ขยับมานี่...มี "เรื่องผี" จะเล่าให้ฟัง (1)
*หมายเหตุ: คอนเทนต์นี้เคยเผยแพร่ในเพจ อ่านเพื่อลืมเธอ ที่เราร่วมกันก่อตั้งกับเพื่อน แต่ตอนนี้เราไม่ได้เขียนที่นั่นอีกแล้ว เลยอยากเอาคอนเทนต์นี้ที่เราคิดว่าน่าสนใจ มาเผยแพร่อีกครั้งใน Storylog ของตัวเอง และแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นที่คิดว่าตกหล่นไป โดยคอนเทนต์นี้เน้นไปที่การวิเคราะห์จากมุมมองส่วนตัวและมีการอ้างอิงถึงทฤษฎีทางมานุษยวิทยา สังคมศาสตร์ จิตวิทยา วิทยาศาสตร์เป็นหลัก ดังนั้น หากมีข้อมูลในมุมมองอื่น ๆ ก็อยากให้มาแชร์กันได้ในคอมเมนต์ด้านล่างนะคะ ขอบคุณค่ะ

"ผี" คืออะไรกันแน่? 
หากเราจะลองตั้งคำถามกับคำง่าย ๆ ที่ทุกคนเข้าใจดีอีกครั้ง รับรองว่า ความหมายของคำว่า "ผี" จะไม่เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจอีกต่อไป "ผี" ได้รับการตีความและทำความเข้าใจด้วยศาสตร์หลายแขนง เช่น วิทยาศาสตร์มองว่าผีเป็นพลังงานชนิดหนึ่งและอาจเกิดจากกลไกที่ผิดปกติของสมองของมนุษย์ จึงทำให้เกิดภาพหลอน เห็นในสิ่งที่มนุษย์ปกติไม่เห็นกัน
.
หากมองในแง่ของสังคมศาสตร์ "ผี" อาจหมายถึง กลุ่มคนชายขอบ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่เป็นส่วนน้อยของสังคมและไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมคนอื่น ๆ ในสังคม เช่น ผู้หญิงที่ทำงานขายบริการ คนพิการ เพศที่สาม นักโทษในเรือนจำ ชาวบ้านที่ไม่ได้รับการศึกษา เป็นต้น ซึ่งสภาวะของพวกเขานั้น ถูกสังคมมองว่า "ไร้ตัวตน" และ "เสมือนไม่มีชีวิต" เนื่องจากไม่สามารถตอบสนองต่อกรอบ กฎ ค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคมได้อย่างเต็มที่ เช่น คนพิการมีร่างกายที่ไม่ครบถ้วนทำให้บกพร่องคุณสมบัติในการเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในระบบทุนนิยม เพศที่สามไม่เอื้อให้เกิดการผลิตทายาทรุ่นใหม่ให้แก่สังคมทุนนิยมที่ต้องการแรงงานรุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นเก่า ผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี แพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นักโทษก่อคดีต่าง ๆ สร้างความไม่สงบแก่สังคม (บ่อยครั้งนักโทษก็ไม่ใช่คนที่ทำผิด แต่ถูกใส่ร้ายป้ายสีให้มาเป็แพะรับบาปแทนคนที่ทำผิดจริง ๆ) ชาวบ้านในต่างจังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นแรงงานด้อยฝีมือ ไม่มีความรู้ มีเพียงแรงกาย จึงต้องทำงานเป็นชนชั้นแรงงานอยู่เรื่อยไป พวกเขาจึงเป็นเสมือน "ผี" หรือ "วิญญาณ" ที่ไม่มีใครมองเห็นนั่นเอง (ถูกเพิกเฉย ละเลย มองข้าม) และการที่เรามองเห็นผี ก็เปรียบเสมือนการที่เราได้ไปพบเจอกับเหตุการณ์หรือเรื่องราวของกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งพวกเขาได้ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมจากสังคมและแก้แค้นเอาคืนผู้ที่ได้กระทำไม่ดีต่าง ๆ ต่อพวกเขานั่นเอง
.
ส่วนอีกกรณีที่น่าสนใจมาก ๆ นั่นก็คือ การใช้คำว่า "ผี" ในการควบคุมดูแลสังคม โดยเฉพาะสังคมขนาดเล็กตามชนบท จะเห็นได้ว่า เรื่องผีมากมายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดระเบียบสังคมและใช้กีดกันคนที่ไม่เข้าสังคมหรือต่อต้านผลประโยชน์กับคนส่วนมาก เช่น คนที่โดนกล่าวหาว่า เป็นปอบในภาคอีสาน มักเป็นหญิงชราหรือผู้หญิงที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ไม่มีอำนาจต่อรองกับใคร หรืออาจมีพฤติกรรมที่แปลกไปจากชาวบ้าน แม้ไม่เป็นอันตราย แต่ชาวบ้านก็จะพากันกีดกันเพื่อสร้างความสบายใจให้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน และขับไล่คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปอบให้ออกไปจากหมู่บ้าน คล้ายกับ "การล่าแม่มด" ของยุโรปในยุคกลางนั่นเอง
.
และในส่วนของเรื่องเล่าพื้นบ้านหรือตำนานในท้องถิ่นต่าง ๆ "ผี" ยังถูกใช้เป็นกุสโลบายในการใช้ย้ำเตือนหรือบอกกล่าวลูกหลานเพื่อให้เกรงกลัวต่อภัยอันตรายต่าง ๆ หรือป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เช่น ห้ามออกไปเล่นซ่อนหาเวลากลางคืน เพราะจะถูกผีจับตัวไปลักซ่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นการป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ ไปเจอเข้ากับสัตว์มีพิษที่มักออกหากินในเวลากลางคืนอีกด้วย นอกจากนี้ การเล่าเรื่องผีให้กันฟัง ยังเป็นพื้นที่ว่าง ๆ ของจินตนาการที่ให้ผู้คนได้เติมแต่งสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองอยากให้เกิดขึ้น อยากจะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด อยากจะบอกเล่าความต้องการลึก ๆของตน หรืออื่น ๆ อีกมากมาย ผ่านการเล่าเรื่องผีให้แก่คนอื่น ๆ ได้ฟัง เพราะเรื่องผีหรือเรื่องลึกลับนั้นไม่สามารถหาคำตอบได้ จึงทำให้กลายเป็นการสร้างความสนุกสนาน หรือเป็นการเล่าเพื่อความบันเทิงแก่คนในชุมชนหรือคนในครอบครัวก็ได้
.
ทำไมผีถึงต้องมาหลอกคนด้วย?
ผีที่คอยหลอกหลอนให้เราเห็นอยู่เรื่อย ๆ นั้น ตามหลักการแพทย์แล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่มองเห็นผีนั้นมีอาการทางจิตประสาท หรือ จิตเภท (Schizophrenia) ซึ่งมองเห็นภาพหลอน แต่ถ้าลองมองในด้านการตีความทางวรรณกรรม การเห็นผีและการมาหลอกหลอนของผี (Haunting) คือการแสดงออกว่า บุคคลนั้นรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งแปลกปลอมในร่างกายและจิตใจและทำให้เกิดสภาวะความไม่สบายใจ เนื่องจากมีความกลัวและความกังวลว่า สิ่งแปลกปลอมนั้นจะทำลายความสงบในชีวิตของตนเองและความมั่นคงของสังคมที่อาศัยอยู่หรือไม่
.
ศาสตราจารย์มาซาฮิโระ โมริ (Masahiro Mori) นักหุ่นยนต์วิทยาชาวญี่ปุ่นได้เขียนถึงเรื่อง "สิ่งแปลกปลอมที่คุ้นเคย" (Uncanny) ซึ่งหมายความถึง ความรู้สึกแปลกแยกของสิ่งที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี และทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว หลอน หรือขยะแขยงสิ่งสิ่งนั้นได้ เช่น ความรู้สึกกลัวในหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนมนุษย์มากจนเกินไป พร้อมทั้งพูดได้หรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้เหมือนกับมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่มนุษย์ และความที่มันไม่เหมือนมนุษย์นี่แหละที่ทำให้เราเริ่มกลัวว่า ความเป็นมนุษย์ของเราจะสั่นคลอนจนมีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ เข้ามาอยู่ร่วมกับมนุษย์ และเป็นมนุษย์แทนเราไปในที่สุด หรือความรู้สึกแปลกปลอมต่อสิ่งที่คุ้นเคยนี้อาจเกิดขึ้นได้กับสิ่งที่เป็นส่วนประกอบของสารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกายเรา แต่เราจะรู้สึกหวาดกลัวและขยะแขยงเมื่อมันออกมาอยู่นอกร่างกายของเรา หรืออยู่ผิดที่ผิดทาง เช่น เลือด น้ำหนอง น้ำอสุจิ น้ำมูก น้ำตา เสลด หรือแม้แต่ศพ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะทำให้เราเข้าใจความรู้สึกนี้ เพราะก่อนที่เจ้าของศพจะเสียชีวิต เขาก็เคยเป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ เคลื่อนไหวได้เหมือนเรา และแน่นอนว่า ศพนั้นอาจเป็นคนที่เรารักก็ได้ แต่เมื่อเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว จึงทำให้เรารู้สึกสับสนงุนงง ว่าควรจะรู้สึกกับสิ่งนั้นอย่างไรดี พร้อมทั้งเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและขยะแขยง เพราะร่างกายนั้นเป็นมนุษย์ก็จริง แต่กลับขยับไม่ได้เหมือนเคย แถมสภาพของร่างกายก็ไม่น่าอภิรมย์ เพราะศพจะเริ่มเน่าเปื่อยลงในทุกวินาทีนั่นเอง
.
หรือแม้กระทั่งการแสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริงตามสัญชาตญาณดิบที่อยู่ภายในเบื้องลึกของจิตใจ อันเป็นสิ่งไม่เหมาะควรทุกประการสำหรับสังคมมนุษย์ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อศีลธรรมและค่านิยมที่ปฏิบัติกัน ทำให้เราทุกคนหรือแม้แต่ตัวละครในนิยายเรื่องต่าง ๆ เรียนรู้ที่จะปรุงแต่งตนเองทั้งในแง่ของลักษณะทางกายภาพ (ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย แต่งตัวด้วยสวยงาม) และการปฎิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างมนุษย์ที่ได้รับการขัดเกลามาดีแล้ว เพื่อให้สังคมรอบข้างเกิดความสงบสุขและทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย
.
ดังนั้น จึงมีการกำจัดผีเกิดขึ้น การกำจัดผี (Exorcism) คือกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและค่านิยมที่สังคมยึดถือปฏิบัติ ซึ่งผู้คนพยายามกระทำเพื่อกอบกู้ความสงบให้กลับมาอีกครั้งตามความเชื่อทางศาสนา เช่น เข้าวัดทำบุญ พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อุทิศส่วนกุศล และทำความเข้าใจว่า การมีความต้องการตามสัญชาตญาณนั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมดูแลและจัดการอย่างถูกวิธี
.
ทำไมผีชอบออกมา "เวลากลางคืน"
เนื่องจาก "ผี" และ "ความมืด" นั้นเป็นตัวแทนของความลึกลับ ความตาย ไสยศาสตร์ สิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ดังนั้น สิ่งตรงกันข้ามที่ถูกสร้างมาเพื่อเป็นของแก้ทางกัน นั่นก็คือ "แสงสว่าง" ใช่แล้วค่ะ แสงสว่าง เป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา ความหวัง ศีลธรรม ศาสนา วิทยาศาสตร์ ความเจริญก้าวหน้า ดังนั้น แน่นอนว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม จึงไม่แปลกที่เราจะคุ้นเคยกับเรื่องผีและการเกิดเหตุในที่มืดเสมอ ๆ และไม่ค่อยเห็นผีในที่สว่างนั่นเอง
.
ทำไมส่วนใหญ่ "ผี" ถึงมีแต่ "ผู้หญิง"
เราคิดว่าหลาย ๆ คนอาจเคยสงสัยข้อนี้ เพราะจากเรื่องผีหรือหนังผีที่พวกเราได้รับชมรับฟัง ส่วนใหญ่เป็นผีเพศหญิงเกือบทั้งนั้น จริง ๆ แล้วผีเพศหญิง ก็คือ "ผู้หญิง" นั่นเอง สื่อให้เห็นว่า ผู้หญิงมีอารมณ์ความรู้สึกที่ต้องถูกเก็บกดอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการอยู่ใต้กรอบและกฎของสังคมปิตาธิปไตย (ผู้ชายเป็นใหญ่) ความรู้สึกอึดอัด ตอบโต้ไม่ได้และบ่อยครั้งผู้หญิงมักถูกกระทำความรุนแรง ถูกล่วงละเมิด และตกเป็นเหยื่ออยู่ตลอดเวลา จึงทำให้เมื่อตายกลายไปเป็นผีแล้ว จึงมีความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยไร้กรอบเกณฑ์และอำนาจของผู้ชาย จึงทำให้สามารถแผลงฤทธิ์และแก้แค้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด เช่น ผีแม่นากพระโขนง ตายทั้งกลมและกลายเป็นผีสุดเฮี้ยนเพื่อกลับมาแก้แค้นพวกชาวบ้านที่ต้องการขัดขวางไม่ให้พ่อมากอยู่กินกับนาง
.
อีกนัยหนึ่ง ผีเพศหญิง เป็นภาพแทนของผู้หญิงที่ทำผิดกรอบจารีตประเพณีหรือผิดศีลธรรมของสังคมด้วย เช่น ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่หรือเพศชาย ไม่เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี มีชู้ เล่นไสยศาสตร์มนต์ดำ ก็จะถูกลงโทษด้วยการรับตำแหน่งผีไปครอง เช่น กระสือ หรือ ปอบ มีความเชื่อว่า เกิดจากผู้หญิงที่เล่นไสยศาสตร์แล้วของต่ำนั้นย้อนเข้าหาตัว ส่วนทางตะวันตกก็จะเป็นพวกแม่มดหมอผีนั่นเอง
.
นอกจากนี้ ผู้หญิงยังถูกเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกด้วย เนื่องจากผู้หญิงและธรรมชาติมีลักษณะของผู้ให้กำเนิด เช่น ธรรมชาติสร้างสรรค์พืชพันธุ์ธัญญาหารต่าง ๆ และผู้หญิงก็ให้กำเนิดบุตรและทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องเลี้ยงดู ดังนั้น จะเห็นได้ว่า คนไทยโบราณเชื่อว่า ในธรรมชาตินั้นมีจิตวิญญาณ เช่น ต้นตะเคียนหรือต้นกล้วยตานี จะมีนางไม้สิงสถิตอยู่ ก็คือนางตะเคียนและนางตานีนั่นเอง หรือถ้าหากเป็นฝ่ายเทพ ยกตัวอย่างเช่น พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระแม่โพสพ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นผู้หญิงเช่นกัน และผีผู้หญิงที่อยู่ในประเภทนางไม้นั้นก็มักจะมีรูปร่างสวยงาม ซึ่งสามารถตีความได้ว่า เป็นการสร้างภาพผีเพศหญิงตามแบบนางในอุดมคติของผู้ชาย
.

ทำไมใคร ๆ ก็กลัวผี
หากเราลองค้นความหมายถึงคำว่า "ผี" ลึก ๆ แล้ว คำว่า "ผี" ยังหมายถึง "คนที่ตายไปแล้ว" หรือ "ศพ" ก็ได้ ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ บนโลกกลัวความตาย ชีวิตที่สูญสิ้นไปย่อมหมายถึงการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ด้วย ดังนั้น เรื่องผีกับความตายจึงแยกกันไม่ออกและถูกเล่าสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่น ให้เราทุกคนเกรงกลัว "ผี" และ "ความตาย"
.
เรื่องผีและความตายนั้นเป็นเรื่องสากล การที่ทุกชาติทุกภาษามีเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับผี ปีศาจ วิญญาณ สัตว์ประหลาด ล้วนเป็นการส่งต่อความเชื่อเรื่องชีวิตและความตายเหมือนกันทั้งสิ้น นี่จึงอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เราตระหนักว่า จริง ๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนเชื่อมโยงกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยธรรมชาติ
.
ชีวิตและความตาย เสมือนจุดเริ่มต้นและจุดจบ เรื่องผีที่ดูหมือนจะเป็นเรื่องเล่าสนุก ๆ ในความคิดใครหลาย ๆ คน นั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งและสำคัญมากกว่าที่เราคาดคิด
.
ชีวิตนั้นสั้นนัก...จงรีบใช้เวลาที่เรามีให้เกิดประโยชน์และอย่างมีความสุขกันนะคะ
.
(มีต่อตอนที่ 2 นะคะ ตอนหน้าจะเล่าเรื่องราวประสบการณ์หลอน ๆ ของตัวเองและมาร่วมหาคำตอบของเรื่องเล่านี้กันค่ะ)
SHARE
Writer
ClairDeLune
The Saddest Moon
ARS LONGA, VITA BREVIS ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาเลยค่ะ อาจจะไม่ค่อยได้ตอบนะคะ ต้องขอโทษทุกคนที่มาเม้นด้วยค่ะ

Comments