้องแคบ ๆ อีกต่อไปแล้ว แต่ใีข้อแม้ว่าเราต้องเรียนบทนี้ให้จบและทำโจทย์ให้ครบเสียก่อน

เชื่อเถอะว่าช่วงนั้นห้องเงียบเพราะทุกคนตั้งใจจะเรียนให้จบบทนั้นจริง ๆ 

และความตั้งใจก็สัมฤิทธิ์ผลเมื่อเราเรียนจบบทนั้นในเย็นวันพฤหัส

วันศุกร์ที่แสนสนุกสนานของพวกเรามาถึง  ทั้งห้องเดินแถวกันมาที่โรงยิม และทันทีที่มาถึง เขาก็ทวนกติกาอีกครั้งแล้วเราก็เริ่มเล่นกันอย่างสนุกสนาน พอจบคาบ ได้เวลาที่เราต้องไปเรียนคาบต่อไป เมื่อเดินถึงห้อง อาจารย์อีกวิชาก็รออยู่แล้ว เขาถามพวกเราด้วยสีหน้าแปลกใจ

“พวกเธอไปเรียนวิชาอะไรกันมา พละเหรอ? ปกติเป็นวิชาคณิตศาสตร์ไม่ใช่หรือไง?”

“เปล่าค่ะ” ฉันตอบ “วันนี้เราเรียนคณิตศาสตร์ แต่เราคำนวณเรื่องความเร็วในการขว้างลูกบอลน่ะ”

พวกเราแอบหัวเราะกันเบา ๆ 

ช่างเป็นคาบคณิตศาสตร์ที่สนุกจริง ๆ 

แต่เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาก็ได้เวลาที่เราต้องจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม และในวันสอบวันสุดท้าย พวกเราขอให้เขาเข้ามาในห้อง

“พวกเธอจะทำอะไรเหรอ?” ชูบูถามอย่างสงสัยเมื่อเราเลื่อนเก้าอี้ให้เขานั่ง และเห็นเรานั่งพับเพียบลงบนพื้น

“คุณเป็นอาจารย์ที่พวกเรารักมาก และสัญญาว่าเราจะไม่ลืมคุณ” ฉันที่รับหน้าที่เป็นตัวแทนในการกล่าวความรู้สึกพูด พยายามเก็บความเศร้าไว้ในใจ “คุณสอนพวกเราในหลายอย่าง ถึงแม้ว่าเราจะไม่ฟังบ้าง แต่คุณก็พยายามเสมอ ขอบคุณจริง ๆ” ฉันหยิบพวงดอกมะลิที่ซ่อนไว้มาถือ เมื่อพูดจบแล้วฉันก้มตัวลง

“กราบ”

สิ้นเสียงนัั้นพวกเราก้มกราบพร้อมกัน

“โอ้พระเจ้า!” เขาดูตกใจ ยกสองมือขึ้นป้องริมฝีปาก หลังจากรับพวงมะลิจากมือฉัน เขาก็บอกพวกเราว่า

“ในประเทศของผมเราจะไม่กราบไหว้ครูแบบพวกคุณ เราจะกราบเฉพาะสิ่งที่เราเคารพรักมาก ๆ และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมถูกก้มกราบจากนักเรียน ซึ่งผมซึ้งใจมากจริง ๆ ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ให้เกียรติผมขนาดนี้ เราจะเป็นอาจารย์และศิษย์กันเสมอ ในอนาคตไม่ว่าคุณจะเจอกับปัญหาแบบไหน คณิตศาสตร์หรือหัวใจ ผมก็ยังอยู่ตรงนี้ เป็นครูที่คุณจะมาปรึกษาได้เสมอนะ” 

หลายเดือนผ่านไป

ฉันกับเพื่อนสนิทกลับไปเยี่ยมที่นั้นหลังจากจบออกมาตอนมัธยมต้น เข้าไปในห้องพักครูที่รู้ว่าเขาจะนั่งอยู่เพื่อไปเซอร์ไพร์ส

“สบายดีไหม?” เขาถาม

“ไม่ดีเท่าตอนเรียนกับคุณเลย” ฉันตอบ

เขายักไหล่ “นั่นมันก็แน่นอน”

พวกเราหัวเราะทันที จากนั้นเขาก็เงียบ แล้วเรียกชื่อของพวกเราทั้งคู่

“รู้ไหม ว่่าผมยังเก็บมันเอาไว้นะ”

“เก็บอะไรคะ?” เพื่อนฉันถาม

“นี่ไง” จากนั้นเขาก็ชี้ไปบนโต๊ะ และเมื่อเรามองตาม รอยยิ้มกว้างก็เกิดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

กระบอกไม้ไผ่ที่เราให้เขา เขายังเก็บมันเอาไว้ วางมันไว้บนโต๊ะทำงาน เอาปากกาและสีมาใส่ และ อีกสิ่งหนึ่งที่มีความหมายเหลือเกิน

ดอกกุหลาบพลาสติกดอกนั้นไงล่ะ

“ผมเก็บมันเอาไว้อย่างดีเลย ทุกครั้งที่มองก็คิดถึงพวกเธอ คิดถึงเกมที่เราเล่นกัน ไม่มีใครเหมือนพวกเธออีกแล้วล่ะรู้ไหม” เขายิ้ม “มันมีความหมายมากสำหรับผมนะ”

สาบานเลยว่าฉันกับเพื่อนเกือบร้องไห้ออกมาแล้ว

“จริงสิ ผมเพิ่งกลับไปอินเดียมาเมื่อเดือนก่อน ได้คุกกี้มาเพียบ ลองชิมดูไหม?” เขาหยิบกล่องพลาสติกใต้โต๊ะออกมา แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่พลาดแน่

เราหยิบมาคนละชิ้นพร้อมกัดเข้าไปเต็มคำ คาดหวังกลิ่นเนยหอมกรุ่นและรสละมุนของคุกกี้

แต่ลืมไปว่านี่มันคุกกี้จากอินเดีย้ลยน่ะสิ

“โอ้ย เผ็ดๆๆๆ คุุกกี้อะไรเผ็ดเนี่ย” ฉันร้องออกมาไม่เป็นภาษา เขาหัวเราะเพราะน่าจะรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้

“อร่อยออก” ชูบูกล่าว

“ไม่!” ฉันและเพื่อนประสานเสียง และมันก็จบลงด้วยเสียงหัวเราะอีกครั้ง


ทุกวันนี้เขายังเป็นคนเดิมนะ เชื่อมั้ย ในวันที่เราเรียนจบมัธยมหก โรงเรียนจะให้เราใส่ชุดครุยถ่ายรูป ในวันนั้นฉันและเพื่อนเดินขึ้นไปบนห้องเรียนที่เขาสอนทั้งชุดครุยเลย

พอเปิดประตูเข้าไป เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วบอกว่า “ยินดีด้วยนะ”

ฉันรีบส่ายหน้า “อย่าเพิ่งรีบสิ แต่คุณสอนต่อได้เลยนะ”

เขาทำหน้าสงสัย

“เพราะวันนี้ฉันและเพื่อน จะมาขอเรียนคณิตศาสตร์ด้วย” เราเดินไปหลังห้องและนั่งลงบนเก้าอี้ที่ว่าง เขามองมาด้วยสายตาที่หลากหลาย ก่อนจะสอนต่อด้วยน้ำเสียงกังวานที่เราคิดถึงกันจับใจ

ในตอนที่คาบนั้นจบลง เราเดินไปหน้าห้อง และสวมกอดเขาครู่หนึ่ง “คุณเป็นอาจารย์คณิตศาสตร์คนโปรดของพวกเรานะ”

“พวกเธอก็เป็นนักเรียนที่ผมคิดถึงสุด ๆ เช่นกัน”

และหลังจากวันนั้นเราก็ยังไม่ได้เจอกันอีก ในอีกปีต่อมาเขาก็แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งที่อินเดีย และกลับมาสอนตามปกติ ตอนนี้ก็ผ่านมาครบสามปีแล้วที่เราไม่ได้เจอเขาเลย

แต่เราเชื่อว่าถ้ากลับไป เราก็ยังเห็นเขาอยู่ตรงนั้น 

บนโต๊ะที่มีกระบอกไม้ไผ่ใส่ดินสอสีลายประหลาด พร้อมดอกกุหลาบพลาสติกดอกนั้นเสมอ :)



















SHARE
Written in this book
What ‘They’ taught me
Writer
moonaway
Writer
Hello ~ , I'm Magic if you want we can talk together! | you can contact me anytime | nice to meet you ! (:

Comments

Gorgeoussky
1 month ago
น่าอิจฉา เจอครูที่ดี :)
Reply
Releter
1 month ago
เป็นครูที่ดีมากเลยค่ะ อ่านล่ะฟิลกู้ดจัง
Reply