มิติคู่ขนาน
มิติคู่ขนานคืออะไร?

ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์อะไรทำนองนั้น ผมคงไม่สามารถอธิบายเรื่องราวยากๆได้ แต่ผมพอจะอธิบายเรื่องนี้แบบบ้านๆ ในแบบที่ผมพอเข้าใจให้ฟังได้

มิติคู่ขนานหรือโลกคู่ขนาน คือโลกในอีกมิติหนึ่ง ในสมมติฐานที่ว่า มิติมีมากมายเป็นอนันต์ เกิดขึ้นและดับสูญไปอยู่ตลอดเวลา และในมิติเหล่านั้นมีตัวเราอาศัยอยู่ ตัวเราในตอนนี้ก็อยู่ในมิติหนึ่ง และยังมีตัวเราอีกนับไม่ถ้วนอยู่ในมิติเหล่านั้น อยู่คู่ขนานกัน ดำเนินไปบนเส้นเวลาเดียวกัน โดยที่ตัวเราเหล่านั้นอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิง โดยในบางมิติอาจจะเหมือนกับตัวเราในมิตินี้แทบทุกอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา หรืออาจรวมไปถึงนิสัยใจคอ แต่ในบางมิติอาจจะต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น อาจจะเป็นคนละเพศ หรือ อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชี่ส์กันเลยก็เป็นได้ แต่ว่านั้นยังคงเป็นตัวเราอยู่ (หวังว่าจะไม่งงนะ) 
นั้นคือนิยามความหมายคร่าวๆของเรื่องมิติคู่ขนาน แต่มันยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมไม่ได้กล่าวถึง ทั้งเรื่องการตัดสินใจที่ต่างกันและส่งผลกระทบต่อจักรวาลที่ต่างกัน หรือแม้แต่เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ผมไม่แม้แต่จะตระหนักถึงด้วยซ้ำ
แต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะผมไม่ได้จะมาอธิบายเรื่องของมิติคู่ขนาน สิ่งที่ผมต้องการจะทำคือตั้งและตอบคำถามว่ามิติคู่ขนานมีจริงหรือไม่?

(สำหรับใครที่ต้องการที่จะอ่านเรื่องราวของมิติคู่ขนาน ทฤษฎี หรือนิยามอย่างละเอียด สามารถหาอ่านได้จากบทความทางอินเตอร์เน็ตหรือหนังสือที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ขออภัยสำหรับความไม่สะดวก)
มิติคู่ขนานมีจริงไหม?

มันมีทฤษฎีที่รองรับแนวคิดนี้อยู่มากมาย ยอมรับตรงๆเลยว่าผมไม่ได้อ่านมาทั้งหมด อันที่จริงผมไม่ได้สนใจทฤษฎีเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เพราะคำนิยามของตัวทฤษฎีเองก็ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเพียงพออยู่แล้ว ทฤษฎีเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ทฤษฎีเหล่านี้เป็นได้แค่เพียงความรู้ชั่วคราวหรือความหรรษาชั่วครู่เท่านั้นเอง ไม่นานเดี๋ยวมันก็จะถูกลบเลือนไปด้วยทฤษฎีที่ใหม่กว่าและน่าเชื่อถือกว่า
แล้วผมจะเอาอะไรมาตอบคำถามที่ว่าล่ะ? ในเมื่อไม่มีทฤษฎีไหนที่น่าเชื่อถือพอ เราก็แค่ต้องใช้วิธีที่ชาญฉลาดที่สุดในการตอบคำถาม คือการตอบโดยการถาม แล้วคำถามไหนที่ควรใช้ต่อจากนี้ล่ะ?

คงต้องเป็นคำถามที่ว่า หากเรารู้แล้วมันดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม อันที่จริงนั้นคือคำถามที่สำคัญกว่าด้วยซ้ำ

หากเรารู้ว่ามิติคู่ขนานมีอยู่จริง มันจะส่งผลอะไรกับชีวิตเราบ้าง คงยากที่จะเจาะจงว่าจะเกิดผลอะไร แต่ที่แน่ๆมันจะเกิดผลอย่างมหาศาล แล้วมันจะดีขึ้นรึเปล่า? หรือจะทำให้มันแย่ลงกว่าเดิม ไม่มีใครตอบได้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ชาญฉลาดที่สุดหรือศาสดาที่ทรงอำนาจมากที่สุดก็ไม่มีทางตอบได้

เราทำได้แค่คาดการณ์ มันอาจจะทำให้เราได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากการได้คำตอบเหล่านั้น หรืออาจจะไม่เลยก็ได้ เราไม่มีทางรู้ได้เลย จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง แต่หากเวลานั้นสายเกินไปแล้วล่ะ? ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ควรรู้ล่ะ? แน่นอนว่ามันขัดกับแนวคิดของวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้ถูกไปเสียหมด บางครั้ง(หลายครั้ง)ที่วิทยาศาสตร์ก็ผิด อย่างแรกคือเราต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า เราไม่อาจบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดไม่ได้ถูกบันทึก (เพราะบางครั้ง ผู้ทดลองเองก็ไม่ได้มีชีวิตรอดมาบอกเราว่าเขาทำพลาดอะไร) 
เพราะเรื่องบางเรื่องมันมีเหตุผลของมัน และ เราควรที่จะต้องรู้ทั้งเหตุ และผลของมันก่อน ไม่เช่นนั้นมันอาจจะสายเกินแก้

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ
อันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ เพราะธรรมชาติได้บอกเราไว้ตั้งแต่แรก แม่เหล็กขั้วเดียวกันไม่สามารถอยู่ติดกันได้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรเอามาติดกัน มันก็ง่ายแค่นี้แหละ หากจักรวาลแยกมิติออกจากกันจริง ก็เท่ากับว่าเราไม่ควรไปรวมมันเข้าด้วยกัน ถ้าธรรมชาติแยกมันออกจากกัน มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องไปก้าวก่าย เพราะจากที่เห็น สิ่งที่ตัดสินใจโดยมนุษย์ ไม่เห็นว่ามันจะดีกว่าตรงไหนเลย ธรรมชาติยืดเราไว้กับพื้น แต่เราอยากจะบิน เราก็ทำได้ แต่ผลกระทบของมันล่ะคืออะไร? เราไม่รู้ ไม่จริงหรอก เรารู้ แต่เราไม่สน เราออกไปนอกโลกได้ เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แล้วผลกระทบของมันล่ะ? พวกเขาไม่ได้บอก แต่ถึงบอกเชื่อเถอะว่าเราก็ไม่สนอยู่ดี
เรื่องนี้ (อันที่จริงมันก็ทุกเรื่องนั้นแหละ) มันล้วนมองได้หลายแง่มุมเสมอ ทั้งดีและร้าย แต่น่าเศร้าที่หลายครั้งเราเอาแต่มองในด้านที่ดี ส่วนเรื่องร้ายๆก็แค่เขี่ยมันเข้าไว้ใต้พรม ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ไม่สนต่างหาก มันแย่ยิ่งกว่าไม่รู้เสียอีก

ความอยากรู้อยากเห็นไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป

แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจเลย แต่ในมุมมองของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่จำเป็น ความอยากรู้อยากเห็นช่วยพัฒนาความรู้ของมนุษย์ได้มากมาย อีกทั้งยังเป็นภัยอันตรายอันใหญ่หลวงเช่นกัน เพราะบางอย่างอยู่ของมันดีๆ เราก็เป็นคนไปเอามันมา ตัวอย่างง่ายๆก็เชื้อโคโรน่า มันอยู่ของมันดีๆใครล่ะที่ไปเอามันมา มนุษย์ไง อีกโรคที่ส่งผลกระทบมหาศาลกับมนุษย์อย่างเอดส์ ก็เช่นกัน มันอยู่ของมันอยู่ดีๆในป่าลึก มนุษย์ก็ยังอุตส่าห์ไปเสาะหามาจนได้ จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผลกระทบมันเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วถ้าจะอ้างถึงความเสียสละทางวิทยาศาสตร์ ก็ไปบอกกับคนที่เขาสูญเสียเถอะ พวกเขาคงเข้าใจดี
สรุปแล้วมิติคู่ขนานมีจริงหรือไม่

สรุปง่ายๆเลยคือมันไม่สำคัญ แน่นอนว่านี้คือสิ่งที่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างถึงที่สุด เราไม่ควรปฏิเสธความรู้ใด ข้อนั้นผมเห็นด้วย แต่เราก็ควรที่จะลำดับความสำคัญให้ได้ว่าสิ่งใดสำคัญกว่า เพราะหลายครั้งแล้ว ที่วิทยาศาสตร์พาเราไปไกลจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ เราควรต้องรู้ก่อนว่าสิ่งใดที่สำคัญกับเราจริงๆ ไม่ใช่หยิบฉวยความรู้ฝอยๆมามากมาย โดยที่ความรู้ที่สำคัญที่สุดยังตอบไม่ได้ อย่างนั้นต่อให้รู้จักจักรวาลให้ตายยังไงก็ไม่มีความหมาย


รู้อะไร ไม่เท่ารู้ใจตัวเอง
SHARE
Writer
Pallas
Walrus
You say goodbye👋 I say hello👋

Comments