การตามหา ซึ่งได้มาแค่ "ความว่างเปล่า"



เมื่อหลายวันก่อนที่ผ่านมาเราโคตรรู้สึกว่าตัวเอง "ว่างเปล่า" และคิดว่าตัวเอง "ไม่มีคุณค่า" มาก ๆ มันรู้สึกวุ่นวายในใจไปหมด และคุณรู้ไหมอะไรที่ทำให้เราดีขึ้น เราจะบอกว่า เราไปเจอหนังสืออยู่เล่มนึง แล้วก็ซื้อมาอ่าน พอเริ่มอ่านไปสักสิบหน้าเท่านั้นแหละ เราบอกกับน้องชายคนโตเราว่า....

"มอสกูจะไปสวนเสนามึงไปกับกูไหม" แล้วมันก็ตอบกลับมาว่า

"ไม่ไป กูจะไปถักหมวก"

หลังจากนั้นเราก็ขับมอไซค์ไปคนเดียวเลย พอเราไปถึงเราจอดรถมอไซค์พร้อมกับล๊อคมันไว้ กลัวว่ามันจะชิ่งหนีเราไปก่อน เราจับกระเป๋าผ้าขึ้นมาพาดไว้บนบ่า ในนั้นมีหนังสือเล่มนี้อยู่ข้างใน หนังสือที่เป็นหนึ่งซึ่งแรงบันดาลใจ แรงผลัก และเป็นแรงถีบให้เราได้...

"ออกไปเดินเดี๋ยวนี้!!!" 

เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ ปล่อยวางทุกอย่าง เดินช้า ๆ แล้วพิจารณาความรู้สึกไปเรื่อย ๆ ในระหว่างก่อนจะครบรอบ เรามองเห็นเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นอะไรกันสักอย่าง ๆ สนุกสนานอยู่ที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของสนาม อยู่ ๆ เราก็ยิ้มขึ้นมาพลางฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้อย่างหนึ่งว่า....

'ถ้าเราเป็นเด็กเราจะทำยังไงกับความรู้สึกที่เป็นอยู่ในตอนนี้ดีนะ' และอีกความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวตอบกลับเรามาว่า "ไปหาอะไรทำสนุก ๆ กันดีกว่าว่ะ" เท่านั้นแหละ

เราเข้าใจในตอนนั้นได้เลยว่า สิ่งที่เรากำลังเป็นอยู่คืออาการที่เราเองต่างหากที่ไม่ยอมปล่อยวาง ยึดติดกับกรอบของความคิด ยึดติดกับความเคยชินแบบเดิม ๆ จนไม่ก้าวออกไปหาอะไรทำที่ท้าทายหรือทำอะไรใหม่ ๆ ให้เป็นชิ้นเป็นอันให้มากไปกว่านี้

การยึดติดกับกรอบความคิดเดิม ๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน เวลาที่จะลงมือทำอะไรสักอย่าง เราก็มักจะหาเหตุผลมาสนับสนุนความคิดนั้นของตัวเองอยู่เสมอ เราจะขอยกตัวอย่างเด่น ๆ ของเราแบบไม่อายเลย เช่น การออกไปเดิน หรือออกไปวิ่งที่สวนสาธารณะ กลับเป็นการหาข้ออ้างเรื่องรถติดเพื่อมาสนับสนุนความคิดนั้นโดยการไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง แต่ละวันของเราหมดกับการนั่งคิด และทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย นั่งรับโทรศัพท์คุยงานกับลูกค้า ตอบแชทคนงาน เราก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี

และความรู้สึกนี้ตอนแรกมันก็ยังไม่ได้รู้สึกชัดเจนอะไรมาก เพราะเมื่อช่วงปีก่อน 2020 เราออกไปเที่ยว และพาน้องไปกางเต้นท์กันบ่อยมาก บ่อยจนใครหลาย ๆ คนอาจคิดว่า "มึงไม่ทำงานหรอ" , "มึงทำงานอะไรวะทำไมมีเวลาเที่ยวบ่อยจัง", "เงินมึงเยอะมากหรือไง" และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัดที่บางทีเราอาจจะคิดไปเองก็ได้ที่ว่าใครอื่นจะคิดเห็นในเรื่องนี้ของเรายังไง

แต่ใครจะไปรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ลึกไปมากกว่าตัวเราเองใช่ไหมล่ะ....คุณว่าไหม

เราออกไปข้างนอกบ่อยก็จริง เพราะเราทนอยู่กับความคิดและความรู้สึกแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เราต้องรีบออกไปข้างนอกให้เร็วที่สุดมากเท่าที่เราจะทำได้....


"เราต้องออกไปจากตรงนี้เว้ย!"

แต่คุณรู้ไหมว่า พอเราพาตัวเองหนีออกมาจากความคิด ความรู้สึกนั้นไปได้แล้ว มันจริงอยู่ที่ว่าเราได้ไปผ่อนคลาย เปิดใจรับกับอะไรใหม่ ๆ ได้ไปพบเจอกับประสบการณ์ชีวิตที่ต่างออกไป

หากแต่ใครจะไปรู้ได้ว่าความรู้สึกลึก ๆ จริง ๆ ที่มัน "ว่างเปล่า" และอาการที่ตัวเราเองรู้สึกว่า "มันไร้คุณค่า" อย่างนี้มันจะหายไปเมื่อไหร่ หรือตอนไหน มันไม่มีใครรู้ได้หรอกคุณ เราเคยบอกคุณแล้วไงว่า....
บางอย่างที่ใคร ๆ อยากให้เราเห็น มันอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตาที่ใครเขาแค่อยากแสดงมันออกมาว่านั่น คือ "ความสุข" ก็ได้....
แล้วคุณคิดว่าจะมีใครไปเที่ยวแล้วอยากจะแสดงความทุกข์ออกมาให้เพื่อน ๆ ร่วมทริปเห็นบ้าง ถึงมีมันก็อาจจะน้อย...คุณว่าป่ะล่ะ

สำหรับเราแล้วเราออกไปก็จริง เราทิ้งมันได้แค่ชั่วคราว หลงลืมมันบ้างแค่บางขณะ แต่พอได้กลับมายังสถานที่เดิม ๆ บรรยากาศเดิม ๆ ความรู้สึกนั้นก็เริ่มกลับเข้ามาทักทายเราอีกครั้ง และการอ่านหนังสือคือการได้พักผ่อน และได้ผ่อนคลายสิ่งนี้ไปในตัวได้จริง ๆ

ที่ใคร ๆ เขาเคยได้กล่าวไว้ว่า....
"หนังสือมักจะมีคำตอบที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น และเฝ้ารอคุณไปเปิดอ่านมันอยู่เสมอ"....

หากแต่ใครล่ะที่จะคิดได้หรือรู้สึกได้นั้นมันก็ย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน หนังสือหนึ่งเล่มคนอ่านล้านคนก็ไม่ได้รู้สึกอินหรือเข้าใจมันไปทั้งหมดทั้งล้านคนหรอก...คุณว่าจริงไหมล่ะ

เราว่ามันขึ้นอยู่กับจริตและความชอบใน "แนว" ที่ชื่นชอบในการอ่านของแต่ละคน เราเองเราก็มีหนังสือในแนวที่เราเองก็ชอบมันอยู่เหมือนกัน ซึ่งบางแนวเราก็อาจจะยังต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจมันมากขึ้นอีกเยอะอยู่เช่นเดียวกัน

สำหรับเราแล้วการได้ออกไปตามหาอะไรสักอย่างที่ข้างนอกนั้น ออกไปขวนขวายตามหาสิ่งที่เราเองคิดว่ามันจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนนั้นได้

แต่สุดท้ายแล้วเรากลับได้มันมาซึ่ง "ความว่างเปล่า" และตอนนี้เราหยุดที่จะตามหา แล้วหันกลับมาใช้วิธีของตัวเองในแบบเดิม คือ  "สวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ" อยู่ที่ห้องในสถานที่คับแคบและปลอดภัยแห่งนี้เช่นดังเดิม

เราหลับตาลง จดจ่อกับภาพที่กำลังเคลื่อนไหวที่วิ่งผ่านเข้ามาในความคิดนั้นเป็นล้าน ๆ ความคิดฟุ้งซ่าน ลมหายใจที่คิดว่ากำหนดรู้ได้ง่ายกลับยากขึ้น ความคิดร้อยแปดพันเก้าถาโถมประโคมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ในตอนนั้นเราได้สติและปัญญากลับมาสอนใจเราอย่างหนึ่งที่ว่า....

....ภายนอกที่ว่าไม่มีอะไรเข้ามาตกกระทบได้ แต่ภายในกลับสะสมบ่มเพาะเป็นดินพอกหางหมู ยากสุดแสนจะเกินแก้ เหมือนดั่งของเน่าเหม็นที่พยายามขจัด แต่กลับส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวล ความคิดก็เช่นกัน ภายนอกที่บอบช้ำเกินแก้ เพราะภายในที่สุดแท้แก้ยากหยั่งถึง....

หนังสือเล่มนี้ช่วย "ถีบ" ให้เรา "ก้าว" ออกมา ออกมาจากสิ่งสกปรกที่ตกค้าง คั่งอยู่ในนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ลงมือกระทำด้วยการชำระล้าง กลับมาเฝ้าดูแลถนอมกล่อมเกลา "จิตวิญญาณ" ที่เป็นหนึ่งซึ่งเราภายในตัวตนนั้นอีกครั้ง และเราได้รู้ว่ามันสำคัญไฉน เมื่อเราได้ปล่อยปละละเลยสิ่งนั้นไป

ถ้าหากให้พูดไปมันก็อาจจะดูว่า "โอเวอร์" ไปหน่อย แต่เราได้จากการกลับมาดูแลรักษาใจตัวเองจริง ๆ "ตัวตนภายใน" มันอาจจะดูไม่ได้มากมายอะไรเหมือนกับยาพาราที่รักษาได้ทุกอาการ แต่สำหรับเราแล้วสิ่งนี้ก็ไม่แพ้ยาพาราดั่งเช่นกัน....

กล่าวมาสะยาว ขอจบด้วยการแนะนำหนังสือเล่มนี้เลยก็แล้วกันเนาะ...."หนังสือ ก้าว WALK" ดีจริง ๆ ไม่โม้ ไม่โอเวอร์ ค่าโฆษณาอะไรก็ไม่ได้ แค่อยากแบ่งปัน เผื่อในช่วงโควิดนี้อาจจะ มีใครสักคนที่ 'เผอิญ' มีอาการแบบนี้เหมือนเราบ้าง เราก็อยากแนะนำหนังสือเล่มนี้นะ อ่านง่าย เหมือนนั่งฟังเพื่อนนั่งแชร์ประสบกาณ์ต่อหน้าเราเลยล่ะ ^^ มันดีต่อใจจริง ๆ

ขอบอก (กระซิบ)

#หนังสือดีบอกต่อ
#กูนี่แหละเขียน
#Bantuek28
#เล่าไปเรื่อย
SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments

SSIISS
3 months ago
เราจะไปหามาอ่านบ้างนะ
Reply
Bantuek28
3 months ago
ขอแนะนำเลยค่ะ ^^