ฝนหลงฤดู






00:00






ความมืดสนิทปกคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่ห้องสี่เหลี่ยมและเสียงฝนตกจากภายนอกอาคารที่พอรู้สึกได้ให้ความรู้สึกสดชื่นต่างไปจากแต่ละคืนที่ผ่านมา


ผมนอนหลับตาฟังเสียงสายฝนที่ตกกระทบลงมาอยู่ราวครึ่งชั่วโมงแต่ไม่มีท่าทีว่าจะเข้าสู่ห้วงนิทราในคืนนี้






"โอเค นอนไม่หลับก็ไม่ต้องนอน"





ผมดันร่างกายตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงนอนก่อนก้าวขาตรงไปยังประตูระเบียง

แสงไฟสลัวจากภายนอกห้องนอนกับสายฝนที่ปรากฎบนม่านสายตาของผมในตอนนี้ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอยู่ไม่น้อย





"อ่า แปลกดีนะครับที่ฤดูร้อนมีฝนตก"

"แต่สำหรับคนชอบฤดูฝนเป็นทุนเดิมอย่างผม"

"จะคิดซะว่าเป็นกำไร"






ผมเอื้อมมือเปิดประตูระเบียงพร้อมกับพาร่างกายที่ถูกจัดแจงด้วยเสื้อโอเวอร์ไซส์สีขาวกับกางเกงนอนขายาวสีเทาออกไปยืนดื่มด่ำบรรยากาศที่คุ้นชินในความชื่นชอบ



จ้องมองหยดฝนที่หลั่งรินลงมานั้นที่ไม่มีท่าทีจะหยุดลงนั่นทำให้ผมรู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย



ผมค่อยๆใช้มือแกะฝาเบียร์กระป๋องที่หยิบติดมือออกมาจากตู้เย็นภายในห้องก่อนกระดกดื่มอย่างไม่รีบร้อน




"รสชาติเบียร์เย็นๆในคืนฝนตกตอนอกหักนี่มัน.."


"หวานเอาเรื่องเหมือนกันนะ"




หลายครั้งผมเลือกที่จะใช้มันเป็นสิ่งบรรเทาความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันที่ทำให้ผมรู้สึกหนักหนา




"รู้ครับว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ค่อยดีต่อร่างกายเท่าไหร่"


"แต่ถ้าดีต่อใจก็จัดว่ามากอยู่"





ถ้าไม่นับภาพสายฝนที่กำลังร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่ขาดสาย

วิวเมืองใหญ่ในตอนกลางคืนที่ถูกเติมแต่งไปด้วยแสงไฟที่ปรากฏตรงหน้าผมในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งภาพวิวที่ตราตรึงใจดีอยู่เหมือนกัน





"วิวแสงไฟเมืองใหญ่นี่แม่งดีสวยเนอะ"


"แต่เงียบเหงาสัส"





คงเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วสินะครับ
ที่ถึงแม้จะดึกดื่นจนข้ามเข้าเช้าวันใหม่
แต่ทว่าท่ามกลางเมืองใหญ่ไม่เคยหลับใหลลงสักครั้ง





"ดึกดื่นขนาดนี้"


"ใครเค้ามาติสท์แตกยืนจิบเบียร์ดูฝนแบบนี้กันวะ"




ผมส่ายหัวพลางแค่นยิ้มให้กับการกระทำบ้าบอของตัวเองก่อนกวาดสายตามองบรรยากาศรอบตัวไปเรื่อยๆอย่างใจเย็น

จากนั้นเริ่มปล่อยให้จุดโฟกัสสายตาหายไปพร้อมกับความรู้สึกในใจที่ถูกปล่อยให้ล่องลอยออกไปกับค่ำคืนคละเคล้าสายฝนพรำ





ไม่รู้ว่าดีหรือแย่ที่ความรู้สึกในค่ำคืนนี้กระจายแยกออกจากกันไปคนละทิศทางอย่างสะเปะสะปะ

กระจัดกระจายเสียจนไม่รู้ว่าจะรู้สึกอะไรก่อนหลังดี ต่างไปจากปกติธรรมดาที่ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ






ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากเริ่มปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่สามารถจัดการความรู้สึกให้เข้าที่เข้าทาง






คุณเคยยืนมองขึ้นไปบนฟ้าตอนกลางคืนแล้วมีความรู้สึกว่าผืนฟ้าทั้งฝืนมันกำลังเคลื่อนหล่นลงมาทับตัวคุณไหมครับ?


ถ้าคุณเคยก็คงจะพอเข้าใจความรู้สึกผมในตอนนี้ได้ไม่มากก็น้อย เพราะมันก็ทำนองนั้น





"เอาไงดีอะทีนี้"


"มันฉิบหายใจขนาดนี้แล้วเหรอวะตัวกู"





ห่าเหวก็ตรงที่ตัดสินใจไม่ได้ว่า

จะวิ่งหนีทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะหลบผืนฟ้าทั้งผืนพ้นไหม

หรือจะแค่ยืนนิ่งๆแล้วปล่อยให้มันหล่นทับลงมาใส่เลยดี





"คล้ายๆกับอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกล่ะมั้งครับ"


"อย่างเวร"




ผมยกเบียร์กระป๋องเดิมขึ้นมากระดกอีกครั้งพลางดึงสติที่กำลังจะออกทะเลไปไกลกว่านี้กลับมาให้อยู่กับตัว



สายตาคมคู่เดิมยังคงโฟกัสไปยังท้องฟ้าที่ประดับประดาไปด้วยเม็ดฝนอยู่ครู่ใหญ่ถึงนึกขึ้นได้ว่าคืนนี้ไม่มีดาวให้มองอย่างทุกครั้ง





"เออ"


"เปียกปอนสัส"






แม้จะมีสายฝนที่ผมประทับใจตรงหน้า

แต่ก็ต้องแลกกับการไม่มีดาวที่ชอบให้มองแม้แต่ดวงเดียว


"นี่สินะไอที่เรียกว่าจังหวะชีวิต"

"ได้อย่างเสียอย่างแบบนี้ตลอด"


แต่จะว่าไป...
คืนที่แหงนมองขึ้นไปบนฟ้าแล้วไม่เจอดาวสักดวง

แม่งคิดถึงดาวเหมือนกันเนอะ











02.30




หลังจากที่พาตัวเองออกไปเสพกลิ่นฝนที่ระเบียงห้องเงียบๆคนเดียวจนพอใจ เวลาก็หมุนผ่านไปจนใกล้จะหมดคืน



มือถือคู่ใจที่ถูกทิ้งไว้บนเตียงนอนอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมาก ถูกผมหยิบขึ้นมาปลดล็อครหัสผ่านอีกครั้ง



ตัวเลขนาฬิกาดิจิตอลโชว์เด่นหราบนหน้าจอมือถือบอกเวลาว่าใกล้จะเข้าตีสาม




"อะไรกัน ยังไม่เช้าอีกเหรอวะคืนนี้"

"หนึ่งคืนนี่มี 48 ชั่วโมงเลยปะวะครับ?"



ความว่างเปล่าจากการแจ้งเตือนที่เคยมีให้ความรู้สึกใจหายกว่าที่คิดไว้




"อือ โลกพังดีครับ"



และในขณะเดียวกันกว่าจะข้ามผ่านไปได้แต่ละคืนก็แสนยากเย็น



"แล้วจะมาฟุ้งซ่านทำเอ็มวีเพลงเศร้าอะไรตอนตีสามไม่ทราบ"


"ผมว่าผมควรไปนอน"





ร่างกายที่อ่อนล้ากว่าปกติถูกเอนลงบนที่นอนนุ่มขนาดคิงไซส์ที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอีกครั้งพร้อมกับเปลือกตาที่ค่อยๆหลับลงท่ามกลางความมืด




แต่ถึงจะเตือนตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านอย่างนั้น
เปลือกตาที่พยายามข่มให้ปิดลงก็ยังไม่สามัคคีกับใจที่ว้าวุ่นจนไม่สงบนิ่งอยู่ดี




"จะเอาไง คุณร่างกายคุณจะเอาไง"


"จะไปต่อหรือพอแค่นี้"


"หมายถึงนอนให้หลับเนี่ย"





อาจจะเป็นเพราะช่วงเวลาชีวิตของผมในตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างโชคร้าย

ที่ผมบอกแบบนั้นเป็นเพราะ
ไอหัวใจเจ้ากรรมน่ะสิครับเพิ่งจะได้รับแผลมาสดๆร้อนๆ





"นี่ล่ะมั้งที่เป็นสาเหตุหลักของใจที่ว้าวุ่นในแต่ละคืน"


"ปวดหนึบที่ใจว่ะ ให้ตาย"





ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความผิดหวังทำให้ใจเจ็บแต่ในขณะเดียวกันก็สอนให้ผมโตขึ้นมาก

และการล้มลงในวันที่สาหัสทำให้ผมกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองพ่ายแพ้
แต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะรับมือและลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมเดินต่อ





ผมอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาอีกรอบก่อนคิดอะไรต่อไปอย่างเรื่อยเปื่อย


ชีวิตก็แบบนี้สินะ บางทีก็โคตรไร้เหตุผลสิ้นดี

จนผมรู้สึกว่าการหาเหตุผลมาซัพพอร์ตกับบางสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงชีวิตมันไม่ได้จำเป็นเสมอไป




มีความสุขก็แค่ยิ้ม
เสียใจก็แค่ร้องไห้
ไม่ไหวก็แค่ล้มลง


และอีกหลายๆความรู้สึกที่ห้ามให้ตายก็ห้ามไม่ได้ก็แค่ปล่อยให้ใจมันรู้สึกไป


จะล้มอีกสักกี่ครั้งก็ปล่อยให้ล้มลงแล้วก็แค่ลุกขึ้นยืนใหม่ให้ได้ด้วยตัวเอง





"นั่นดิ"


"ไม่จำเป็นต้องอวดเก่งตลอดเวลาก็ได้"


"เลิกได้เลิกนะ"


"ไอนิสัยที่ปากบอกไหวแต่ใจพังยับ"





ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะเสียใจ
ไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่จะรู้สึกเหนื่อย
และไม่ใช่ว่าความรู้สึกแย่จะจมอยู่อย่างนี้ไปตลอด


บทเรียนหลายๆอย่างในวันที่ผ่านมา
อาจทำร้ายแต่สอนใจได้ดีเสมอ




อย่างน้อยความล้มเหลวในความสัมพันธ์มันทำให้ได้รู้ตัวว่าเราบกพร่องตรงไหน

อะไรที่ยังน้อยเกินไปหรืออะไรที่มากเกินพอดี


การก้าวเดินไปพร้อมกับใครสักคน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการถนอมหัวใจซึ่งกันและกัน

เพราะถ้าหากว่าด้วยเรื่องความรู้สึก
ทุกครั้งที่เสียไปมันยากที่จะเอาคืนกลับมา
หรือแย่ไปกว่านั้นก็ไม่สามารถเอาคืนได้เลย




ผมคงต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักอะไรทำนองนั้น

แต่ถ้าวัดจากหนึ่งหัวใจที่ใช้รัก
ผมก็รักไม่น้อยหน้าใครล่ะวะ



ความรักทำให้ยิ้ม

ความรักทำให้หัวเราะ

ความรักทำคนร้องไห้

ความรักทำให้ใจคิดถึง


และความรักยังคอยพร่ำสอน


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามความรักจะไม่ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องพยายามอยู่เพียงฝ่ายเดียว

แต่ความรักจะคอยบอกเสมอว่าไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์คนสองคนจะจับมือผ่านมันไปด้วยกัน


ไม่ทิ้งให้ใครคนหนึ่งต้องแย่หรือจมกับมันนาน
ไม่มองข้ามความรู้สึกเล็กๆน้อยๆของกันและไม่ว่าสถานการณ์จะบีบคั้นให้เสียใจ




ตราบใดที่รักหมายความว่ารัก

หนึ่งความรักจะคอยโอบกอด
มือคู่เดิมจะไม่ผลักไส
สองหัวใจจะมั่นคงต่อกันเสมอ





แต่ถ้าถึงท้ายที่สุดแล้วหากความรักต้องพังลง
และหัวใจต้องเจ็บปวด



ความรักจะไม่โทษให้คนใดคนหนึ่งผิด

เพราะทุกครั้งที่จบลงต่างคนต่างแตกสลาย

การจากลาไม่มีใครไม่ปวดใจ


นั่นหมายความว่าสองหัวใจปวดใจไม่ต่างกัน




ปล่อยให้เวลาเยียวยารักษา

และปล่อยให้บทเรียนราคาแพงที่ชื่อว่าความผิดหวังเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าจะไม่พลาดซ้ำตรงที่เดิม





; แม้เจ็บปวดแต่ยังคงสวยงาม




แด่หัวใจที่ไม่ไร้รัก
ขอความสุขที่เกิดจากความรักหลั่งชโลมหัวใจคุณ




To my best love,

You always be my only one.

Hope god bless us

Hope love saves you









Ypoisonous
SHARE
Writer
ypoisonous
Writer
กฎข้อที่ 1 : อย่าหลงรักนักเขียน [ IG : ypxisonous , TW : @ypxisxnous ]

Comments

dailystory
4 months ago
ขอให้สายฝนปลอบโยนคุณคนเก่งนะคะ
Reply
ypoisonous
3 months ago
ขอบคุณนะครับ คุณกำลังใจ
Gumpha
4 months ago
อ่านแล้วนึงถึงเพลงไม่เคยมีดาวในเมืองใหญ่เลยค่ะ #ทุกๆบทความมักจะมีเพลงลอยออกมาเสมอ
Reply
ypoisonous
3 months ago
อ่า เพลงนั้น เพราะดีนะครับ