วิธีเรียนแบบไร้ความง่วง
เวลาจะดูว่าอีกฝ่ายกำลังเบื่อที่กำลังสนทนากับเราหรือไม่คือดูว่าพวกเขาหาวบ่อยแค่ไหน ถ้าคุยเรื่องไหนก็หาวและเท้าเริ่มชี้ไปทางอื่น แสดงว่าเขาอยากจะหนีเราเต็มทน การหาวจำนวนนับครั้งไม่ถ้วนนี้อาจพบเห็นได้ในชั้นเรียนของนักศึกษาเนติบัณฑิต ผมเคยมีประสบการณ์เข้าเรียนอยู่หนึ่งเทอม ด้วยความเคารพ อาจารย์หลายท่านสอนได้น่าเบื่อมาก ผมจำได้ว่ามีแค่วิชาที่ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นผู้สอนเท่านั้นที่ผมตื่นเต็มตา

ถ้าเป็นสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา ผมก็คงมีเรี่ยวแรงในการตั้งใจฟังมากกว่านี้ แต่เมื่อเข้าวัยทำงาน พลังที่มีไว้สำหรับการเรียนรู้ก็หายไปกับการทำงาน สมองเริ่มไม่สามารถรับฟังข้อมูลยาก ๆ ได้ การฝืนนั่งฟังต่อไปย่อมเป็นเรื่องเสียเวลา

การเรียนออนไลน์ที่เป็นรูปแบบเดียวกันนี้ก็ให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ผมเคยเรียนแบบ MOOC ใน Coursera อยู่บ้าง แต่ก็ทำความเข้าใจได้ไม่เต็มที่ คงเพราะเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษด้วยทำให้ต้องใช้พลังมากยิ่งขึ้น ต่อให้เรียนแค่ 15 นาที ผมก็เริ่มง่วงอย่างรวดเร็ว

แต่มีอยู่วิชาหนึ่งคือ AI For Everyone ที่ Andrew Ng เป็นผู้สอนที่ผมเรียนจนจบ วิชานี้มีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย อีกทั้งเรื่อง AI ก็เป็นเทรนด์ของยุคนี้ก็เลยทำให้เป็นตัวกระตุ้นให้อยากรู้อยากเห็น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ช่วยให้ผมเรียนจบคอร์สจริง ๆ คือมันมีการแปลเนื้อหาเป็นภาษาไทย มันช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้มากขึ้นเลยทีเดียว ทำให้บางวันผมมีแรงเหลือที่จะเรียน 2-3 บทติดต่อกัน อย่างไรก็ตามความง่วงก็เล่นงานผมอยู่ดี

เป็นไปได้ว่าช่วงนั้นผมนอนดึกเกินไป แต่อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ การเรียนแบบนี้เป็นการเรียนเชิงรับ

การเรียนเชิงรับ (Passive methods of learning) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังบรรยาย แทบไม่ทำให้เราจดจำบทเรียนได้เลย เราจะจำได้ก็ต่อเมื่อกลับไปทบทวนบทเรียนอีกครั้ง แต่สถานศึกษาส่วนใหญ่ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่ ผู้สอนก็สอนไปและหวังว่าผู้เรียนจะกลับไปทบทวน แต่ปัญหาคือถ้าเนื้อหามันไม่น่าสนใจพอ กว่าคนเรียนจะกลับมาทบทวนอีกครั้งก็คงเป็นช่วงใกล้สอบ

ถ้าจะทำให้การฟังคำบรรยายได้ผลมากยิ่งขึ้นก็ต้องมีการสร้างแรงบันดาลใจ ก่อนที่ผู้เรียนจะลงเรียนซักคอร์สก็ควรที่จะรู้ว่าตัวเองอยากศึกษาเรื่องอะไรกันแน่ มันจะช่วยกระตุ้นให้อยากเรียนรู้ทุกวัน ๆ ซึ่งข้อดีของ MOOC คือมีคอร์สเรียนที่หลากหลาย เราสามารถหาคอร์สไปเรื่อย ๆ ได้จนกว่าจะเจอเรื่องที่อยากเรียนจริง ๆ

อย่างไรก็ตามวิธีที่จะขจัดความง่วงได้ดีกว่าคือการเรียนเชิงรุก (Active methods of learning) เราจะเรียนรู้ได้มากขึ้นและเร็วขึ้นด้วยการเรียนแบบนี้ การเรียนเชิงรุกคือการเรียนที่มีการโต้ตอบกัน มีการลงมือทำ มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ใช่แค่การขยับมือเขียนลงสมุดเพียงอย่างเดียว

การเรียนเชิงรุกแบบหนึ่งคือ การจับกลุ่มอภิปราย แต่ผมจะขอเรียกว่า discussion แล้วกันเพราะรู้สึกว่า “อภิปราย” เป็นคำที่น่าเบื่อ การ discussion จะได้ผลดีกว่าการฟังคำบรรยาย เพราะวิธีนี้คุณไม่เพียงแค่นั่งฟังเท่านั้น แต่คุณต้องเป็นคนพูดโต้ตอบกับอีกฝ่ายด้วย

การเรียนแบบนี้เหมาะกับมนุษย์เราแทบทุกคน เพราะต่างคนต่างมีอีโก้ เราต่างต้องการปกป้องความเห็นของตัวเอง แต่จะปกป้องได้นั้นเราก็ต้องไปหาข้อมูลมาสนับสนุนคำพูดของตัวเองให้เต็มที่ เราต้องคิดเยอะ ๆ และอ่านเยอะ ๆ แต่ก็อย่าให้อีโก้มันครอบงำ เพราะนี่ไม่ใช่การทะเลาะ มันคือการเรียนรู้ เมื่อถึงจุดหนึ่งเราสามารถเปลี่ยนความคิดได้ ถ้าเห็นว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลที่ดีกว่า 
 
แต่การจะมานั่ง discussion ก็ต้องใช้เวลามาก จึงไม่ค่อยเหมาะกับชีวิตที่รีบเร่งในสมัยนี้ มีแต่คนยุคเพลโต โสเครติส อริสโตเติล เท่านั้นที่ได้ประโยชน์กับวิธีนี้กันได้เต็มที่

คนสมัยนี้อาจจะเหมาะกับการเรียนแบบ Microlearning มากกว่า มันคือการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่แต่ละบทเรียนถูกซอยให้เล็กลงจนสามารถฝึกฝนได้โดยใช้เวลาเพียง 10-15 นาที แม้เวลาจะดูน้อยจนเหมือนไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าคุณฝึกฝนทีละนิดทุกวัน ๆ คุณก็จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ผมเริ่มมีทักษะการฟังภาษาอังกฤษดีขึ้นด้วยการเล่นแอพ Duolingo ถึงผมจะใช้คำว่า “เล่น” แต่มันคือการฝึกฝนอย่างหนึ่ง และอันที่จริงมันก็ไม่ได้เหมือนการฝึกด้วย มันเหมือนการเล่นเกมมากกว่า

Duolingo คือแอพฝึกภาษา ถ้าเป็นชนชาติอื่นจะมีให้ฝึกหลายภาษา แต่ถ้าเป็นคนไทย ตอนนี้จะมีให้ฝึกแค่ภาษาอังกฤษเท่านั้น ในแอพนี้คุณจะได้ฝึกทักษะการฟัง อ่าน พูด เขียน แบบฝึกหัดแต่ละบทก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้าเอาความรู้อังกฤษมาปัดฝุ่นใหม่ คุณก็ผ่านบททดสอบไปได้

ข้อดีของ Duolingo คือ คุณได้ลงมือทำ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันคือการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง คุณจะรู้ว่าแบบไหนคือถูก แบบไหนคือผิด ต้องตอบแบบไหนถึงจะผ่าน คุณจะได้รู้ผลในตอนนั้นเลย ทำให้ได้รับ feedback มาปรับปรุงได้ทันที

เนื่องจากแต่ละบทไม่ยากเกินไป มันก็ทำให้เราเกิดความเพลิดเพลินในการเล่น ตัวแอพจะมีการบันทึกการฝึกฝนของคุณว่าวันนี้คุณเก็บคะแนน (XP) ไปได้เท่าไหร่ คุณฝึกมากเท่าไหร่เมื่อเทียบกับวันก่อน ๆ และคุณฝึกติดต่อกันเป็นวันที่เท่าไหร่แล้ว ถ้าวันไหนคุณไม่เข้ามาเล่นซักที ก็จะมีเจ้านกฮูกมาเตือนคุณว่า “อย่าให้การฝึกติดต่อกันของคุณสูญเปล่า” พอเห็นแบบนี้ก็มีแต่ต้องเข้าไปเล่น ดูเหมือนว่าเจ้านกฮูกตัวนี้มันรู้ซะด้วยว่ามนุษย์ไม่ชอบการสูญเสีย

แต่ใช่ว่าการเรียนแบบ Microlearning จะเหมาะกับความรู้ทุกประเภท ถ้าคุณต้องการหาความรู้เชิงลึก การเรียน MOOC เป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณยังโดนกำแพงด้านภาษากั้นอยู่ ก็ใช้ Duolingo ช่วยปีนข้ามไปได้

แต่ความน่าหงุดหงิดของแอพนี้คือ มันยังต้องปรับปรุงหลายอย่าง คุณจะเห็นประโยคเพี้ยน ๆ ให้คุณต้องตอบ บางทีคุณตอบถูกแล้ว แต่มันก็ยังให้คุณผิด คุณต้องตอบได้เป๊ะ ๆ กับที่แอพต้องการ เช่น บางทีคุณแปลคำว่า My mom eats rice ว่า “แม่ของฉันกินข้าว” คุณก็ผิดได้เพราะคำตอบคือ “คุณแม่ของฉันกินข้าว”

“แม่ของฉัน” กับ “คุณแม่ของฉัน” ต่างกันตรงไหน มีแต่คนพัฒนาแอพเท่านั้นที่รู้ได้ แต่คนไทยก็จะบอกว่าความหมายมันเหมือนกัน คุณจะอารมณ์เสียก็ตรงจุดนี้ คุณมีความรู้ภาษาไทยมากกว่ามัน แต่มันบอกว่าคุณเป็นฝ่ายผิด จนคุณต้องจำใจตอบตามมันและรีพอร์ตไปว่าคำตอบของฉันก็ถูกเช่นกัน ส่วนการเฉลยผิดก็มีให้เห็นบ้าง แต่ถือว่าเป็นส่วนน้อย

ยังเหลือวิธีเรียนรู้อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ทำให้คุณง่วง นั่นคือการสอนคนอื่น การที่คุณเป็นคนพูดไม่ทำให้คุณง่วงแน่นอน แต่อีกฝ่ายจะง่วงมั้ยนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การเรียนแบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการลงมือทำซะอีก เพราะคุณต้องทำงานหนักกว่าเดิม นอกจากต้องทบทวนประสบการณ์ตรงของตัวเองแล้ว คุณต้องเรียบเรียงบทเรียนนั้นเพื่อสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ

เราจะเห็นคนเก่ง ๆ ใช้วิธีนี้กัน บางคนเขียนอัพเดทใน blog เช่น Ray Dalio เขียนเนื้อหาบางส่วนของ Principle ใน LinkedIn หรือ Bill Gates เขียนอัพเดทเรื่องต่าง ๆ ลงใน GatesNotes ของเขา บางคนทำมากกว่านั้นโดยเขียนเป็นเล่มเช่น Ray Dalio ที่เขียน Principle และ Big Debt Crises หรือ Alex Osterwalder ที่ทั้งเขียนและจัด workshop เรื่อง Business Model Canvas ยังมีคนธรรมดาสามัญอีกมากที่ฝึกฝนด้วยวิธีการเดียวกัน พวกเขาอาจจะไม่ใช่คนเด่นคนดัง แต่พวกเขาก็สามารถเติบโตในเส้นทางชีวิตของพวกเขา

แน่นอนว่าแต่ละคนมีวิธีการเรียนที่แตกต่างกัน แต่เราไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าเราจะฝึกฝนเล่าเรียนด้วยวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น วิธีที่ดีกว่าคือการผสมผสานแต่ละวิธีเข้าด้วยกัน ถ้าคุณชอบอ่าน คุณก็ทำสรุปแล้วไปสอนคนอื่น ถ้าคุณชอบฟัง คุณก็ทบทวนแล้วไปถกปัญหากับอีกฝ่าย การเอาแต่ละวิธีมาผสานกันจะช่วยปลุกประสาทสัมผัสของคุณให้พร้อมรับการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณลองทำตามวิธีทั้งหมดนี้แลัว ยังคงงัวเงียและหาวไม่หยุดย่อน คุณก็ควรไปนอน 
SHARE
Writer
ChanWrite
Readaholic / INFJ
This is my sandbox.

Comments