36Question / Cookies & Alfredo
     บทความนี้ฉันเขียนให้กับคน ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนคนสำคัญของฉัน เพื่อบันทึกและจดจำความทรงจำนี้ของเราเอาไว้ไม่ให้เลือนรางไปตามกาลเวลา


      ในค่ำคืนนั้น รถคันใหญ่คันหนึ่งขับไปตามทางที่คุ้นเคย แสงไฟจากด้านนอกส่องเข้ามาภายในพลันทำให้ความมืดมิดสว่างวูบวาบทำให้เรามองเห็นใบหน้าของคนข้างกายพื้นที่ไม่ได้กว้างใหญ่มากนักจึงทำให้เข่าของเราชนกัน แต่นั่นไม่ได้ก่อให้เกิดความอึดอัดใด ๆ เรามองหน้ากันสลับกับมองออกไปนอกหน้าต่างเรื่อยเปื่อย

“ใกล้ถึงบ้านมึงยังอะ” ฉันกระซิบถาม

“ใกล้แล้วมึง ซอยข้างหน้า”

รอไม่นานรถคันนั้นก็เข้าจอดในอาคารหลังใหญ่สีเหลือง เราลงจากรถและตรงเข้าตัวบ้านทันทีเพราะความเหนื่อยล้า อ้อใช่ วันนั้นฉันไปนอนบ้านของเพื่อนสนิทฉันเป็นครั้งแรกยังไงล่ะ

คืนนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย เราลงมาต้มมาม่ากินกัน จากนั้นก็ขึ้นไปบนห้องนอน
 เรานั่งลงตรงพื้นห้องที่เป็นหินอ่อนเย็นเยียบ พูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งนึกอะไรไม่ออกก็คว้ามือถือขึ้นมา กดดูนั่นนี่แล้ววางลง จนฉันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ว่า

“มึง เคยได้ยินเรื่องคำถาม36ข้อ ที่จะทำให้คนตกหลุมรักกันปะ?”

“หึ ไม่นะ”

“มันจะทำให้คนสนิทกันมากขึ้นด้วยนะ เรามาลองเล่นกันมั้ย?”

“เออ เอาดิ”

หลักการง่ายๆเพียงแค่สลับกันถาม เราต้องเลือกว่าจะให้ใครถามก่อน จากนั้นพอตอบเสร็จก็สลับกันถามไปจนครบ หลังจากนั้นให้เราจ้องตากันเป็นเวลา 4 นาที

และครั้งนี้ฉันเป็นฝ่ายได้เริ่มก่อน

ตอนนั้นเวลาเวลาเที่ยงคืน เราถามตอบกันโดยไม่ได้ดูเวลา มีเพียง Spy butterfly kiss ขวดสีม่วงที่คั่นกลางระหว่างเรา ฉันยกมันขึ้นจิบเป็นระยะพลางส่งสายตาเหลือบมองเพื่อนที่ตอนนี้ไหลลงไปนอนอยู่กับพื้น
และฉันเองก็ไม่ต่างกัน บางคำตอบช่างแสนสั้น แต่บางอันก็ยืดยาว เราใช้เวลากลั่นเอาคำตอบที่ดีที่สุดและตรงใจที่สุดออกมาให้กันและกัน 

มีคำถามข้อหนึ่งที่ฉันเป็นคนถาม แล้วคำตอบที่ได้รับก็ทำให้ฉันสุขใจ

“มึงเป็นคนพูดเก่ง พูดอะไรก็ไม่น่าเบื่อ นั่งฟังได้ตลอดเลย”

เธอบอกกับฉันแบบนั้น เอาล่ะ ใครมันจะไปกลั้นยิ้มได้

ฉันหวาดกลัวมาตลอดว่าคำพูดของฉันจะมันน่าเบื่อไหม เพราะฉันอยากเป็นนักพูดที่สุด แต่ละวันหมดไปกับการอ่านและทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำมาเล่าให้ใครต่อใครฟัง เพื่อให้เขามีรอยยิ้มและสนุกสนาน แต่บางครั้งความมั่นใจนั้นก็สั่นคลอนเพราะเราไม่เคยได้ยินเสียงตัวเองจากมุมของคนอื่น

แต่ถ้าเธอพูดมาแบบนี้ คน อื่นจะว่าฉันน่าเบื่อฉันก็ไม่สนแล้วล่ะ

นาฬิกายังคงเดินหน้าต่อ และค่ำคืนอันยาวนานยังดำเนินไป จนคำตอบสุดท้ายก็จบลงพร้อมความเงียบ เราจ้องตากันแต่ก็หลุดขำออกมาตลอดแต่ก็พยายามจนสำเร็จจนได้ 

เมื่อมองดูนาฬิกา ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลา…

“ตี4แล้ว!?” ฉันร้องอย่างตกใจ เพราะเราทั้งคู่ยังไม่ได้อาบน้ำเลยสักคน

เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วนอนลงบนเตียง เรานอนคนละเตียงกัน และไม่นานรุ่งเช้าก็มาเยือน เราไม่ได้ตื่นทันที แต่ไม่ได้สายจนเกินไปนัก เมื่อลงมาข้างล่างก็พบข้าวมันไก่และข้าวหมูแดงพร้อมน้ำซุปที่ถูกวางไว้ให้ด้วยฝีมือของพ่อและแม่ของเธอ จากนั้นวันนั้นก็ได้เริ่มต้น

เมื่อวานก่อนจะกลับเข้าบ้าน เราไปเดินเลือกซื้อวัตถุดิบมากมายเพื่อจะทำขนมและอาหารในวันนี้ สิ่งแรกที่เราเริ่มทำคือ Rice crispy treats เป็นขนมเรียบง่ายที่เพียงนำเอามาชเมลโล่วมาละลายกับเนย จากนั้นเอาข้าวพองลงไปคั่วจนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

แน่นอนว่าการดูคนอื่นทำนั้นเรียบง่ายกว่าทำเองเป็นไหนๆ อาจจะเพราะมาชเมลโล่วที่ซื้อมา หรือเนย หรือข้าวพองก็ไม่ทราบ ขนมที่ออกมาดูประหลาดและน่าประหวั่นพรั่นพรึง รสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เสียงหัวเราะดังระงม เราช่วยกันย้ายอุปกรณ์มาจัดเก็บและเริ่มทำขนมอย่างอื่น ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ Cookie นั่นเอง เราทำเป็น Soft cookie เริ่มจากการผสมส่วนต่างๆเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อน เมื่อวางใส่พิมและเอาเข้าเตาอบทุกอย่างก็เป็นที่เรียบร้อย

แต่ระหว่างรอนี่สิ…

“เดี๋ยวทำอะไรให้กิน” พี่สาวของเพื่อนฉันพูดก่อนจะเดินตรงไปหยิบมาชเมลโล่วที่เหลือ พร้อมช็อกโกแลตบาร์ของ heyshey และ graham cracker นำแครกเกอร์วางด้านล่างตามด้วยหักล็อคโกแลตบาร์วางลงไป จากนั้นใส่มาชเมลโล่ว์ประกบด้วยแครกเกอร์อีกชิ้น เห็นแบบนั้นฉันก็ร้องอ๋อในใจ

ขนม Smore (สมอร์) นั่นเอง 

ขนมที่วิธีทำเรียบง่ายแต่อร่อยจนเกินห้ามใจ เป็นขนมที่นิยมกินในการตั้งแคมป์ไฟในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ฉันเคยเห็นขนมชิ้นนี้ในซีรีย์ของต่าวประเทศมากมายและเคยได้ลองกินครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว 

เมื่อนำไปทำให้เราร้อนตัวมาชเมลโล่วก็ละลาย พอเป่านิดหน่อยแล้วเอาเข้าปาก ก็นะ อร่อยสุดๆ ความจริงเราทำแค่นี้ก็ได้นี่ ฮ่า

กินไปสองสามชิ้นก็เริ่มหยุด คิดว่าควรพอก่อนไม่งั้นคงไม่เหลือท้องไว้กินอย่างอื่นแน่ เพราะต่อไปที่เราจะทำระหว่างรอคุกกี้ก็คือ Alfredo 

ปกติเนี่ยเวลาทำ Alfredo จะใช้เส้น Fettuccine (เฟตตูชินี) แต่เราเลือกใช้เส้นแบบ Farfalle (ฟาร์ฟาลเล) ซึ่งเป็นพาสต้าเส้นสั้น มีรูปร่างคล้ายโบว์ผูกผม เริ่มจากการตั้งเตาต้มเส้น หั่นเห็ด ซึ่งฉันรับผิดชอบน้ำซอส ส่วนเพื่อนของฉันหั่นส่วนผสม

“เราซื้อชีสมาน้อยไปมั้ยนะ?”

“ว่างั้น แต่ในตู้เย็นเหมือนจะมีอีกนะ เหลือจากตอนซื้อมาทำอะไรสักอย่าง” เธอเดินไปขุ้ยตู้เย็นแล้วกลับมาพร้อมถุงชีส

“แต่มันคนละประเภทกันนะ เราใช้มอสซาเรลลาชีสได้ด้วยหรอ”

“เอาน่า ใส่ไปเถอะ ชีสเหมือนกันแหละ”

“อ้อ โอเค๊” ฉันเทชีสถุงนั้นลงหม้อ เคี่ยวไปเคี่ยวมาจนมันเริ่มเหนียวและหนืด เธอใส่เห็ด เกลือ และพริกไทยตามลงไป และถึงขั้นตอนของการชิม

เอ่อ…นี่มันอาหารใช่ไหม 

“มึงว่ามันขาดอะไรวะ” เพื่อนถามฉัน

ขาดความอร่อย ฉันตอบในใจ

“กูว่ามันเปรี้ยว ๆ แปลก ๆ”

“ใส่พริกไทยอีกดีมั้ย”

“โอเค”

แต่รสชาติมันก็ยังแย่อยู่ดี…

“กูว่าอร่อยนะ”

“เหรอ” ฉันขำดีไหมเผื่อเพื่อนเล่นมุก

“มา กินเลยเถอะ” 

เพื่อนให้ฉันตักใส่ชามเพื่อนำออกไปกินข้างนอก รวมถึงตะโกนเรียกน้องชายเจ้าตัวมาลองชิม

ฉันขอพักคนนึงแหละ ตักให้อย่างเดียวพอแล้วจ้ะ (ยิ้มแห้ง)

หลังจากกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้วก็ได้เวลากลับ พ่อของเพื่อนอาสาขับรถไปส่งที่หน้าซอยเพื่อให้เราสองคนนั่งรถเข้าเมืองต่อไปด้วยกัน ระหว่างทางเราไม่ได้คุยอะไรมากนักนอกจากกระซิบกันเบา ๆ เป็นบางช่วง กระเป๋าของฉันอัดแน่นไปด้วยขนมที่เพื่อนฉันให้กลับมา ไม่ว่าจะเป็นคิทแคทรสชาติแปลกๆหรือป๊อกกี้คอลเลคชั่นใหม่ ที่เป็นรสซากุระอะไรสักอย่าง พร้อมเจลล้างมือของ Bath and body work ที่พี่สาวของเธอได้มาจากอเมริกาเมื่อปีก่อนด้วย เอาจริง ๆ เหมือนมาเที่ยวมากกว่าเลยนะเนี่ย

หลังจากที่รถถึงที่หมายในเมือง เราลงจากรถและเดินเล่นด้วยกันอีกสักพักก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

ติ้ง! 

ฉันสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงข้อความจากโทรศัพท์คู่ใจ เมื่อเปิดอ่านก็พบว่าข้อความนั้นถูกส่งมาจากคนที่เพิ่งแยกจากกันไปเมื้อสักครู่นี้เอง

‘ Thank you so much for spending time with me and my fam… Thank for making my life even much bette and going crazy with me… you always be my best friend and i will be your backup and support as much as I can- wish you all the best and always be happy Love ya (heart emoji)’

ให้ตายเถอะ

ความรู้สึกที่คบเพื่อนถูกคนมันเป็นแบบนี้เองสินะ

ไม่หนาวยามห่างไกล ยามใกล้ไม่ร้อนรน เป็นสายน้ำแห่งความสบายใจเมื่ออีกฝ่ายต้องการ
เราไม่ได้คุยกันบ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่คุยทุกอย่างมันยังเหมือนเดิม

ยังไงก็ตาม ความทรงจำนี้เป็นความทรงจำที่ผ่านมานานแล้ว แต่มันยังแจ่มชัดในความทรงจำของฉันเสมอ มันจะเพื่อนกี่คนในชีวิตของคุณที่ดีใจจริง ๆ เวลาที่คุณไปบ้านของเขา หรือดีใจที่ได้ใช้เวลาต่าง ๆ ร่วมกัน ในชีวิตนี้ฉันคงจะหาได้ยากแล้วล่ะ

ตอนนี้เราสองคนอยู่กันคนละจังหวัด คนละเมือง คนละมหาวิทยาลัย ใช่ เราเป็นเด็กวิทยาลัยกันแล้ว
แถมไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยนักเพราะเวลาที่ต่างกัน และด้วยภาระหนักอึ้งมากมายที่เราต่างแบกรับ
แต่รู้อะไรมั้ย

ตอนนี้เรากำลังคุยกันอยู่ ตอนที่ฉันพิมพ์ข้อความนี้นี่แหละ

ทุกอย่างเหมือนเดิมเลย มีแค่เราที่โตขึ้น

เราเหมือนเดิม แค่เวลาเราน้อยลง

บทสนทนายังคงเหมือนเดิม เรายังสามารถหัวเราะกับมุกตลกง่าย ๆ และพูดคุยเรื่องไร้สาระกันได้ หรือสามารถเปิดคอลทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องพูดอะไรกัน แต่ก็ไม่อึดอัดใจ 

เธอไม่รู้หรอกนะว่าฉันกำลังพิมพ์อะไร ตอนนี้เธอกำลังพูดเรื่องหัดขี่มอร์เตอร์ไซค์อยู่

เรียบง่ายและสบายใจเสมอ

ฉันน่ะนะยังจำรสชาติของอัลเฟรโดหม้อนั้นได้อยู่เลย ไม่น่าพิสมัยสักนิด

แต่น่าแปลกที่วันนี้ฉันกลับคิดถึงมันเสียอย่างนั้น

ฉันอยากบอกเธอว่า


อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ นะ

หวังว่าเธอจะมีความสุขเสมอ แต่ถ้าวันไหนไม่มี ก็ขอให้รู้ว่ายังมีฉัน

Dear my best friend - I love you so much and you are always my number one 

- you&me with that cookie and alfredo-







SHARE
Written in this book
What ‘They’ taught me
Writer
moonaway
Writer
Hello ~ , I'm Magic if you want we can talk together! | you can contact me anytime | nice to meet you ! (:

Comments