คุณสเปนเซอร์
เมื่อ6ปีก่อน ชายหนุ่มชาวอังกฤษนาม ‘สเปนเซอร์’ วัยยี่สิบกว่า ได้เดินทางมายังประเทศไทย และกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ เขาจึงมาสมัครเป็น‘ครู’ ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง

ในวันที่เขาเริ่มสอนวันแรก ไม่รู้เลยว่าเขาตื่นเต้นหรือเปล่า กังวลบ้างไหม เขาแค่เดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยรอยยิ้มและความมั่นใจเต็มเปี่ยม

“Hi, my name is Spencer” เขายิ้ม
[สวัสดีครับ,ผมชื่อสเปนเซอร์]

สเปนเซอร์เป็นชายร่างสูงที่ตัวค่อนข้างผอม ผิวขาวราวน้ำนมและมีดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำทะเล เส้นผมสั้นหยักศกสีทองเหมือนแสงตะวัน และไม่รู้ว่าฉันคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขามีประกายสีขาววิบวับอยู่รอบตัวของเขาด้วย เพราะหากคุณมองไปที่เขา คุณจะรู้สึกว่าเช้าที่มืดหม่นสว่างสดใสขึ้นมาทันตา 

เปล่า เขาไม่ได้หล่อเหลาขนาดนั้นหรอก เขาแค่ดูเป็นคนที่มีพลังงานสดใสอยู่รอบตัวเท่านั้นเอง

“I come from England, and I will be your English teacher for the whole year”
[ผมมาจากประเทศอังกฤษ และจะมาเป็นครูสอนวิชาภาษาอังกฤษของพวกเธอตลอดปีการศึกษานี้]

สิ้นคำนั้นเสียงปรบมือตามมารยาทจากนักเรียนกว่า20ชีวิตถูกมอบให้เขา บางทีเขาอาจจะได้รับการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ถ้าหากว่าเขาไม่ได้มาในเข้าตรู่ของวันจันทร์น่ะนะ 

“Okay, you guys know my name already. So, it’s my turn to know all of you”
[โอเค, พวกเธอรู้ชื่อผมแล้ว งั้นต่อจากนี้ตาผมได้ทำความรู้จักกับพวกเธอแล้วล่ะ”

เขาหยิบกระดาษเอสี่ยับ ๆ พร้อมกับปากกาออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะเริ่มถามชื่อเล่นของนักเรียนแต่ละคน พวกเราคิดว่าเขาจะให้เราแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษที่ประกอบด้วยชื่อจริง ชื่อเล่นและนามสกุล ตามสเต็ปเดิมของครูอังกฤษหน้าใหม่ แต่มันกลับไม่ใช่แค่นั้น เขาเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน และย่อตัวลงมาเพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน 

“Alright, what is your name?”
[เอาล่ะ, เธอชื่ออะไร?]

“My surname is Napat and my last name is—”
[ฉันชื่อจริงว่าณภัทรค่ะ และนามสกุลของฉันคือ—”

“Woa..you don’t have to do that, just your nickname is enough”
[โว้…เธอไม่จำเป็นต้องบอกขนาดนั้นหรอก แค่ชื่อเล่นก็พอแล้วล่ะ]

“Ahh my name is Magic”
[อ่า ฉันชื่อเมจิกค่ะ]

“Wow, Magic. You have a very wonderful name i really love that”
[ว้าว, เมจิกงั้นเหรอ เธอมีชื่อที่ยอดเยี่ยมมาก ผมรักเลยล่ะ]

เขายิ้มกว้างเพื่อเสริมให้รู้ว่าเขารู้สึกอย่างที่เขาพูดจริง ๆ หลังจากที่เขาก้มลงจดยุกยิกลงบนกระดาษแผ่นเดิมแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามฉันอีกครั้ง

“What did you like?”
[เธอชอบอะไรเหรอ?]

“I like Sherlock holmes” 
[ฉันชอบเชอร์ล็อก โฮมส์]

ในตอนนั้นฉันชื่นชอบเรื่องราวของคุณนักสืบคนนี้มาก เรียกได้ว่าความไฝ่ฝันสูงสุดในตอนนั้นคือการได้ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์เขอร์ล็อคที่อังกฤษเลยล่ะ 

“Great,I know him too, and i also love Sherlock”
[เยี่ยมเลย ผมก็รู้จักเขานะ แล้วผมก็ชอบเขาเหมือนกัน”

หลังจากนั้นเขาก็เดินไปรอบห้องพร้อมถามคำถามเดียวกันไปจนจบคาบเรียนแรก พวกเราไม่ได้ใส่ใจเพราะเวลามีครูมาใหม่มันก็มักจะเป็นแบบนี้นั่นแหละ

[จากนี้ขออนุญาตเขียนบทสนทนาเป็นไทยทั้งหมด แต่ในความจริงคำพูดเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษนะคะ]

แต่ความคิดของพวกเราก็เปลี่ยนไปเมื่อถึงตอนเช้าวันอังคาร

วันนี้คาบภาษาอังกฤษของเราอยู่ภาคบ่าย อากาศร้อนอบอ้าวข้างนอกถูกกลบฝังด้วบแอร์เย็น ๆ ในห้องเรียน แต่นั่นทำให้พวกเราง่วงจนตาแทบปิด แต่เมื่อเขาเดินเข้ามา ฉันในฐานะหัวหน้าห้องจึงจำเป็นต้องกล่าวให้เพื่อนลุกขึ้นเพื่อทำความเคารพ

เรื่องแปลกอีกเรื่องคือเขาบอกพวกเราว่าไม่จำเป็นหรอก ไม่เป็นไร พวกเราได้แต่มองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครต้องลุกในวันนั้น

เนื้อหาของเราจะถูกเริ่มด้วยเรื่อง Tense ใช่แล้ว Grammar แสนสนุกยังไงล่ะ [ฉันประชดน่ะ] เขายืนยิ้มอยู่หน้าห้อง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เพื่อนคนแรกแล้วเรียกชื่อเล่นของเพื่อนคนนั้น

พระเจ้า เขาจำได้ด้วย!

และไม่ใช่แค่เพื่อนคนนั้น เขาสามารถจำชื่อเล่นของพวกเราทุกคนได้แล้วภายในวันเดียว

คำถามบนกระดานขนาดใหญ่ที่ปกติจะมีแต่เนื้อหาถูกเขียนไว้จนเต็ม ตอนนี้กลับถูกลบออกจนหมดแล้วมีเพียงโครงสร้างของ present simple ถูกเขียนไว้

‘S + Verb + Object’

ถึงฉันจะบอกเขาว่าเราเรียนผ่านไปนานแล้วก็เถอะ แต่เขายืนยันว่าเขาจะสอนเรื่องนี้กับเราใหม่ตั้งแต่ต้น รวมถึงใช้เวลาแค่Tense ละ1วันเท่านั้น

ก็ตามใจเขานั่นแหละ

“ลิลลี่”

เมื่อเขาเรียกชื่อเล่นของเพื่อนคนแรก เธอคนนี้น่ะเป็นสาวลูกครึ่งฮาวายที่ค่อนข้างเงียบ ทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นมาเขาก็ยิงคำถามใส่เธอทันที

“เอาล่ะ เธอต้องตอบผมเป็น present simple tense นะ แต่มันก็คือตอบอะไรก็ได้นั่นแหละ ง่ายมากเลยใช่มั้ย อืม…งั้นคำถามสำหรับเธอคือ เธอใช้ปากกาอะไรในการวาดรูปล่ะ?”

“ฉันใช้ดินสอในการร่างภาพ จากนั้นใช้ปากกาหัวเล็กสีดำในการตัดเส้นค่ะ”

“ว้าว นั่นมันเยี่ยมมาก ขอบคุณนะลิลลี่” 

จนมาเพื่อนคนที่สอง คนนี้เป็นคนไทยแต่มีเชื้อสายจีน เธอชื่อหยง

“หยง คุณชอบสั่งอะไรในเคเอฟซีหรอ?”

เอาล่ะ นี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคำถามพวกนั้นก็ไม่ใช่คำถามส่ง ๆ 

เพราะทุกคนรู้ว่าลิลลี่ชอบวาดภาพแค่ไหน และเช่นเดียวกับที่เพื่อนทุกคนรู้ว่าหยงชอบกินเคเอฟซียิ่งกว่าอะไร

“ฉันสั่งปีกและน่องไก่ทอด ต้องกรอบด้วยนะ พร้อมกับเฟรนช์ฟรายแล้วก็น้ำอัดลม”

“ฟังคำตอบของเธอแล้วผมหิวเลยนะเนี่ย เอาล่ะ คนต่อไป”

ฉันนั่นเอง

“เมจิก คำถามสำหรับเธอคือ…ช่วยบอกชื่อตัวละครในเชอร์ล็อก โฮมส์ให้ผมสัก7คนได้มั้ยครับ?”

เขายิ้มให้ หยิบปากกามาร์คเกอร์ขึ้นมาถือแล้วเดินไปที่กระดาน 

“เชอร์ล็อก, จอห์น เอช วัตสัน เอ่อ…คุณนายฮัดสัน…” ระหว่างที่ฉันพูด เขาจะจดรายชื่อเหล่านั้นลงไปบนกระดานทีละคน “ไอรีน แอดเลอร์, ไมครอฟ โฮล์ม แล้วก็เจมส์ มอริอาตี้…” เอาล่ะ มันมักจะยากตรงคนสุดท้ายนี่แหละ ให้ตายสิ ฉันลืมชื่อใครอีกนะ

เขายังคงยิ้มอยู่ และทำสีหน้าลุ้นระทึกตามไปด้วยว่าฉันจะนึกออกมั้ย ใช้เวลาอยู่เกือบสิบวินาทีฉันก็ยังนึกชื่อคนสุดท้ายไม่ออก แต่แทนที่เขาจะโมโหหรือหัวเราะเยาะฉัน เขากลับทำเพียงหันมาให้กำลังใจฉันและพูดว่า
 “เฮ้ ผมรู้ว่าเธอทำได้เมจิก” 

และสุดท้ายฉันก็ตอบไป “สารวัตรเลสเตรด”

“ยอดเยี่ยม ผมรู้อยู่แล้วแหละว่าเธอทำได้แน่ เอาล่ะ คนต่อไป” 

แน่นอนว่าสเปนเซอร์ถามคำถามทุกคนด้วยสิ่งที่คนคนนั้นชอบอย่างแท้จริง ทุกคนจึงกระตือรือร้นที่จะตอบคำถามของเขา และคาบเรียนของเราเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ

ในวันต่อ ๆ มา เขาก็เปลี่ยน Tense ไปเรื่อย ๆ ถึงแม้บางวันมันจะเป็นโครงสร้างที่ยากขึ้น ทุกคนก็ยังเต็มใจที่จะตอบ เขาไม่เคยดุเวลาที่เราตอบผิด เขาเพียงแต่จะรอให้เราพูดจนจบ กล่าวชมเราว่าเราทำได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน ขอบคุณเราที่ตอบคำถามอย่างตั้งใจ แล้วจึงอธิบายว่าเราผิดตรงไหนอย่างสุภาพอ่อนโยน ก่อนจะให้เราลองพูดมันอีกครั้ง

เชื่อไหมว่าหลังจากนั้นพวกเราทุกคนสามารถจดจำโครงสร้างของ Tense ทั้งหมดได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือน และเป็นการจดจำที่มีความสุขเหลือเกิน 

นอกจากเขาจะเป็นคุณครูในคาบธรรมดาของเราแล้ว เขายังสอนพิเศษพวกเราตอนเย็นอีกด้วย มันเป็นการเรียนที่ไม่บังคับ ดังนั้นในแต่ละวันเราจะเหลือคนเรียนไม่เท่ากัน บางวันก็อยู่กันครบ บางวันก็เหลือแค่ห้า สี่ สาม สอง บางวันก็มีคนเรียนแค่คนเดียว

แต่ไม่ว่าจะมีคนเรียนกี่คน เขาก็สอนอย่างเต็มที่เสมอ ราวกับเขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย

เขาเคยบ่นกับพวกเราว่าทำไมชีทเรียนของพวกเธอที่โรงเรียนแจกให้ถึงได้บาง แถมตัวหนังสือก็ไม่ชัด ภาพก็มืดขนาดนี้ อ่านกันรู้เรื่องหรือไง พวกเราก็แค่ยักไหล่แล้วบอกเขาว่า พวกเราชินแล้ว

ในเช้าวันต่อมาเขาก็เข้ามาพร้อมกับชีทเรียนที่เขาปรินท์มาเอง โดยซื้อกระดาษเองและใช้เครื่องพิมพ์ส่วนตัวของเขาเองทั้งหมด กระดาษพวกนั้นเป็นเอสี่ชั้นดีที่แค่คุณใช้มือลูบก็จะรู้สึกถึงความแตกต่างชัดเจนว่าที่ผ่านมาชีทเรียนของคุณห่วยแค่ไหน ทุกหน้ากระดาษเป็นพิมพ์สีสดใสชัดเจนจนแปลกตา

ทั้งหมดนี่เขาทำด้วยตัวเขาเอง

ชายคนนี้มีเรื่องให้เราประหลาดใจได้ทุกวัน บางวันเขาเดินถือถุงขนมถุงใหญ่เข้ามาในห้องทั้งที่ปกติห้ามกันหนักหนาว่าห้ามกินขนมบนอาคารเรียนนะ อย่างนั้นอย่างนี้ พร้อมทั้งบอกว่าถ้าเราตอบคำถามของเขา เขาก็จะให้เราเป็นรางวัล และขอร้องเลยนะ คำถามของเขาบางทีเป็นแค่คำถามง่าย ๆ เช่น คุณสบายดีไหม? ราวกับว่าเขาแค่อยากหาข้ออ้างเพื่อให้ขนมแก่เราเฉย ๆ อย่างนั้นแหละ

วันนึงเขาให้เราเล่นเกม เป็นเกมผจญภัยในเมืองซอมบี้ที่เขาทำขึ้นมาจากโปรแกรม Power point ซึ่งไม่รู้ว่าเขาทำให้แอปนำเสนองานน่าเบื่อนี่กลายเป็นเกมได้ไง แต่มันสนุกมาก

เขาจะให้เราตอบคำถามตามบทเรียนที่เขาคิดขึ้น จากนั้นถ้าเราตอบถูก เราจึงจะได้เลือกเส้นทาง เหมือนกับการทำเควสในเกมผจญภัย และต้องมาลุ้นว่าสิ่งที่เราเลือกนั้นถูกไหม ได้คะแนนเท่าไหร่ และรอดตายหรือเปล่า และกลายเป็นว่าหลังจากนั้นทุกคาบในวันศุกร์ จะกลายเป็นคาบเรียนที่เรียนด้วยเกมที่เขานำมาสอน โดยที่พวกเราได้ทั้งความรู้ และได้สนุกกัน

เขาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา

ฉันเคยเกลียดวิชานี้มาก แต่ฉันกลับพูดมันคล่องและสามารถอ่านภาษาอังกฤษออกในเวลาต่อมา ภาษาของฉันค่อย ๆ ดีขึ้นจากการพูดคุยกับเขาในแต่ละวัน เพราะเขามักจะชวนเราคุยเรื่องต่าง ๆ เสมอ และมักเป็นเรื่องที่เราชอบทั้งสิ้น 

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา อย่างที่เขาบอก เขาจะมาเป็นคุณครูของเราตลอดปีการศึกษานี้

และแค่ปีการศึกษานี้จริงๆ

ในคาบเรียนพิเศษของเย็นวันสุดท้ายก่อนการสอบปลายภาค ห้องของฉันเป็นห้องสุดท้ายที่ได้เรียนกับเขา แต่วันนั้นมีนักเรียนเหลือเพียงสามคน นั่นคือฉัน หยง และเพื่อนสนิทอีกคนของฉันชื่อกัน

เขาให้เราเลือกว่าเราอยากจะทำอะไร

และเราสามคนเลือกที่จะเล่นเกมซอมบี้ของเขา เกมที่เขาให้เราเล่นตอนอาทิตย์แรก ๆ เขาดูแปลกใจเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ก้มหน้าลง เผยรอยยิ้มออกมาครู่หนึ่งแล้วเริ่มเกมนั้นให้เราได้เล่นกัน

เราเล่นสนุกกันเหมือนไม่เคยเล่นกันมาก่อนทั้งที่เรารู้หมดแล้วว่าต้องเลือกอะไร เขาเองก็ยังคงลุ้นไปกับเราเหมือนครั้งแรก เขาตะโกนพร้อมกับเรา หัวเราะไปกับเราจนจบเกม 

แล้วเวลาก็หมดลง

แสงสีส้มในเวลาห้าโมงครึ่งฉายเข้ามาผ่านหน้าต่างทำให้บรรยากาศดูเศร้าจับใจ เขาเดินมาข้างหลังของพวกเราแล้วเราก็ได้ถ่ายรูปร่วมกัน ภาพของพวกเราสามคนที่นั่งอยู่ และเขายืนอยู่ด้านหลังพร้อมรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มเดิมเหมือนกับวันแรกไม่ผิดเพี้ยน จากนั้นเราก็เก็บของลงกระเป๋า จากนั้นเดินออกไปหน้าห้องเรียน เมื่อเพื่อนคนสุดท้ายเป็นคนล็อคห้องแล้ว กลับยังไม่มีใครขยับไปไหน

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้แสงสว่างจะกระจ่างไปทั่วฟ้า แต่ไม่นานนักเพราะตอนนั้นมีพายุเข้า ในเวลาต่อมานภาผืนกว้างก็แปรเปลี่ยนเป็นความมืดครึ้ม ยิ่งทำให้ความโศกเศร้าที่ถูกกดลึกเอาไว้ค่อย ๆ แผ่กระจายออกมา

“ผมดีใจมากที่ได้มาเป็นครูของพวกเธอ แต่ตอนนี้ผมต้องกลับบ้านแล้วนะ พวกคุณเองก็ควรกลับบ้านเหมือนกัน” รอยยิ้มของเขายังคงสว่างไสวเหมือนดั่งเคย พวกเราพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้แล้วส่งยิ้มกลับไป 

“Good luck and.. Goodbye” เขากล่าวแล้วเดินจากไป พวกเราตะโกนว่าลาก่อนตามหลังเขา เขาหันมายิ้มให้กับอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้าย

ยิ้มเก่งเหลือเกิน จะมีใครยิ้มเก่งได้เท่าเขาอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้

เขายกมือโบกลากับพวกเรา 
และครั้งนี้เขากลับไปแล้วจริง ๆ 

ฉัน หยง และกันแยกย้ายกันกลับบ้านในเวลาต่อมา และวันสอบปลายภาคก็มาถึง พวกเรานั่งสอบแล้วได้คะแนนดีกันแทบทุกคนเพราะสิ่งที่เขาสอน เพราะทุกบทเรียนกลายเป็นความทรงจำที่ไม่ใช่แค่การท่องจำ ถ้าข้อสอบถามเรื่อง present simple เราก็จะจำได้ถึงตอนที่เขาถามเราเรื่องสิ่งที่เราชอบ และเมื่อเห็นข้อสอบที่ถามเรื่องที่ยากกว่านั้น ภาพความทรงจำจากเกมและช่วงเวลาดี ๆ ก็จะลอยเข้ามาและเราก็ตอบคำถามเหล่่านั้นได้

และเรายังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้จนถึงวันนี้

บทความนี้จึงถูกเขียนขึ้นมาเพราะความคิดถึงจากก้นบึ้งของหัวใจ ความจริงวันพรุ่งนี้ฉันมีสอบภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัย และฉันเครียดกับมันมากจนนอนไม่หลับถึงแม้ว่าพรุ่งนี้ฉันจะมีสอบตอนแปดโมงเช้า และตอนนี้จะเป็นเวลาตี4 สี่สิบเก้านาทีแล้วก็ตาม

ทุกอย่างเปลี่ยนไป และเขายังเป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันอยู่ดี ฉันคิดถึงเขาเพราะถ้าตอนนี้คนสอนเป็นเขา ฉันคงนอนไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับข้อสอบว่าเขาจะเล่นอะไรมากกว่าเครียดว่าจะทำได้ไหมมากกว่า ฉันคิดถึงเสียงหัวเราะและความสนุกสนานในวันเหล่่านั้น

ตอนนี้มันก็ผ่านมา6 ปีแล้ว แต่ทุกอย่างมันยังคงแจ่มชัด เขายังเป็นหนึ่งในคนที่ฉันและเพื่อนพูดถึงเสมอเมื่อเรานัดมาเจอกัน ยังเป็นข้อดีที่เรายกขึ้นมาพูดเมื่อมีคนถามถึงครูที่เรารัก เป็นต้นแบบของรอยยิ้มและความอบอุ่นที่เราจะจดจำ

‘He is a nice guy’ ไบรอัน อาจารย์สอนวิชาสังคมของเราพูดตอนที่เราถามเขาเกี่ยวกับสเปนเซอร์ และพวกเราเห็นพ้องต้องกันเป็นเสียงเดียว

ใช่ เขาเป็นชายที่แสนดีจริงๆ

และอีกโอกาสพิเศษในวันนี้ก็คือ

ในที่สุดฉันก็หาเฟสบุ๊คของเขาเจอยังไงล่ะ

ตอนนี้เขายังไม่ตอบรับฉัน แต่ถ้าเขาตอบแล้ว ฉันจะรีบบอกว่าฉันคือนักเรียนคนนั้น ไม่ว่าเขาจะจำฉันได้หรือไม่นั่นไม่สำคัญ แต่ฉันจะบอกให้เขาได้รับรู้ว่าฉันเป็นฉันในวันนี้ได้ก็เพราะเขาคือส่วนหนึ่งในความทรงจำดี ๆ เหล่านั้น 

นับเป็นความโชคดีของฉันเหลือเกิน

สำหรับทุกคนที่มาอ่าน ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง คุณจะพบเจอกับสเปนเซอร์ของคุณ เจอคนที่พร้อมจะมอบรอยยิ้มให้แก่คุณในวันที่คุณอ่อนแรง คนที่จะเข้าใจและปลอบโยนคุณเมื่อคุณสิ้นหวัง คนที่จะเป็นความสดใสของคุณได้เสมอ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของเพื่อน ครอบครัว หรือคนรักก็ตาม

Dear my future me, please be nice to someone like he did to you.

Good luck and good bye :)

—end of story 05:04 at the morning—



SHARE
Written in this book
What ‘They’ taught me
Writer
moonaway
Writer
Hello ~ , I'm Magic if you want we can talk together! | you can contact me anytime | nice to meet you ! (:

Comments