ต๋องต๊อกต๋อยรักตั๊ก บทที่ 2
บทที่ 2 ชายในเสื้อฮาวายกับความหมายของสีสันในกรุงเทพฯ

ในหัวของต๋องกำลังวนเวียนอยู่กับเรื่องของวันนั้นตลอดเวลา วันที่ต๋องได้พบกับตั๊กอีกครั้ง แต่ตั๊กไม่ได้พบกับต๋อง เป็นการพบกันฝ่ายเดียว หลังจากวันนั้นต๋องก็ไปเล่นดนตรีที่ข้างสถานีรถไฟฟ้าทุกวัน เผื่อเขาได้ได้พบตั๊กอีกครั้ง เขาร้องเพลงเบาลงเพื่อเก็บเสียงไว้ตะโกนเรียกตั๊กเมื่อเจอกัน แต่เขาก็ไม่พบตั๊กอีกเลย ต๋องรู้สึกเหมือนกำลังไล่ตามดวงดาว ที่ไม่ว่าจะวิ่งไปไกลขนาดไหนก็ไม่ถึงสักที ต๋องจึงประพันธ์บทเพลงที่ห้าขึ้นมาด้วยความรู้สึกนี้

"หนีห่าง by ต๋อง" วันดีคืนดีเธอหายลับไปจากดวงตาฉันมองไม่เห็นดวงใจเธอนั้นเธอเหมือนดวงดาวที่คอยหนีห่าง

ต๋องในวัย 20 ขวบ รู้สึกว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง ทั้งการงานและความรัก แม้แต่เพื่อนสักคนที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่มี เพราะเปิดหมวกเสร็จก็กลับหอ ชีวิตที่ดีคืออะไร ต๋องคิดในใจ ต๋องกำลังไล่ตามอะไรบางอย่างซึ่งไม่ได้มาเสียที ผู้คนนับพันล้านคนก็อาจกำลังไล่ตามอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้ พอคิดแบบนี้ต๋องก็ค่อยหายเหงาขึ้นมานิดนึง เพราะมีคนนับพันล้านคนเป็นเพื่อน

แม่ของต๋องเคยบอกต๋องว่า ชีวิตเหมือนไข่ดาวที่ทอดโดยไม่ได้ใช้แม่พิมพ์ แต่ละใบมีลักษณะที่ต่างกัน และมีรสชาติที่ต่างกันเล็กน้อยถึงมาก ขึ้นอยู่กับองประกอบทั้งหมด ซึ่งอาจเริ่มตั้งแต่ตัวไก่ สถานที่ที่ออกไข่ ลักษณะของไข่ การเก็บรักษาไข่ หรือแม้แต่ความต่างในการตอกไข่แต่ละครั้ง กระทะที่ใช้ น้ำมันก็มีส่วน ปริมาณความร้อนก็ด้วย ส่วนผสมเครื่องปรุงต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งไข่ดาวนั้นถูกวางบนจานแบบไหน ทั้งหมดล้วนทำให้ไข่ดาวมีความต่างกันในแต่ละฟอง ต๋องก็ได้แต่หวังที่จะสัมผัสความแตกต่างของมนุษย์จากใครซักคน คนนั้นอาจจะเป็นเพื่อน หรือบางทีอาจจะเป็นแฟนก็ได้ สิ่งที่มหัศจรรย์ก็คือ ผู้คนบนโลกมีนับพันล้านแต่พอคิดว่าใครจะมาเป็นแฟนต๋อง ต๋องก็คิดถึงตั๊กเพียงคนเดียว เหมือนคนคนหนึ่งที่ค้นหาไข่ดาวใบเดียวจากพันล้านใบ

ตั๊กเคยบอกกับต๋องว่าตั๊กอยากเป็นดารา ต๋องคิดว่าตั๊กเป็นได้แน่ เพราะต๋องก็มองตั๊กเป็นดาราคนหนึ่ง ตั๊กไม่ใช่คนสวยมาก เด็กที่สนามเด็กเล่นชอบเรียกตั๊กว่า "อีดั้งแหมบ" แต่ถึงตั๊กจะดั้งแหมบแต่ต๋องก็ยังคิดว่าตั๊กสวยที่สุดอยู่ เพราะตั๊กเป็นคนเดียวที่ทำให้ม้ากระดกสีน้ำเงินเคลื่อนไหว และทำให้ผมเข้าใจถึงความสนุกของม้ากระดก แถมตั๊กยังเป็นคนที่สอนให้ต๋องได้รู้จักคำว่าความรัก ตั๊กมักจะพูดเรื่องของตัวเองเป็นร้อย ๆ เรื่อง ซึ่งหลายเรื่องโคตรจะขี้โม้เลย แต่ต๋องไม่เคยเบื่อที่จะนั่งฟังเรื่องราวเหล่านี้เลย เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ต๋องรู้จักตั๊กเป็นอย่างดี แต่ดูเหมือนว่าตั๊กจะไม่รู้จักต๋องเท่าไหร่นัก ต๋องทบทวนเรื่องราวทั้งหมดของตั๊กในหัวของต๋องจนต๋องหลับไป แม้แต่ในฝันต๋องก็ยังทบทวนเรื่องของตั๊กอยู่

วันหนึ่งต๋องเปิดหมวกอยู่ที่ข้างสถานีรถไฟฟ้า จนตอนกลางคือมีชายในเสื้อฮาวายคนหนึ่งสะพายกีตาร์ยืนดูต๋องเป็นชั่วโมง และตอนที่ต๋องเล่นบทเพลง Stay by ต๋อง จบลง ชายคนนั้นก็เดินเข้ามา

"แจมได้ปะ" ชายคนนั้นกล่าว

ต๋องตกใจมาก ต๋องไม่คิดว่าจะมีคนแปลกหน้ามาขอร่วมวงกับเขา ต๋องตื่นเต้นมาก นี่จะเป็นครั้งแรกที่ต๋องจะได้เล่นดนตรีกับมนุษย์ เพราะที่ผ่านมาเขามีโอกาศแค่ร่วมวงดนตรีกับเสียงจั๊กจั่นเท่านั้น

"ได้ครับ" ต๋องตอบไปอย่างประหม่า

"งั้นเล่นเลย เดี๋ยวเราตามเอง" เขาพูดด้วยสำเนียงเรียบเฉย ต๋องเป็นกังวล ไม่มีการซ้อมแล้วเขาจะเล่นตามต๋องได้อย่างไร ต๋องไม่กล้าหันไปคุยกับเขาต๋องจึงเริ่มเล่นเพลง ยิ่งรักยิ่งห่าง by ต๋อง โดยไม่ได้ซักซ้อม

ชายในเสื้อฮาวายค่อย ๆ เล่นเมโลดี้แบบด้นสด สอดประสานไปกับคอร์ดที่ต๋องเล่นมาได้อย่างแนบเนียน พ้นท่อนฮุคที่หนึ่งไป พอเข้าฮุคที่สอง ชายคนนั้นก็ร้องประสานขึ้นมา ไลน์ประสานคู่สามบนบันไดเสียงเมเจอร์ทำงานได้อย่างแนบเนียน นั่นหมายความว่าเพียงฮุคเดียวเขาก็สามารถจำเนื้อเพลงแล้วสร้างไลน์ได้เลย ต๋องคิดในใจว่าชายในเสื้อฮาวายคนนี้เก่งเหลือเกิน คนดูก็เริ่มมากขึ้น เงินที่วางอยู่ในกระเป๋ากีต้าร์ที่เปิดอยู่หน้าพวกเขาก็ค่อยเพิ่มปริมาณมากขึ้น ต๋องสัมผัสได้ทันทีว่าการมีอยู่ของชายคนนี้ช่วยสร้างมูลค่าให้ดนตรีได้มากมาย ชายคนนั้นอยู่จนต๋องเล่นเพลงสุดท้าย

"เพลงสุดท้าย 500 miles ทุกคนเชิญรับฟังได้เลยครับ" ต๋องกล่าวต่อผู้คน ชายในเสื้อฮาวายมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย ทั้งคู่จะบรรเลงเพลงนี้จนจบลงพร้อมกับเสียงตบมือของผู้คนมากมาย ต๋องคิดในใจว่านี่อาจเป็นความรู้สึกของศิลปินหลังเล่นคอนเสิร์ตจบก็ได้ ต๋องขอบคุณชายในเสื้อฮาวายและพยามจะแบ่งเงินมากมายที่ได้มาในวันนี้ให้เขา ชายในเสื้อฮาวายปฏิเสธ

"เราไม่เอา เราแค่มาสนุกเฉย ๆ " ชายผู้นั้นตอบ ต๋องขอบคุณเป็นการใหญ่ เพราะเงินที่ได้มาวันนี้มากพอที่จะจ่ายค่าหอพอดี ชายชุดฮาวัยเอ่ยปากชวนต๋องไปดื่มด้วยกัน ต๋องบอกไปว่าไม่สดวกเพราะไม่มีเงินไปดื่ม ชายในชุดฮาวายจึงบอกว่า

"ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราเลี้ยงเอง" ต๋องประหลาดใจ ต๋องไม่คิดว่าในเมืองสีเทา ๆ จะมีคนที่ใจกว้างอยู่ด้วย ที่จริงแล้วต๋องไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน ด้วยความอยากลองต๋องจึงตอบตกลง

ชายในเสื้อฮาวายขับรถสุดหรูหรา ในรถคันนั้นมีเบาะที่นั่งสบายเสียยิ่งกว่าที่นอนที่อยู่ที่หอของต๋อง มีลมพัดเย็นสบาย ชายในเสื้อฮาวายเปิดเพลง Jazz และขับรถไปจอดที่ที่ต๋องไม่รู้จัก และพาต๋องเดินบนถนนชื่อดัง บนถนนแห่งนั้นต๋องได้ยินเสียงดนตรีตลอดเวลา มีร้านมากมายที่ต๋องไม่เคยเห็น เมื่อมองเข้าไปก็เห็นผู้คนมากมายขยับร่างกายไปตามจังหว่ะ บ้างก็สนทนากัน ชายในเสื้อฮาวายยังคงเดินต่อไปจนไปหยุดอยู่ที่ร้านร้านหนึ่ง เขาเลือกร้านที่สงบ หรูหรา และกว้างใหญ่ไพศาล ร้านนี้เปิดดนตรีช้า ๆ ไม่มีผู้คนลุกมาเต้น ทุกคนในร้านแค่นั่ง ดื่ม และพูดคุย

"ผมชื่อต๋อง คุณชื่ออะไร"

"เราชื่อโต้ง หรือจะเรียกว่าโต้งก็ได้"

ต๋องกับโต้งคุยกันสารพัด คุยกันจนต๋องกับโต้งเริ่มรู้จักกันมากขึ้น ต๋องได้รู้ว่าโต้งเป็นคนรวยมากและรักสนุก พ่อส่งมาเรียนดนตรีและส่งเงินมหาศาลให้โต้งใช้ทุกอาทิตย์ โต้งเป็นคนที่ใช้ชีวิตไปกับอะไรที่อยากทำ อยากดื่มก็ดื่ม อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากเล่นดนตรีกับคนแปลกหน้าก็เล่น โต้งเริ่มดื่มและชักชวนให้ต๋องดื่ม ต๋องก็ลองดู ต๋องคิดในใจว่าแม่พูดถูก เหล้ายาไม่อร่อยหรอก ราคาก็ไม่ใช่น้อย ๆ แต่ต๋องก็ลองเพราะมีคนเลี้ยง ระหว่างที่ทั้งคู่ดื่มกันได้สักพัก โต้งถามคำถามที่คาใจมาหนึ่งคำถาม

"เพลงที่เล่นทุกเพลงเป็นเพลงของต๋อง ทำไมเพลงสุดท้ายถึงร้อง 500 miles ที่ไม่ใช่ของต๋องหล่ะ" ต๋องเงียบสักพักแล้วจึงตอบ

"เพราะว่าเคยเล่นเพลงนี้แล้วเจอตั๊ก หลังจากนั้นก็เลยเล่นเพลงนี้มาตลอด ครั้งแรกที่ยกเพลงนี้มาเล่นเพราะคิดถึงบ้าน แต่หลังจากวันนั้นก็เล่นเพราะคิดถึงตั๊ก"

ชายในเสื้อฮาวายยกแก้วเหล้าในมือขึ้นดื่ม แล้วพูดออกมาว่า

"ไหนลองเล่าเรื่องแม่สาวที่ชื่อว่าตั๊กให้ฟังหน่อย"

ต๋องไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง แต่บรรยากาศร้านในกรุงเทพฯ ก็ช่างชวนให้ระบายความในใจเสียจริง ๆ รู้ตัวอีกทีต๋องก็เล่าเรื่องของตั๊กไปเสียแล้ว หลังจากนั้นทั้งคู่ก็แชร์ประสบการณ์ความรักให้กันและกัน

"แด่นางตัวดี" โต้งยกแก้วขึ้นมา ต๋องยกแก้วขึ้นมาชน แม่ครับต๋องมีเพื่อนแล้วครับ ต๋องและโต้งออกจากร้าน โต้งขับรถหรูไปส่งต๋องที่หอ ต๋องมองออกไปนอกหน้าต่าง มองร้านเหล้าข้างทาง มองผู้คนที่แต่งตัวสวยงาม ฟังดนตรีที่ร้านต่าง ๆ เปิด ต๋องรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่สนุกดี ต๋องพอจะเห็นสีสันที่แท้จริงของกรุงเทพฯ แล้ว ต๋องคิดในใจ

"กรุงเทพฯ จะมีสีสันได้ก็ต่อเมื่อมีเงิน"

SHARE

Comments