Everest ในตัวเรา
บางครั้งมนุษย์เราก็ปราถนาจะสัมผัส Moment ที่สวยงามจนถึงกับต้องแลกด้วยชีวิต สัมผัสความเป็นที่สุดของโลกสักครั้ง  เหมือนกับการพิชิตยอดเขา Everest ที่มีชีวิตนักปีนและลูกหาบชาวเชอร์ปามากมายถูกสังเวย  โครงกระดูกถูกทิ้งไว้ราวกับอนุสรณ์จารึกชื่อ  ความเสี่ยงมหาศาลกับภาระค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้ง  เวลาหลายเดือนที่ต้องอุทิศในการเตรียมตัว  รวมถึงความลำบากทรมานขณะสู้กับความหนาว ความเหนื่อย และอากาศที่เบาบาง  และถึงตอนนี้เราพิชิตได้ เราก็ไม่ใช่คนแรกอีกต่อไป  เป็นแค่ชื่อหนึ่งที่คนอื่นๆในโลกยากจะจำชื่อได้

แต่กระนั้นคนเราก็ยังโหยหาที่จะพิชิตมัน เป็นประสบการณ์ที่น่าเย้ายวนทุกครั้งที่นึกถึง ทั้งๆที่ถ้าวิเคราะห์ตามเหตุผลเรื่องค่าตอบแทน จะถือว่าไม่คุ้มค่าเลย โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงที่อาจต้องแลกด้วยชีวิต  น่าจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่โหยหาจะสัมผัสความเป็นที่สุดของอะไรหลายๆอย่าง

นักปีนเขาไม่ใช่เส้นทางที่ทุกๆคนจะเลือก ด้วยความชอบและความหลงไหลในกิจกรรมที่ต่างกัน แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมี Everest ที่โหยหาจะปีนอยู่ลึกๆในใจ  ตามทฤษฎีเรื่องลำดับขั้นความต้องการ 5 ขั้นของ อับราฮัม มาสโลว์  จากขั้นพื้นฐานไล่ไปหายอดพีระมิด ได้แก่  ความต้องการพื้นฐานทางชีวภาพ   ความปลอดภัย  กาารเป็นที่รัก  การได้รับเกียรติยศและความภาคภูมิใจ  และความต้องการความสมบูรณ์ของชีวิต (Self actualization)  ซึ่งการโหยหาจะพิชิตเทือกเขา Everest  เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วน่าจะเป็นการพยายามบรรลุความต้องการในข้อที่ 4 คือเกียรติยศและความภูมิใจ

แต่เมื่อการพยายามแสวงหาความภูมิใจมาถึงระดับหนึ่ง มันอาจจะก้าวไปสู่ความต้องการลำดับขั้นที่ 5 ได้ ซึ่งเปรียบเสมือนการบบรรลุในตัวเอง   เป็นช่วงเวลาที่ต้องสลัดความภูมิใจและเกียรติยศออกไปจากใจ เหมือนจรวดที่ต้องปล่อยกระสวยอวกาศเมื่อขึ้นไปสูงจุดหนึ่ง  เพื่อจะทะยานไปให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกแล้วพ้นจากแรงโน้มถ่วงได้ในที่สุด  การจะพิชิตมันได้ในความรู้สึกก็เหมือนการปีนเทือกเขา Everest ในใจเรา  

คนเราหากอยู่ในสภาวะอดอยาก ก็พร้อมจะแลกทุกอย่างรวมถึงความปลอภัยของตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานที่สุดก่อน แล้วค่อยๆไล่ตามลำดับ  แต่ก็มีความย้อนแย้งตรงที่คนเราหลายคนก็พร้อมแลกด้วยความปลอดภัย หรือความต้องการพื้นฐานเพื่อแลกกับความภูมิใจ หรือการบรรลุในตัวเอง  ซึ่งหลังจากที่เราดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว จุดนี้จะตอบคำถามให้ได้ว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร  เปรียบเหมือนการเติมเต็มทางจิตวิญญาณ

เราไม่จำเป็นต้องมีไม้โพล หรือเชือก ก็สามารถสัมผัสกับปลายยอด Everest ในใจของเราได้ เพียงแต่เลือกกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เวลาเราทำแล้วเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งนั้น แล้วทำมันต่อไปเพื่อพัฒนาจนทะลุกรอบเพดานขีดจำกัดของเรา เมื่อนั้นเราอาจจะได้สัมผัสกับชั่วขณะที่สวยงามราวกับแสงเหนือที่ขั้วโลก

แต่เมื่อเราสัมผัสกับความสำเร็จครั้งหนึ่งแล้ว  ก็มักจะมีความสำเร็จขั้นต่อให้พิชิตต่อไปเรื่อยๆ เหมือน Everest ต่อ Everest ขึ้นไปเรื่อยๆ  
SHARE
Written in this book
Daily Write : Life Lighter
บทความแชร์ประสบการณ์ ไอเดีย และสร้างแรงบันดาลใจ วันละบท (เป้าหมายที่ 100 ep.)
Writer
superwins
รอคนหลงเข้ามาอ่าน
พูดคุยกับจิตใจผ่านตัวอักษร

Comments