อย่าลืมเล่าสู่กันฟัง - I'm All Ears
ปกติเป็นคนที่เพื่อนน้อย อาจเรียกได้ว่าไม่ค่อยมีคนอยากคบด้วยเท่าไหร่ เพราะมีรสนิยมอะไรต่าง ๆ ในชีวิตที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขาเท่าไหร่ เป็นอินโทรเวิร์ทขั้นสุด ถ้าไม่สนิทก็เงียบใส่จนดูหยิ่ง หน้านิ่งหน้าตายจนน่าตบ ถ้าใครสนิทด้วยจะรู้ว่าบ้าบอมาก
.
แต่มีสิ่งนึงที่ก็ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเหมือนกัน และค่อนข้างขัดแย้งกับเรื่องที่เล่ามาข้างบน คือเป็นคนที่มีคนมาคอยปรึกษาโน่นนี่เยอะมาก ต้องย้ำว่า "เยอะมาก" บางคนโทรมาระบาย บางคนมานั่งข้าง ๆ แล้วร้องไห้ ขอกอด ขอซบไหล่ จับมือ กับเรา ทั้ง ๆ ที่บางคนแทบไม่เคยคุยกันมาก่อน หรือบางทีก็เป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที เคยมีน้องชายคนนึงที่เรารักและสนิทกันเหมือนญาติบอกว่า
.
"ที่ผมรู้สึกนะ...ก็พี่น่ะเป็นคนที่อยากเล่าให้ฟัง...พี่มีพลังอะไรสักอย่าง...ผมรู้สึกได้"
.
ที่เล่ามาไม่ได้จะอวยว่าตัวเองวิเศษวิโศเลิศเลออะไร แต่จากที่ฟังใครมาหลาย ๆ คน มาก ๆ เราได้รับรู้ว่า สิ่งที่หลาย ๆ คนได้เล่ามาเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งสุข ทั้งเศร้า เจ็บปวด ทรมาน โกรธแค้น หดหู่ กลัว หวาดระแวง และอื่น ๆ ซึ่งบางเรื่องเราก็ช็อกและตกใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่ใหญ่และหนักมาก ๆ หลายครั้งที่เรานั่งเงียบเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อฟังพวกเขาเล่าสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ และหลังจากวางหูโทรศัพท์ เราเบาใจลง เมื่อรู้ว่าพวกเขาสบายใจขึ้นและคงจะไม่ทำอะไรร้ายแรงต่อไป
.
มันทำให้เรารู้ว่า "สังคมเราต้องการการรับฟังมาก ๆ " เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ไม่ลงตัว ความต้องการที่ไม่เคยได้รับการเติมเต็ม การโหยหาความรัก และส่วนมากเป็นความ "กลัว" กลัวที่จะมีใครมาทำร้าย กลัวถูกเอาไปนินทา กลัวคนอื่นจะรู้ว่า พวกเขาจะรู้สึกยังไง แล้วเอาเป็นจุดอ่อนเพื่อเอามาทำร้ายพวกเขาได้

มันทำให้เรารู้สึกว่า การที่เราถูกเลือกให้รับฟัง มันช่างเป็นเกียรติของเรามาก ๆ ขอขอบคุณที่คุณวางใจให้เราทำหน้าที่รับฟังคุณ และถ้าเป็นไปได้ เราอยากให้พวกคุณลองหันไปมองคนใกล้ ๆ ตัวของคุณ ว่าวันนี้คุณกับเขาคุยกันมากพอรึยัง สื่อสารกันมากพอที่จะเข้าใจส่วนลึกของกันและกันรึยัง เพราะแม้เราจะช่วยทำหน้าที่เป็นคนคอยรับฟังพวกคุณและเป็นสื่อกลางให้คุณ มันก็ไม่สามารถแทนที่การพูดกันด้วยความจริงใจของพวกคุณเอง
.
เพราะปัญหาหลาย ๆ อย่างมักมาจากการที่คนเราเก็บกดอดกลั้นเอาไว้ภายใต้คำว่า "ไม่เป็นไร" นานวันเข้ามันไม่เคยหายไป แต่มันรอคอยวันระเบิด และผลคือ ไม่เคยมีใครรอดพ้นจากความเจ็บจากแรงปะทะนั้น
.
วันนี้ ถ้าคุณมีอะไรในใจ ขอให้มีความกล้าที่จะพูดมันออกไปตรง ๆ ให้รู้กันไป ดีกว่าที่จะเก็บสะสมเอาไว้ เพราะ "ความจริง" มันก็คือ "ความจริง" ต่อให้เราหลอกตัวเองแค่ไหน ซักวันมันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ดี แต่ขอให้พูดคุยกันด้วยเหตุผล ค่อย ๆทิ้งอารมณ์ไปก่อน ลองเปิดใจรับฟังมุมมองของอีกฝ่ายและลองคิดตามดูบ้าง ว่าถ้าเราเป็นเขา เราจะรู้สึกยังไง
.
เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยหลอกตัวเองมานานและบ่อย จนในวันที่เราเริ่มรู้สึกตัวเองเริ่มไม่ไหว เราก็เจ็บเอง จนเรารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อออกมาจากตรงนั้น แล้วก็รู้เลยว่า การเผชิญหน้ากับความจริงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว การหลอกตัวเองนั่นแหละที่น่ากลัวซะยิ่งกว่า
.
บางคนอาจจะแซะว่า เล่าเรื่องเก่งงง พูดได้แต่ทำยาก น้ำเน่าจัง โลกสวยซะเหลือเกิน อะไรแบบนั้น ก็อาจจะใช่ แต่เราขอบอกว่า เราเคยผ่านจุดที่ดิ่งและดาร์คที่สุดมาแล้ว เราเคยเป็นคนเลว โกรธแค้น โทษทุกอย่าง ด่าทุกอย่าง เหวี่ยงทุกคนมาแล้ว และเราพบว่า มันไม่ได้มีอะไรดีสำหรับเราเลย เราเลยเลือกทางแบบนี้ ความคิดแบบนี้ แล้วรู้สึกว่า ชีวิตมันดีขึ้นมาก เรายังคงรับรู้ว่า โลกนี้ไม่ได้สวยอย่างที่คิด แต่มันก็ไม่ได้ดาร์กไปซะหมด เราเลยเลือกมองแต่ด้านดี ๆ ของอะไรหลาย ๆ อย่าง

สุดท้ายนี้ ก็ยังขอฝากให้ทุกคน "กล้าที่จะพูดออกไป" และ "รับฟังคนใกล้ตัวให้มากขึ้น" เพราะทุกคนก็ย่อมอยากให้คนที่พวกเขารักเข้าใจบ้าง ขอแค่นี้ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ถ้าใครอ่านจนจบ
SHARE
Writer
ClairDeLune
The Saddest Moon
ARS LONGA, VITA BREVIS ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้ตอบนะคะ ต้องขอโทษทุกคนที่มาเม้นด้วยค่ะ

Comments