ร้อยปีมิตรภาพไม่มีวันจางหาย

1. ขอบคุณการบ้านของเธอตลอดเก้าปีที่ผ่านมา

จำได้ว่าสมัยเด็กๆจะมีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งคอยให้ฉันหลอกการบ้านเสมอแทบทุกวิชา ตั้งแต่เรียนวัยประถมจวบจนกระทั่งถึงวัยมัธยมต้น 
ทุกเช้าๆฉันจะวิ่งแจ้นไปที่โต๊ะเรียนของเธอพร้อมกับส่งสายตาออดอ้อนราวกับสุนััขมองเจ้าของ 

เธอมักจะถอนหายใจออกมาดังๆด้วยความเอือมระอา เวลาที่เห็นฉันวิ่งแจ้นมาขอหลอกการบ้านเธอด้วยความไร้ยางอาย (ล่่่่่่ะมั้ง) แต่ถึงจะเป็นอย่่างนั้นเธอก็ให้ฉันหลอกการบ้านทุกครั้งไป 
มาคิดๆดูแล้วฉันนี่ก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันแฮะ

แต่ว่าฉันรู้สึกขอบคุณเธอจากใจจริงๆ
ขอบคุณที่เธอยอมให้คนที่ดูโง่เขลาอย่างฉันเป็นเพื่อนด้วย แถมยังให้หลอกการบ้้าน และยังแบ่งขนมให้ฉันกินจนอ้วนปุ๊กราวกับหมูน้อยตัวเล็กๆนั่นอีก 

ยังไงก็ขอบคุณเธอมากๆ
เพราะถ้าไม่มีเธอในช่วงเวลานั้น
ก็คงไม่มีฉันในตอนนี้

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
แต่ก็อยากบอกเธอว่าคิดถึงเสมอเลย
ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วย อย่าอ่านหนังสืือจนลืมเวลากินข้าว อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเธอได้้้้ง่ายๆเพีีียงเพราะเธอเรียนเก่งเหมือนฉัน อย่านอนดึกเกินไป ดูแลสุขภาพด้้้วย



ถ้าเธอว่างเมื่อไหร่ก็ทักมาหากันบ้างนะ 
เดี๋ยวฉันพาเธอไปเลี้ยงขนมตอบแทนเลยเอ้า
เหงาเหมือนกันนะเนี่ยเวลาที่เธอไม่อยู่ด้วย
ไม่มีคนคอยบ่นว่าทำไมถึงไม่ยอมทำการบ้าน.. 



2. เพื่อนกันแม้คนละสัญชาติ

ฉันยังจำความรู้สึกนั้นได้ดีว่าวิินาทีที่เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนั้นเป็นยังไง
น้ำตาที่อยู่ๆก็ไหลออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เสียงสะอื้นไห้ที่ดังระงมไปทั่วทุกมุมห้อง
วันนัั้นเราต่างร่ำลากันทั้งน้ำตาและความเจ็บปวด
ที่ฉันไม่่่่เคยคิดมาก่อนว่าวันนี้จะมาถึง

ทัศนี เป็นผู้หญิงเรียนเก่ง อัธยาศัยดี มองโลกในแง่บวก เป็นคนที่พอยิ้มแล้วโลกจะสดใสขึ้นมาทันที ฉันนะชอบรอยยิ้มเธอที่สุดเลย
รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม
แต่ฉันไม่บอกเธอหรอก 
ว่าฉันชอบรอยยิ้มเธอมากแค่ไหน 
เพราะฉันรอเธอมาฟังด้วยตัวเองอยู่นะ

ทัศนา เป็นผู้หญิงที่มีีใบหน้าที่สวยคมสะดุดตา
จมูกที่โด่งเป็นสันสวยงาม ริมฝีปากที่อวบอิ่มและชมพูระเรื่อ 
เธอเป็นผู้หญิงที่ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่า
เธอสวยจริงๆ  เวลาที่ฉันมองเธอฉันจะรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดหน่อย พร้อมๆกับที่ฉันมักจะมองเธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคลือบเคลิ้มปนหลงไหล 

จนบางครั้งฉันก็รู้สึกสงสัยว่าตกลงแล้ว
ฉันชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ว่ะเนี่ย

พูดมาจนถึงตรงนี้แล้ว
อยากจะบอกเธอทั้งสองคนว่า
คิดถึงมากๆเลยนะ สบายดีมั้ย เป็นยังไงบ้าง
หากในวันใดเราบังเอิญเดินสวนกัน
ถ้าเธอยังจำกันได้
ก็อย่าลืมทักทายกันบ้างนะ



3. กุลสตรีที่ดีจะไม่พูดคำหยาบ

สมัยเรียนมอต้นฉันไม่ค่อยมีเพื่อนมากสักเท่าไหร่นัก วันนั้นเป็นวันแรกที่ฉันเข้ามาเรียน
คุณครูประจำชั้นบอกให้นักเรียนทุกคนนั่งตามเลขที่ แต่ฉันดันเลขที่ไม่ตรงกับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของฉันอีก (คนที่ให้หลอกการบ้านไง) 

ฉันได้นั่งกับผู้หญิงผมสั้นที่ดูตัวเล็กบอบบางจนน่าทะนุถนอมราวกับกระต่ายขาวขนปุกปุย 
จนนานวันเข้าเราสองคนกลับกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปอย่างงั้น 
กินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬาก็มักจะตัวติด
กันเสมอ จนคนอื่นทักว่าเป็นแฝดกันหรือเปล่า 
ฉันกับเธอหันมายิ้มแล้วหัวเราะใส่กัน 
โดยที่ไม่ได้นัดหมาย 

เธอเป็นคนที่ไม่ชอบพูดคำหยาบใดๆทั้งสิ้นบนโลกใบนี้ และทุกครั้งที่ฉันเผลอหลุดปากพูดคำหยาบออกไปโดยไม่รู้ตัว เธอมักจะตีแขนฉันแล้วดุว่ากุลสตรีที่ดีจะไม่พูดคำหยาบ! 

แต่เธอลืมไปหรือเปล่าว่าฉันไม่ใช่กุลสตรีในห้องหอนะ ฉันออกจะห้าวหาญและบึกบึนเสียขนาดนั้น 

รู้มั้ยเวลาที่ฉันพููดคำหยาบทีไร
ฉันมักจะคิดถึงเธอเป็นคนแรกเสมอ
ฉันหัวเราะแล้วตีแขนตัวเองดังเปรี๊ยะไปหนึ่งที
พร้อมกับพูดประโยคสุดคลาสสิกประจำของเธอว่า

“กุลสตรีที่ดีจะไม่พูดคำหยาบ”


4. ข้าวกล่องหล่อเลี้ยงหมูอ้วน

สมัยยังเรียนมอต้นอีกนัั่นล่ะ
ฉันได้รู้จักเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง 
เธอตัวสูง บอบบาง และขายาว
เวลาที่ฉันเดินอยู่ข้างๆเธอ ฉันมักจะรู้สึกว่าฉันเป็นลูกเธอเสมอ ไม่รู้ว่าเพราะเธอสูงเกินไปหรือเพราะว่าฉันตัวเตี้ยเกินไปกันแน่ แต่ฉันว่าอย่างหลังแหละ 

พอเราได้รู้จักกันจนเห็นไส้เห็นพุงกันดีแล้ว
ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอมักจะหิ้วข้าวกล่องมาให้ฉันกินในยามพักเที่ยง
ซึ่งแม้ฉันจะงุนงง แต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร
ฉันฉีกยิ้มกว้างแล้วรับเอาข้าวกล่องที่เธอยื่นให้มาด้วยความสุข เพราะอาหารฝีมือแม่เธอมันอร่อยมากอย่าบอกใครเลยล่ะ 
ฉันรู้สึกขอบคุณทุกครั้งเวลาที่เห็นเธอเก็บข้าวกล่องลงใส่ถุงหิ้ว พร้อมกับที่เธอมักไม่ลืมที่จะถามฉันว่า 

“พรุ่งนี้อยากกินอะไร”

ฉันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่เหลือล้นและแสนกว้างใหญ่ของเธอทุกครั้ง จนฉันไม่กล้าจะกินเหลือแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว 

จนไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เธอเลิกเอาข้าวกล่องมาให้ฉัน
ตอนนั้นฉันแปลกใจว่าเพราะอะไร
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว เพราะเธอคงเพิ่งคิดได้ว่า
หมูอ้วนตัวนี้กินจุเกินไป จนบ้านเธอจะล้มละลายแล้ว! 


5. รักแรกกับเพื่อนสาวแสนสวย

หากใครเคยได้อ่านบทความเรื่อง
“Beautiful Time” คงจะคุ้นหููคุ้นตาอีกครั้งหากฉันจะเอ่ยถึงบุคคลผู้เป็นรักแรกและเพื่อนสาวแสนสวยของฉัน 

สมัยยังเด็กฉัันได้รู้จักกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่บ้านอยู่ละแวกเดียวกัน จนกระทั่งเราได้มาเป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย
อยู่มาวันหนึ่งเค้าบอกว่าเค้าชอบฉัน แล้วก็หอมแก้มฉันไปหนึ่งครั้ง ช่วงเวลานั้นฉันรู้สึึกโกรธและเกลียดเค้าเอามากๆ แต่คงเพราะฉันยังเด็กบวกกับที่เค้าเองก็ไร้ซึ่งวุฒิภาวะ ฉันจึงโกรธง่ายและหายเร็วมากกว่าตอนนี้

แต่ว่าพอเวลาผ่านไปฉันกลับไม่เห็นเค้ามาคอยป้วนเปี้ยนวอแวฉันเลย ฉันจึงพึงรู้สึกได้ว่าฉันรู้สึกใจหายและรู้สึกว่าฉันคิดถึงรอยยิ้มชวนขี้เล่นนั้นของเค้า ใครอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแก่แดดในตอนนั้น ซึ่งฉันก็เคยคิด 

แต่ว่าความรู้สึกชอบในวันนั้นกลับกลายเป็นความรู้สึกที่แสนเรียบง่ายและบริสุทธิ์ใสสะอาด โดยไร้ซึ่งความต้องการครอบครองหรือความรู้สึกที่แลกมาด้วยผลประโยชน์หรือถ้อยคำหลอกลวงใดๆ 

ฉันเพียงแต่ชื่นชอบในตัวตนของเค้า
แววตาที่ใสกระจ่างดุจแก้ว เสียงหัวเราะที่ก้องกังวานชวนขบขันนั้นของเค้า มันทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นและกระปรี้กระเปร่าทุกครั้ง ว่าวันนี้เค้าจะมีเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟัง หรือจะทำท่าทางตลกอะไรให้ดู ฉันก็แค่ชื่นชอบในทุกอริยาบทที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องปรุงแต่งนั้นของเค้าก็เท่านั้น

แต่ว่าพอเติบโตขึ้นมา เวลาได้หล่อหลอมให้เรากลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะมากขึ้น
ทั้งความคิด การกระทำหรือแม้แต่
ความรู้สึกส่วนตัว 


เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงวันที่ฉันได้รู้ว่าเค้าได้กลายมาเป็นเพื่อนสาวของฉันแล้ว วินาทีนั้นฉันบอกได้เลยว่าฉันแอบตกใจอยูู่่ไม่น้อย คงเพราะตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
เค้าไม่เคยมีท่าทีอะไรที่จะสนใจเพศเดียวกันเลย

แต่ทว่าในวันนั้นฉันกลับรู้สึกว่าฉันมีเพื่อนสาวเพิ่มมาอีกคนแล้วเหรอเนี่ย ฉันรู้สึกว่ามันดีมากๆ ฉันประทับใจในตัวเพื่อนฉันคนนี้มาก ภูมิใจที่ในตอนนี้เราสามารถบอกเล่าเรื่องราวของกันและกันได้ โดยไม่มีเพศสภาพมาจำกัดหรือมากีดขวางเหมือนเมื่อตอนยังเด็ก 

มันตลกตรงที่ว่ารักแรกของฉันดันกลายมาเป็นเพื่อนสาวที่แสนสวยไปซะได้ แถมยังมาพูดคุยกันถึงสเปคของหนุ่มที่ชอบอีก และยังไม่พอเรายังส่งเสียงอุทานด้วยถ้อยคำหยาบคาย เมื่อเราเจอพ่อหนุ่มหล่อร้ายสุดแบดบอยตรงสเปคพร้อมกัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องมานั่งแคร์ว่าภาพลักษณ์ของอีกคนจะเป็นอย่างไร 

ฉันรู้สึกได้ว่าพระเจ้าได้ประทานพรที่วิเศษมาให้ฉันแล้ว เพื่อนสาวที่ไลฟ์สไตล์ตรงกัน พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง หัวเราะเฮฮาปาร์ตี้กันสุดเหวี่ยง 

แต่ว่าถึงจะเป็นอย่างนั้น
ฉันกลับคิดว่าชาตินี้ฉันคงจะไม่ได้บอกนางหรอกว่าฉันเคยแอบชอบนางตั้งแต่สมัยเด็กโน่น
ใครจะไปบอกกัน มีหวังนางคงจะหัวเราะเยาะฉันแล้วพูดว่า 


“ของมันแน่อยู่แล้ว ฉันหล่อขนาดนั้น
  ใครมันจะอดใจไหว” 



6. ฉากตบสะบั้นความสัมพันธ์ 


เมื่อใดก็ตามที่หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต
มีอยู่เรื่องหนึ่งที่มันสะกิดใจฉันทุกครั้ง
ฉันมักจะคิดว่าถ้าหากในวันนั้นเราไม่ทะเลาะกันจนถึงขั้นลงไม้ลงมือใส่กันอย่างนั้น 
วันนี้พวกเราจะยังคงเป็นเหมือนเดิมใช่มั้ย 

ฉันรู้จักเพื่อนผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เด็ก
เราอยู่บ้านละแวกเดียวกันทั้งหมด
เพราะว่าพ่อแม่เราทำงานที่เดียวกัน 


ฉันจำไม่ได้แล้วว่าวันแรกที่ฉันเจอเค้า
เค้าหน้าตาเป็นยังไง สูงแค่ไหน ผิวขาวเหมือนน้ำนมหรือเปล่า หรือเค้าแต่งตัวชุดสีอะไร 
ฉันจำไม่ได้สักอย่าง แต่ว่าสิ่งเดียวที่ฉันจำได้ดีก็คืือ ‘เค้าคือเพื่อนของฉัน’ แม้ในวันนี้เราต่างจะกลายเป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกันแล้วก็ตาม 


ฉันแก่กว่าเค้าหนึ่งปี และเค้าก็เป็นเพื่อนของ
น้องชายฉันด้วย แต่ว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเรากลับไม่เคยเรียกกันว่ารุ่นพี่หรือรุ่นน้อง เราต่างเพียงเรียกแต่ชื่อเล่นของกันและกันเท่านั้น บางครั้งก็อาจจะมีคำนำหน้าเป็นสัตว์ชนิดอื่นปะปนไปด้วยบ้าง 


ทุกๆเช้าฉันมักจะเห็นเค้าเดินอยู่ไกลๆจากจุดเล็กๆกลับกลายเป็นจุดใหญ่ขึ้น เค้ามักจะเดินมาเล่นด้วยกันทั้งกับฉันและพี่สาวฉัน 


พวกเราวิ่งเล่น กระโดดยาง ดีดลูกแก้ว เล่นเกมจากโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าตกรุ่น 
ฉันคิดถึงช่วงเวลานั้นที่มีเพียงโทรศัพท์เครื่องเก่าเครื่องนั้นเพียงแค่เครื่องเดียว จนสุดท้ายเราต่างต้องนอนเรียงกันเป็นตับ เพื่อรอคิวเล่นเกมที่จะมาถึงตัวเองอีกครั้ง 


คิดถึงเสียงเพลงและแสงวอมไลท์ของงานสังสรรค์ที่จัดอยู่ไม่ไกลจากบ้านสักเท่าไหร่นัก
ดนตรีบรรเลงเพลงขับกล่อมที่เราต่างเคยฟัง 
ท่วงทำนองของท่าเต้นที่สุดแปลกประหลาด
และไม่เคยคิดว่าจะทำไปได้ 


ฉันคิดถึงช่วงเวลานั้นที่ได้มีเค้าอยู่ในห้วงเวลาของชีวิตในวัยเด็ก 
ฉันคิดถึงแววตาที่กลมโตของเค้า 
คิดถึงสัมผัสที่แสนคุ้นเคยของเค้าผ่านการจับมือพากันกระโดดลงน้ำคลอง
ที่เต็มไปด้วยโคลนสีดำไม่น่าอภิรมย์
แต่ถึงอย่างนั้นเพราะมีเค้าอยู่ด้วย
ฉันจึงเบาใจได้ว่าฉันจะยังคงปลอดภัยอยู่เสมอ 


ฉันจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อฉันพาเค้าไปเล่นน้ำบ้านลุงที่รู้จัก พวกเราต่างเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งถึงวินาทีที่ไม่มีใครคาดคิด เค้ากำลังจมน้ำ วินาทีที่ฉันเห็นเค้ากำลังตะเกียกตะกายดำผุดดำว่ายอยู่อย่างนั้น 


ฉันรู้สึกเพียงแต่ว่าฉันกำลังช็็็อก ฉันไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตะโกนคำพูดอะไรออกมาได้เลยสักถ้อยคำเดียว 
จนเมื่อสุดท้ายแล้วเค้ากลับรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ ซึ่งพี่สาวฉันเป็นคนช่วยเค้าเอาไว้ 
เค้าเคยบอกว่่า ตอนที่เค้ากำลังจะไม่ไหวแล้ว
เค้ากลับรู้สึกราวกับว่ามีอะไรสักอย่างมาดันขาเค้าให้้ขึ้นสู่ผิวน้ำในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น


หลังผ่านจากเหตุการณ์นั้นมาไม่่่่่่ว่าจะกี่ปี
ฉันกลับไม่เคยลืมเลือนว่าตัวเองเคยเป็นคนโง่เขลาและบัดซบมากเพียงใด หากวันนั้นเค้าเป็นอะไรไป แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ฉันโทษตัวเองเสมอและฉันรู้สึกผิดต่อเค้าอยู่ทุกครั้ง 


ฉันไม่เคยคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมีค่าได้มากเท่านี้
จนเมื่อเราเกือบสูญเสียมันไปแล้วตลอดกาล 


ฉันจำได้ว่าวันนั้นเป็นบ่ายที่อากาศร้อนอบอ้าว
พวกเราทั้งเค้า ฉัน น้องชายและพี่สาว ต่างพากันมาหลบแดดอยู่ในห้อง พร้อมกับพัดลมที่ดังเอื่อยๆส่ายไปส่ายมา 

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ใครสักคนพูดขึ้นว่า
“โรงเรียนในฝันที่อยากจะเข้า”

และก็ไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้ฉันบอกเค้าว่า
‘ฝันไปเหอะว่าแกจะสอบติด’ 


ส่วนเค้าที่ได้ยินฉันพูดอย่างนั้น แน่นอนว่าเค้าต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา 
ฉันยังจำได้ดี เค้าบอกให้ฉันถอนคำพูดนั้นซะ
แต่ฉันก็ไม่ได้ทำ เพราะตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองพูดความจริงและฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด 


เราต่างโต้เถียงกันไปมาด้วยเหตุผลของตัวเอง
จนสุดท้ายเค้าโกรธจนทนไม่ไหว
เค้าเลยตบปากฉันอย่างแรงไปหนึ่งครั้ง 
วินาทีนั้นฉันรู้สึกตกใจราวกับโลกได้หยุดหมุนลง
ฉันไม่เคยคิดว่าเด็กผู้ชายที่กำลังยืนอยู่หน้าฉัน
ที่เต็มไปด้วยความโกรธและสายตาที่แข็งกร้าวนั้น
มันจะทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดได้เท่านี้มาก่อน 


พอได้สติกลับมา
ฉันตบเค้ากลับไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย 
ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะฉันรู้สึกโกรธหรือรู้สึกเสียใจมากกว่ากันแน่ 


ฉันระดมทุบตีเค้าด้วยความบ้าคลั่ง
ซึ่งเค้าก็ไม่ยินยอมให้ฉันทำร้ายเค้าเพียงฝ่ายเดียว
และแน่นอนเพราะว่าเค้าเป็นผู้ชาย ฉันสู้เค้าไม่ได้อยู่แล้ว แต่เพราะพี่สาวฉันมาห้ามเอาไว้ก่อนเรื่องจะบานปลายไปมากกว่่่่่านี้ 
ฉันจึงทำได้เพียงโกรธเกรี้ยวและตะโกนใส่หน้าเค้าทั้งน้ำตาที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดไหลลงง่ายๆ อย่างนั้น 

ฉันบอกเค้าว่าชาตินี้ไม่ต้องมาเป็นพื่อนกันอีกต่อไป!

เค้าตอบกลับว่าเค้าไม่สนใจหรอก 
พอพูดจบเค้าก็หันหลังวิ่งกลับบ้านไปทันที


ตอนที่เค้าหันหลังวิ่งจากไป 
วินาทีนั้นราวกับว่าหัวใจฉันกำลังจะบอกว่า
แกได้สูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับแกไปแล้วตลอดกาล 


































ps. ใครที่อ่านจนถึงตอนจบแล้วอยากบอกว่่่าคุณสุดยอดมากๆ กำลังคิดว่าคงไม่มีใครอยู่อ่านถึงตอนจบหรอกมั้ง

:—)



SHARE
Writer
JCK
ดวงจันทร์ตกหลุมรักพระอาทิตย์
ตัวแทนของฉันคือดอกทานตะวัน :—)

Comments

Syrince
14 days ago
เราอ่านจบนะ ^^
Reply
JCK
14 days ago
ขอบคุณนะคะ (^^)