ใช้ไม้บรรทัดวัดน้ำหนักอยู่หรือเปล่า
คนที่เรียนสายวิทย์มาจะเข้าใจความสำคัญของการเลือกเครื่องมือและหน่วยการวัดที่ถูกต้อง มิเช่นนั้นจะกระทบกับผลลัพธ์ที่ได้จนถึงขั้นอาจจะพิสูจน์สมมติฐานผิดพลาดได้ ชนิดที่ว่ายิ่งปริมาณเล็กน้อยระดับไมโครกรัม หากเราวัดแบบหยาบๆในระดับมิลิกรัม ความผิดพลาดอาจมหาศาลยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นปริมาณยาก็อาจทำให้ผู้ใช้ได้รับขนาด Toxic Dose และอันตรายถึงขั้นชีวิตได้ แต่สำหรับการวัดหาปริมาณนั้นคงไม่มีใครเข้าใจผิดถึงขั้นหาน้ำหนักของสารโดยใช้ไม้บรรทัดวัด นั่นอาจจะกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว


แต่ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่กลับมีแนวโน้มที่จะทำแบบนั้น นำเครื่องมืออย่างหนึ่งไปวัดหาค่าอีกอย่างหนึ่งซึ่งไม่ได้เหมาะสมกันเท่าไหร่ อาจจะเพราะมันง่าย สะดวก รวดเร็ว อย่างเช่นการที่มองคนที่แต่งตัวดี เรียบร้อย จะมีแนวโน้มนิสัยดีและสุภาพเรียบร้อยมากกว่าคนแต่งตัวซอมซ่อ ทั้งๆที่คนแต่งตัวดีอาจเป็นนักลงทุนหน้าเลือดที่หลอกให้คุณทุ่มทรัพย์สินซื้อหุ้นปั่นแล้วเทขายทุบราคาจนคุณต้องสูญเสียทรัพย์สินมีค่าทุกสิ่งอย่าง ในขณะที่คนแต่งตัวซอมซ่ออาจพร้อมกระโดดลงไปช่วยคนว่ายน้ำไม่เป็นที่กำลังจะจมน้ำ แต่แม้แต่ผมเองก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินคนจากภายนอกคือเครื่องมือที่ใช้เป็นประจำเช่นกัน มันอำนวยความสะดวกให้ชีวิต ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้สะท้อนตัวตนจริงๆ


ลองเปลี่ยนจากเรื่องการตัดสินคนจากภายนอกมาคิดถึงเรื่องของตัวเราเองกันบ้าง สังคมปัจจุบันมีโอกาสและเส้นทางให้เลือกหลากหลายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การล่าสัตว์ การเกษตร ระดับปัจเจกมีอิสระในการเลือกสายและเลือกชนชั้นมากขึ้นถ้าไม่นับความเหลื่อมล้ำที่เป็นปราการหนาๆคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง สิ่งหนึ่งที่นำมาใช้เป็นตัวกำหนดเลือกเส้นทางต่างๆนั่นก็คือ ค่าตอบแทน โดยมี เงินตรา เป็นระบบความเชื่อที่ทั้งโลกเชื่อร่วมกันยิ่งกว่า ศาสนา ถึงแม้ว่าบางสกุลเงินอย่าง ซิมบับเวย์ที่ 3 จะเฟ้อทะลุอวกาศไปแล้ว ชนิดที่ 15 บาทของเรา แลกได้ 5 พันล้านของเขา (12 มกราคม 2021) จะซื้อลูกอมแต่ละเม็ดต้องหอบเงินเป็นปึก กระดาษ A4 เก็บไว้ยังมีค่ากว่า แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถปฏิเสธระบบเงินตราได้ เราไม่ได้อยู่กันแค่เป็นหมู่บ้าน จังหวัด ประเทศ แท้จริงเราอยู่กันเป็นโลก ปัญหาเศรษฐกิจที่หนึ่งสามารถส่งผลต่อระบบการเงินอีกทีหนึ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันได้ คล้าย Butterfly Effect ที่ผีเสื้อขยับปีกซีกโลกหนึ่งอาจก่อให้เกิดพายุที่อีกซีกโลกหนึ่ง



เมื่อเงินเป็นสิ่งที่ช่วยการันตีความอยู่รอดและความสะดวกสบายให้กับชาวโลก จึงมีแนวโน้มที่ความคิดส่วนหนึ่งของเราจะฝังติดอยู่กับมันเสมอ และเพื่อความสะดวกจึงนำเงินตรามาตีราคาให้กับสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งบางสิ่งเงินไม่สามารถสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงออกมาได้ เหมือนกับการที่ไม่สามารถวัดน้ำหนักออกมาเป็นมิลลิเมตรด้วยไม้บรรทัดได้ ราคาของสิ่งต่างๆถูกขับเคลื่อนด้วยระบบอุปสงค์ อุปทาน ซึ่งบางครั้งดูไร้เหตุผลยิ่งกว่าอารมณ์ของศิลปิน คาดเดายากยิ่งกว่าปรากฎการธรรมชาติ ของจำเป็นกับการดำรงชีพในปัจจัยสี่ ราคาตก ในขณะที่แฟชั่นของคนเฉพาะกลุ่มกับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

 
แล้วยิ่งบางสิ่งที่ดูเป็นนามธรรมอย่างเช่น ความฝัน ความรัก ความสุข ยิ่งเป็นอะไรที่ราคาสะท้อนออกมาได้หยาบขึ้น การยึดติดกับราคาของตลาดทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายต่อใจหลายอย่างตามมา เช่น พ่อแม่ตัดสินคุณค่าความฝันของลูกจากราคาในตลาดของมัน ตัดสินว่าควรจดทะเบียนสมรสกับใครโดยประเมินจากตัวเลขทั้งหมดในบัญชี หรือการเลือกอาชีพที่ให้เงินเดือนสูงกว่าแทนจะเลือกอาชีพที่รักและถนัด จึงทำให้คนส่วนใหญ่สมัยนี้เกิดภาวะ ทนทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบเพื่อเก็บเงินไม่ซื้อสิ่งที่ตัวเองไม่อยากได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นที่เราเพียรเก็บเงินเพื่อซื้อหา เป็นสิ่งที่ราคาในตลาดบอกว่าเราควรจะมีความสุขเมื่อเราได้มันมา


ดังนั้นการรู้จักตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะช่วยให้จิตวิญญาณของเราดำรงอยู่ได้ในโลกที่วัตถุนิยมเป็นใหญ่ อำนาจของมันที่ได้จากการสังเวยความฝัน ความรัก และอุดมการณ์จากวิญญาณหลายดวงจนเรียงป้ายหลุมศพได้เป็นสุสาน เราอาจจะต้องหาเวลา Disconnect จากโลกใบนี้บ้าง แล้ว Connect กับส่วนลึกของตัวเอง โดยไม่ถูกครอบงำด้วยพลังเวทย์มนตร์ของ “ราคา” ท้ายนี้ขอให้ทุกคนค้นพบสันติภาพในใจได้โดยไม่ต้องไปผ่านสงครามเศรษฐกิจกับใครนะครับ

SHARE
Written in this book
Daily Write : Life Lighter
บทความแชร์ประสบการณ์ ไอเดีย และสร้างแรงบันดาลใจ วันละบท (เป้าหมายที่ 100 ep.)
Writer
superwins
รอคนหลงเข้ามาอ่าน
พูดคุยกับจิตใจผ่านตัวอักษร

Comments