พฤติกรรมและวัฒนธรรมด้านการอ่านของชาวจีนยุคใหม่
*หมายเหตุ: คอนเทนต์นี้เคยเผยแพร่ในเพจ อ่านเพื่อลืมเธอ ที่เราร่วมกันก่อตั้งกับเพื่อน แต่ตอนนี้เราไม่ได้เขียนที่นั่นอีกแล้ว เลยอยากเอาคอนเทนต์นี้ที่เราคิดว่าน่าสนใจ มาเผยแพร่อีกครั้งใน Storylog ของตัวเองค่ะ
_____________________________

การที่ฉันได้มีโอกาสไปทำงานที่ Beijing Expo 2019 ที่เมืองเหยียนชิ่ง ใกล้กับกรุงปักกิ่ง นอกจากประสบการณ์ในการทำงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว ฉันยังได้มิตรภาพที่ดีกลับมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้อง ๆ นักศึกษาชาวจีนที่ได้เข้าไปทำงานในงานนี้

หม่า ช่วย (Ma Shuay) หนุ่มนักศึกษาภูมิสถาปัตย์ผู้เป็น LQBTQ (ที่ชอบมาแอบเมาท์กับฉันตามประสาเพื่อนสาวใน WeChat) ผู้ชื่นชอบเรือนไทยของเราและมักจะมานั่งเล่นด้วยบ่อย ๆ เราคุยกันสารพัดเรื่องจนมาถึงเรื่องการอ่าน ช่วยจึงเล่าให้ฟังถึงการอ่านหนังสือของชาวจีน

เขาเล่าว่า แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ชาวจีนก็ยังคงถูกปลูกฝังด้วยคำสอนโบราณที่ว่า "ความรู้เป็นเหมือนแสงส่องทาง" และ "ความรู้สามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้" ทำให้พวกเขาล้วนมีความกระตือรือล้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทั้งจากประสบการณ์และตำราเรียนเพื่ออนาคตที่สดใส

แต่หนังสือในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวนมากค่อนข้างมีราคาแพง ผู้คนจึงนิยมการอ่านในรูปแบบออนไลน์แทน ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร นิยาย การ์ตูน หรือบทความต่าง ๆ เช่นตัวเขาเองที่ใช้เวลาว่างค้นหาข้อมูลด้านภูมิสถาปัตย์จากทั้งสื่อในจีนและสื่อต่างประเทศ ส่วนการอ่านในรูปแบบสิ่งพิมพ์มักจะเป็นตำราเรียนหรือแบบฝึกหัด ซึ่งผู้อ่านก็หนีไม่พ้นนักศึกษาทั้งหลาย ที่มุ่งมั่นอ่านติวเข้มเพื่อสอบแข่งขัน อย่างหนุ่มอีกคนที่ฉันจะพูดถึงต่อไปนี้

หวาง เสวี่ยป๋อ (Wang Xuebo) หนุ่มนักศึกษาคณะบัญชีอีกคนที่เคยเข้ามาเป็นจิตอาสาในเรือนไทยของเรา แม้งานจะจบไปแล้ว แต่ความเป็นเพื่อนพี่น้องก็ยังคงทำให้เราไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันอยู่เสมอ

เสวี่ยป๋อมักเล่าถึงการอ่านหนังสือสอบของเขาและบรรดานักศึกษาจีนคนอื่น ๆ นับตั้งแต่ตื่นในตอนเช้ามืด หิ้วกระติกน้ำร้อนพร้อมหอบหิ้วตำราเรียนเข้าไปจับจองที่นั่งในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย และใช้เวลาหมดไปกับการอ่านหลายชั่วโมง ฉันยังจำได้ถึงภาพกองหนังสือประมาณ 7-8 เล่มที่เขาส่งมาให้ดู พร้อมรูปสมุดบันทึกที่มีการจดเลคเชอร์อย่างละเอียด นั่นคือสิ่งที่เขาต้องอ่านทำความเข้าใจทั้งหมดในเทอมนี้ แต่เสวี่ยป๋อก็มิได้แสดงความท้อถอยแต่ประการใด อิโมติค่อนแสนสดใสกับประโยคที่ว่า "I will try my best" (ผมจะพยายามอย่างเต็มที่) เน้นย้ำความมั่นใจเกินร้อย

หวาง เจ๋อหยาง (Wang Zeyang) หนุ่มร่างผอมสูง ว่าที่นักศึกษาแพทย์ เขาใช้เวลาว่างระหว่างรอเปิดเทอมโดยการมาทำงานเป็นพนักงานประจำเรือนไทยของเรา เมื่อเราถามถึงงานอดิเรก ตาเรียวยาวหลังกรอบแว่นยิ้มตอบพร้อมเล่าให้ฟังว่า เมื่อมีเวลาว่าง เขามักจะอ่านหนังสืออยู่เสมอ โดยเฉพาะงานวรรณกรรมคลาสสิคของจีน เช่น ยอดวรรณคดีทั้งสี่ของจีน (สามก๊ก-ไซอิ๋ว-ซ้องกั๋ง-ความฝันในหอแดง) และหนังสือนวนิยายที่เกี่ยวกับการปฏิวัติชนชั้นและการพัฒนาของสังคม

ผลของการรักการอ่าน ทำให้เขาเป็นคนที่มีความรู้ด้านการใช้ภาษาเป็นอย่างดี เห็นได้จากการที่เจ๋อหยางมักแต่งบทกลอนหรือบทกวีสั้น ๆ โพสลงใน WeChat Moment ประกอบรูปภาพวิวทิวทัศน์ เมื่ออ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความคล้องจองและความสวยงามของภาษาทีเดียว เขาแถมท้ายว่า การอ่านนวนิยายทำให้เขาผ่อนคลายและในขณะเดียวกัน ก็ได้ข้อคิด ความรู้และการใช้ภาษาที่สละสลวยมากขึ้นด้วย

หนุ่มทั้งสามคนล้วนมีสไตล์และความชื่นชอบที่ต่างกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ การเห็นความสำคัญของการอ่าน และแม้ยุคสมัยได้ผ่านล่วงเลย แต่พวกเขายังก้าวทันโลกยุคใหม่โดยไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง
SHARE
Writer
ClairDeLune
The Saddest Moon
ARS LONGA, VITA BREVIS ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้ตอบนะคะ ต้องขอโทษทุกคนที่มาเม้นด้วยค่ะ

Comments