การผจญภัยไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับทุกคน
เราคงเคยได้ยินคำพูดประมาณว่า



การเดินทางสำคัญกว่าจุดหมาย


ครึ่งหนึ่งของความสนุกของการเดินทาง คือการหลงทาง


จำนวนเพื่อนวัดคุณค่าของการเดินทางได้ดีกว่าระยะทาง

อะไรทำนองนี้

ฟังดูเป็นคำคมที่ไพเราะดี สร้างแรงบันดาลใจได้อีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้สำหรับทุกคน

ผมไม่รู้หรอกว่าคนอื่น(แม้กระทั่งคุณผู้อ่าน)จะคิดเห็นกับแนวคิดหรือคำคมพวกนี้อย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว มันใช้ไม่ได้

ผมไม่เคยมองว่าการหลงทางเป็นเรื่องสนุกหรือน่าตื่นเต้นเลย ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่ากลัวด้วยซ้ำ

ผมมองว่าจุดหมายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด การเดินทางที่ดี คือการเดินทางที่มีประสิทธิภาพ (สำหรับบางคนที่คิดว่ามันน่าเบื่อ ผมบอกเลยว่านั้นคือสิ่งที่สนุกสำหรับผม ส่วนการทำผิดแปลกไปจากแผนต่างหาก คือความน่าเบื่อ)

และสำหรับผม จำนวนของเพื่อนไม่ได้มีค่าไปมากกว่าคุณภาพของเพื่อนเลย (ใช่! ไม่ต้องสงสัยเลย ผมเป็นคนที่มีเพื่อนน้อย)

แต่สำหรับคนอื่น(ซึ่งนั้นอาจจะรวมถึงคุณด้วย) อาจจะมองว่าแนวคิดคำคมเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ดี ฟังดูน่าสนุก แล้วแนวคิดของผมก็เป็นแค่แนวคิดของพวกสันโดษ ชอบเก็บตัว ไม่มีเพื่อน น่าเบื่อ หรืออะไรทำนองนั้น ก็ไม่ผิด ซึ่งผมเองก็ยอมรับข้อกล่าวหาข้างต้นทั้งหมด 
แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยก็ต้องมีสักคน (และนั้นอาจจะเป็นคุณ) ที่มองเหมือนผม อาจจะไม่เหมือน 100% แต่ก็มองว่าแนวคิดเหล่านั้นมันไม่ได้ดีไปทั้งหมด
อันที่จริงผมเชื่อว่ามีมากกว่า 1 คนแน่นอน ที่คิดเห็นต่างจากแนวคิดเหล่านั้น
และยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่าตัวเองเห็นด้วยกับแนวคิดนั้น ทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้เห็นด้วยเลยจริงๆ

ผมเป็นคนคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือจำพวกจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเอง แต่ผมอ่านจบน้อยมาก (แบบอ่านจริงๆ ไม่ใช่รูดๆไปให้มันจบ) ผมอ่านหนังสือจำพวกนี้จบประมาณ 20% ได้ คือถ้ามี 5 เล่มผมอ่านจบประมาณ 1 เล่ม (อย่าถามเลยว่าผมมีหนังสือประเภทนี้เยอะขนาดไหน)
ผมรู้สึกว่าหนังสือพวกนี้มันมีความจำเพาะค่อนข้างมาก ทำให้การซื้อหนังสือในหมวดหมู่นี้ กลายเป็นการเสี่ยงโชคไปในทันที (อันที่จริงมันก็แทบทุกหมวดนั่นแหละ แม้กระทั่ง Best Seller เองก็ตาม แต่หมวดนี้โอกาสที่จะถูกใจจะน้อยเป็นพิเศษ) แต่ข้อดีของมันก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย อย่างที่เปรียบเทียบไว้ว่า มันเหมือนกับการถูกรางวัล การที่เราได้เจอหนังสือที่ถูกใจสักเล่มหนึ่ง มันจะเป็นอะไรที่ดีมากๆ ชื่อหมวดหมู่ก็บอกอยู่แล้ว จิตวิทยาและการพัฒนาตัวเอง ถ้าเราเจอหนังสือที่เข้ากับเรา มันจะช่วยพัฒนาเราได้อย่างดี (มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังสือเล่มนั้นๆและความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละคนด้วย) แต่ก็อย่างที่บอกนั้นแหละ โอกาสพลาดมันเยอะกว่าโอกาสถูกอยู่มาก 

ผมว่าหลายคนเป็น (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) คือซื้อหนังสือมาแล้ว ถ้ามันไม่ถูกใจ ก็ทิ้งมันไว้อย่างนั้นแหละ ไม่อ่านต่อให้เสียเวลา แต่ถ้าใครเป็นคนที่ไม่ถูกใจก็อ่านได้ ไม่ชอบไม่เป็นไร อ่านได้หมด นั้นก็คงเป็นเรื่องที่ดีสำหรับคุณ เพราะคุณจะได้ไม่ต้องมาเจอปัญหาเรื่องความเสียดาย

แน่นอน หากเราจะอ่านหนังสือสักเล่ม เราก็ต้องซื้อ ถ้าถูกใจก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าไม่ คงไม่ผิดที่จะใช้คำว่า เสียเงินฟรี
แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดหรอก เพราะก่อนที่เราจะรู้ว่าเราถูกใจหรือชอบ หนังสือเล่มนั้นหรือไม่นั้น เราต้องอ่านมันเสียก่อน และหลายครั้งนัก กว่าที่เราจะรู้ว่าเราชอบใจหรือไม่ เราก็อ่านมันไปไกลแล้ว บางครั้งก็เกือบจะจบอยู่แล้ว แต่ถ้าครั้งไหนดีหน่อยก็รู้ตั้งแต่หน้าแรกๆจะได้ไหวตัวทัน แต่ถึงยังไง เราก็ต้องเสียเวลาในการอ่านก่อนอยู่ดี เราไม่มีทางรู้ว่าหนังสือเล่มไหนเข้ากับเราได้ จนกว่าเราจะได้อ่านมันจริงๆ ดูแค่หน้าปกกับบทบรรยายไม่ได้หรอก เพราะบางเล่มอาจจะโฆษณามาอย่างดิบดี แต่พอได้อ่านจริงๆกลับไม่ถูกใจเราเสียอย่างนั้น แต่บางเล่มก็ไม่มีอะไรเลย หน้าปกจืดชืด แต่ภายในกลับถูกใจเราสุดๆ (บางเล่มและบางคน)

แต่หลายคน ไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองชอบหนังสือแบบไหน เข้ากับหนังสือแบบไหนได้ พวกเขามักคิดว่าตัวเองจะอ่านอะไรก็ได้ พวกเขา(ซึ่งอาจจะเป็นคุณ) ไม่เคยรู้หรือแม้จะตระหนักเลยว่าตัวเองเป็นคนยังไง พวกเขาจะเป็นคนจำพวกที่ใครว่าดีก็ทำตามเขา เขาว่าหนังสือเล่มนี้ดีก็ซื้อมาอ่าน แล้วก็ทำตามคำแนะนำไปมั่วซั่วโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่ามันเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ 

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือพวกนักศึกษามหาวิทยาลัย คนจำพวกที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร มักจะเรียนอยู่ตามคณะดังๆ พวกเขาส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่า ตัวเองชอบสิ่งนั้นจริงๆรึเปล่า ส่วนใหญ่อาจจะทำเพราะไม่มีทางเลือก บ้างก็อาจจะทำเพื่อชื่อเสียงหน้าตา บ้างก็อาจจะทำเพราะคิดว่ามันเป็นวิชาชีพที่ใช้เลี้ยงตัวได้ แต่ไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตัวเองเข้ากับมันได้รึเปล่า คนจำพวกนี้ส่วนใหญ่จบมามักจะไม่ได้ทำงานตรงกับสายที่เรียน

แต่นั้นก็โทษพวกเขาไม่ได้หรอก

เพราะพวกเราทุกคนต่างเรียนกันมาในระบอบเผด็จการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะที่ไหนของโลก ไม่ว่าจะเจริญขนาดไหน ไม่ว่าการศึกษาจะก้าวหน้ามากเพียงใด แต่สุดท้าย การศึกษาก็ใช้ระบอบเผด็จการเหมือนกันทั้งนั้น

คนทุกคนมีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน แต่ที่เราพบเห็นโดยทั่วไปในการศึกษาทั่วทั้งโลกคือการสอนแบบใด?

การฟังและการอ่าน

ส่วนใหญ่ทั้งโลกก็มีวิธีการเรียนการสอนอยู่สองแบบใหญ่ๆ คือการอ่านและการฟัง จริงอยู่ที่อาจจะมีการเรียนการสอนในรูปแบบอื่นปะปนอยู่บ้าง แต่ถ้าเทียบกันแล้ว น้อยกว่าจนเห็นได้ชัด (การสอบส่วนใหญ่ก็เป็นการอ่าน) การเรียนรู้แบบอื่นนอกเหนือจากนี้ อาจจะเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับคนคนหนึ่ง(แน่นอน! นั้นอาจจะเป็นคุณ) และการเรียนการสอนแบบนี้ส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าที่คิดและหลายคนไม่เคยได้ตระหนักถึงมันเลย เราคิดว่ามันดีแล้ว สิ่งที่เราทำตามๆกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เพราะมันก็สร้างคนที่มีประสิทธิภาพในการทำงานได้มาโดยตลอด ซึ่งบางครั้ง เราก็อาจจะได้บุคลากรที่ดีจากการศึกษาแบบนี้ 

แต่จริงๆแล้ว เราสามารถทำได้ดีกว่านี้
ผลกระทบของการเรียนการสอนแบบนี้ โดยมันมักจะทำให้เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนที่เรียนรู้โดยวิธีใด อาจจะเป็นการอ่าน การฟัง การเขียน หรือแม้กระทั่งการพูด (การเรียนรู้มีหลายวิธีมาก) แต่ในการเรียนการสอนทั่วๆไปอย่างที่ได้บอกไว้ มักจะเน้นไปที่การฟังและการอ่านเป็นหลัก คนที่ประสบความสำเร็จในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นผู้ที่เรียนรู้โดยการอ่านและการฟัง ผิดจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ที่ว่า คนพวกนี้เก่งกว่าคนอื่น ก็อาจจะใช่และอาจจะไม่ในเวลาเดียวกัน อาจจะมีคนอื่นที่เก่งกว่าพวกเขาอยู่ แต่คนเหล่านั้นไม่ได้รับการสอนอย่างถูกต้อง ไม่ได้ใช่ประสิทธิภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ทำให้พวกเขาอาจจะไม่โดดเด่นในการเรียน แต่อาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน แต่ก็ยังมีคนอีกหลายคนนัก ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเรียนรู้อย่างไร ทำให้มีคนมากมายที่ไม่ได้ใช้ความสามารถของตนได้อย่างเต็มที่ พวกเขาส่วนใหญ่มักจะเป็นพนักงานที่ไร้ชีวิต พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว(หรืออาจจะรู้ แต่คิดว่าตัวเองไม่มีทางเลือก) พวกเขามักจะถูกจูงใจด้วยผลตอบแทน เช่น เงิน สวัสดิการ และ ความมั่นคง เป็นต้น และคนจำพวกนี้จะเป็นคนที่ไม่มีผลงานที่โดดเด่นหรือในบางรายอาจจะทำงานได้ต่ำกว่ามาตรฐานด้วยซ้ำ คนจำพวกนี้มักพบได้ตามบริษัททั่วๆไป (ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะดูถูกอาชีพการงานใดทั้งสิ้น ในที่นี้หมายถึงคนที่ทำงานที่ตัวเองไม่ได้ถนัดหรือไม่ได้รักในวิชาชีพนั้นๆ นั้นอาจจะรวมไปถึงอาชีพที่หลายคนนับหน้าถือตา อย่างเช่น หมอ วิศวกร ผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ ฯลฯ และในทางกลับกัน พนักงานบริษัทบางคนก็อาจจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่านักวิชาการบางคนด้วยซ้ำ)

อย่างที่ได้บอกไป มันไม่ใช่ความผิดของพวกเขา มันเป็นความผิดโดยรวมของพวกเราทั้งหมด มันผิดที่บรรทัดฐาน ที่บอกเราว่าสิ่งไหนดีกว่าสิ่งไหน (ลองไปดูนักศึกษาวิศวะที่ได้แต่ลอยไปลอยมาตามคลาสดูสิ) มันผิดที่ระบบการศึกษาที่มีวิสัยทัศน์คับแคบ มันผิดที่ครอบครัว ที่สั่งสอนและปลูกฝังมาแบบผิดๆ ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า (เป็นข้าราชการสิ เป็นเจ้าคนนายคนสิ บางคนอาจจะทำได้ดีในฐานะของผู้ตามมากกว่าผู้นำก็ได้ ลูกจ้างบางคนอาจจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเจ้าของธุรกิจบางคนด้วยซ้ำ บางคนอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าเจ้านายของตนด้วยซ้ำ) มันผิดที่ตัวเราไม่ได้เข้าใจตัวเองและผู้อื่น 

ผมมองว่า ก่อนที่เราจะหาหนังสือพัฒนาตัวเองดีๆสักเล่ม (หรือจะทำอะไรก็ตาม) เราควรรู้ก่อนว่าตัวเองเป็นใคร ตัวเองเป็นคนแบบไหน ชอบความเสี่ยงหรือชอบความมั่นคง มันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดประการแรก หากเราเข้าใจตัวเองดีแล้ว การเรียนรู้ใหม่ๆก็ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ ดังเช่นคำพูดคำสอนที่เหล่าปราชญ์ในอดีตกล่าวกันมาแต่ช้านาน 
กุญแจของจักรวาลอยู่ในตัวเรา
แต่การที่จะเขาถึงแหล่งความรู้เหล่านี้ก็ค่อนข้างจำกัด จะมีคนสักกี่คนที่ชอบอ่านหนังสือ ในเมื่อแหล่งความรู้เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มีอยู่แต่ในหนังสือทั้งนั้น และจะมีสักกี่คนที่มีโอกาสเข้าถึงสื่อการสอนเหล่านี้ เพราะสำหรับบางคนแล้ว หนังสือเล่มหนึ่ง อาจจะหมายถึงอาหารทั้งอาทิตย์ของเขา คนบางคนแค่โอกาสที่จะเล่าเรียนยังแทบจะไม่มี

อันที่จริงปัญหานี้มีทางแก้ และมันก็ง่ายมากด้วย
วิธีแก้คือเริ่มที่ตัวคุณ(คุณนั้นแหละ) คุณคือบรรทัดฐานต่อไปของสังคม คุณคือปู่ย่าตายายคนต่อไป คุณคือผู้ปลูกต้นกล้าต้นใหม่ สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป อย่าไปยึดติดกับมันมากจนเกินไป แค่จำไว้เป็นบทเรียนก็พอแล้ว กระทรวงศึกษาธิการตอนนี้อาจจะไม่ได้เรื่อง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีทางดีขึ้น เดี๋ยวสักวันพวกเขาก็ต้องจากไป แล้วต่อไปก็เป็นคราวของพวกคุณที่จะทำมันต่อไป คุณทำให้มันดีขึ้นได้ แค่ต้องเริ่มทำ เริ่มถามตัวเองว่าคุณเป็นใคร และอย่าลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด จงฟังคำตอบที่ใจตัวเองบอก ไม่เช่นนั้น คำถามที่ถามไปก็จะเสียเปล่า

พอคุณเปลี่ยนไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวคุณก็จะเปลี่ยนไปตาม แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ลูกหลานของพวกคุณก็อาจจะได้เป็นคนที่มีประสิทธิภาพและความสุขยิ่งขึ้นไป

แต่ถ้าคุณไม่คิดที่จะทำ ไม่เชื่อว่าสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ มันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ถึงแม้โลกทั้งใบจะเปลี่ยนแปลงไป แต่โลกภายในของคุณก็จะยังคงเป็นโลกใบเดิม และคนรุ่นต่อจากคุณก็จะยังต้องใช้ชีวิตในโลกใบนั้นต่อจากคุณ ซึ่งในตอนนั้น มันอาจจะแย่กว่านี้มากแล้วก็ได้

แต่อย่างที่บอกไป อย่าพึ่งไปกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน คุณต้องเริ่มที่ตัวของคุณก่อน หลังจากนั้นทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปเอง

เราควรต้องรู้ก่อนว่า เราชอบที่จะหลงทางหรือไม่ เพราะมิฉะนั้น เราจะเสียเวลาเปล่า

และถ้านี้เป็นบทความเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง ผมก็ควรที่จะบอกคุณได้ว่าควรจะทำอย่างไร ควรจะไปทางไหน แต่ผมว่าทั้งหมดที่เขียนมาคงบอกคุณได้แล้วล่ะ เราไม่มีใครเหมือนกันหรอก เพราะฉะนั้น จะไปทางไหน จะไปยังไง 
คุณต้องหาคำตอบเอง 
คุณต้องหาทางไปเอง 
และที่สำคัญที่สุด 
คุณต้องไปด้วยตัวเอง

เอาล่ะตอนนี้คงจะถึงเวลาที่จะต้องถามตัวเองแล้ว 


คุณชอบการผจญภัยรึเปล่า?


SHARE
Writer
Pallas
Walrus
You say goodbye👋 I say hello👋

Comments