แอพฟังเพลงที่ใช่สำหรับคุณ 2021
เนื่องจากแอพฟังเพลงในไทยมีหลากหลายมากมายในปัจจุบัน ผู้เขียนรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน
ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นการประกอบการตัดสินใจในการใช้แอพฟังเพลงในปี 2020

Spotify 
เริ่มต้นด้วยแอพที่พึ่งตีตลาดในไทยเมื่อปี 2560 แต่กลับได้รับความนิยมจากคนไทยมากมายเนื่องด้วยมี ui ที่ใช้งานง่ายและมีA.I. ที่ช่วยคัดสรรเพลงที่ใกล้เคียงกับแนวที่ผู้ใช้งานชอบ มีเพลงครอบคลุมทุกแนวทั้งเพลงไทยและสากล มี podcast ที่เปิดเหมือนวิทยุให้เลือกฟังทั้งไทยและอังกฤษ
*ฟังเพลงฟรี
สามารถกดข้ามเพลงได้ 6 ครั้ง/ชั่วโมง เฉพาะในกรณีเล่นเพลงในอัลบั้ม หากเป็นเพลลิสต์ที่ Spotify จัดให้สามารถกดข้ามได้ตลอด
ไม่สามารถกดเลือกฟังเพลงที่ต้องการได้ บังคับใช้ระบบ Shuffle Play เฉพาะในกรณีเล่นเพลงในอัลบั้ม หากเป็นเพลลิสต์ที่ Spotify จัดให้สามารถกดเลือกเพลงเองได้ตลอด
*แบบพรีเมี่ยม
ค่าบริการ 129 บาท/เดือน
สามารถดาวน์โหลดเพลงเพื่อฟังแบบออฟไลน์ได้
ไม่มีโฆษณาคั่น
ฟังได้ทุกเพลง และสามารถกดข้ามเพลงได้ไม่จำกัด
สามารถเลือกคุณภาพเสียงระดับ Very high ได้
สามารถอัพเกรดเป็นพรีเมี่ยมแบบครอบครัวได้ ราคา 199 บาท/เดือน ใช้ได้ 6 คน (รวมตนเองด้วย) จริง ๆ สามารถแชร์ร่วมกับใครก็ได้ ตกคนละ 33 บาทเท่านั้น
จำนวนเพลง
* ระดับความละเอียดไฟล์: สูงสุด 320 Kbps / สูง 160 Kbps / ปกติ 96 Kbps / ต่ำ 24 Kbps


Joox 

เริ่มตีตลาดแอพในประเทศไทยเมื่อปี 2559 โดย Tencent และ Sanook.com ครบทุกแนวของเสียงเพลง เน้นฟังเพลงไทยเป็นส่วนมากจึงเหมาะสำหรับคนไทย แล้วยังมีคอนเทนต์อื่นๆ อย่างเช่น ดูดวง ฝึกภาษาอังกฤษ และ เล่าเรื่องผี ของไทย ทั้งนี้ ยังมีคุณภาพเสียงHi-Fi
แบบฟรี
ไม่สามารถฟังเพลงใหม่ ๆ ได้ทันที โดยเฉพาะเพลงอินเตอร์
มีโฆษณาคั่นระหว่างฟังเพลง
คุณภาพเสียงระดับต่ำ
แบบ VIP
ราคา 69 บาท/สัปดาห์, ราคา 129 บาท/เดือน, ราคา 349 บาท/3เดือน, ราคา 639 บาท/6เดือน, ราคา 1099 บาท/12เดือน
สามารถฟังเพลงใหม่ ๆ ได้ทันที
ไม่โฆษณาคั่นระหว่างฟังเพลง
คุณภาพเสียงระดับ HI-FI
สามารถดาวน์โหลดเพื่อฟังเพลงขณะออฟไลน์ได้
* ระดับความละเอียดไฟล์: สูงสุด (Hi-Fi) ใช้ปริมาณอินเตอร์เน็ต 20 - 30 Mb / สูง (HQ) 6 – 10 Mb / กลาง 3 – 4 Mb / ปกติ 1 – 2 Mb / ต่ำ 0.5 – 1 Mb


Youtube music 

มีfeatures ด้านการฟังเพลงไม่แพ้ พวก Apple music,sportify เลย หน้าตาการใช้งานสวย ใช้งานง่ายมาก ที่สำคัญเพลงไทยเยอะตอบโจทย์คนที่มีรสนิยมฟังเพลงไทยได้อย่างดี รวมถึงการคัฟเวอร์เพลงจาก Youtuber ชื่อดังต่างๆ แต่ข้อเสียของมันก็คือ มีโฆษณาคั่น แต่สามรถแก้ปัญหาได้โดยการซื้อ Youtube Premium คุณจะได้ไม่พบโฆษณา และยังรับชมวิดีโอที่หลากหลายบน Youtube ได้มากยิ่งกว่าแต่คนที่ใช้ IOS จะมีค่าใช้จ่ายแพงกว่า Android แต่ถ้าจะฟังแค่เพลงก็สมัครเลย Music premium

แบ่งออกเป็น 2 Tier คือ แบบ ปกติ ที่ใช้ได้แค่ Youtube Music (129 บาทต่อเดือน และ Family Pack 5 คน 199 บาท ต่อเดือนตกคนละ เกือบ 40 บาท) แต่ถ้าเป็น Premium จะได้ Youtube Premium ไปด้วย ที่ทำให้เราไม่ต้องเจอ Ads ตอนดู Youtube กับเข้าถึงพวก Youtube Original ได้ด้วย (159 บาทต่อเดือน และ Family ได้ 5 คนเช่นกัน 239 บาทต่อเดือน ตกคนละ 47.8 บาทต่อเดือน)
* ระดับความละเอียดไฟล์: สูง 256 Kbps / กลาง 128 Kbps / ต่ำ 48 Kbps


Apple Music 

Apple Music เหมาะสำหรับสาวก Apple โดยเฉพาะเพราะว่าไม่ต้องลงแอพเพิ่ม เป็นแอพเริ่มต้นที่มีมาให้อยู่แล้ว โดยมีความโดนเด่นเรื่อง UI ของแอพที่มีความ minimal สำหรับรายการวิทยุ คอนเสิร์ตส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีข้อเสียคือ คุณภาพเสียงปานกลางเมื่อเทียบกับแอพอื่นๆ ใช้งานง่าย
*แบบนักศึกษา ค่าบริการ 69 บาท/เดือน ต้องกำลังศึกษาอยู่ในปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาที่สูงกว่านี้ และต้องลงทะเบียน UNiDAYS รับสิทธิ์ได้สูงสุด 4 ปี
แบบบุคคล ค่าบริการ 129 บาท/เดือน หรือ แบบเหมาจ่ายต่อบุคคล ค่าบริการ 1300 บาท/ 12 เดือน
แบบครอบครัว ค่าบริการ 199 บาท/เดือน แชร์ได้สูงสุด 6 คน (รวมตัวเราเอง) เฉลี่ยคนละ 33 บาทเท่านั้น Family Sharing
*คุณภาพเสียง ไฟล์เสียง 256 kbps


เลือกอันที่ใช่สำหรับคุณ 
SHARE

Comments