สะพานพุทธ ในวันพฤหัส

ครั้งแรกที่เห็นเขาจากรูปโปรไฟล์ เราเองคุ้นเหมือนว่าเคยเห็นมาก่อน ..ไม่แน่ใจว่าเคยเห็นรูปถ่าย หรือเห็นตัวจริงมาแล้วกันนะ

คุ้นเคยจนตัวเองเผลอพิมถามเขาออกไป
เขาเองคง งงๆ เหมือนกันว่าทำไม

ถามไปมา กลายเป็นเรียนสถาบันเดียวกัน

แต่เขาน่ะเรียนจบไปนานแล้ว
อายุของเขาก็ไล่เลี่ยกับพี่ชายเราเลยล่ะ

พูดคุยได้สักพักก็ทำให้รู้ว่าเขามีเป้าหมายที่ จริงจัง
ชัดเจน จนเราที่เป็นคนค่อนข้างโลเลนั้นตกใจ
กับการกระทำและคำพูดอันบ้าบิ่นของเขา

แต่แม้เขาจะดูจริงจังแต่กลับดูเศร้าหมอง
จากคำพูดที่สัมผัสได้ เขาดูไม่มั่นใจในบางอย่าง 
จนทำให้อย่างน้อยเราก็อยากจะให้กำลังใจเขา 
ก่อนที่จะแยกหายกันไปในอนาคต

เขาเลือกที่จะจบบทสนทนาได้ดี
และข้อความมันควรจะอยู่แค่นั้น ในที่ของมัน
ซึ่งเป็นการถ้อยคำที่ดีที่สุดในตอนนั้น

แต่เราก็ยังคาใจที่ยังไม่ได้พูดอะไรที่อยากจะพูดออกไป
   เรานอนคิดมันทั้งคืนว่าควรพูดดีมั้ย
บทสนทนาที่จบแค่นั้นมันก็ดีแล้วนะ แต่..
   .. เราอาจทำให้ใครคนนึงมีแรงที่จะสู้ต่อได้อยู่บ้าง คงมีอะไรที่สดชื่นในเช้าวันนึงของเขาบ้าง เพียงแค่การให้กำลังใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง

...คงไม่มากเกินไปหรอกมั้ง เพราะมันมาจากความหวังดีนี่นาถึงคุณจะบอกว่าตัวเองไม่หล่อ แต่เราคิดว่าคุณน่ะ.... เท่มากๆเลยนะในที่สุดเราเลือกที่จะพูดมันออกไปในตอนเช้า
และอวยพรเขาเล็กน้อยด้วยประโยคเริ่มต้นวันใหม่
ซึ่งตัวฉันทำไปในสถานะของมนุษย์ที่หวังดีเท่านั้น

ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้นเลย 
และออกจะกลัวเสียด้วยซ้ำ ว่าจะถูกรังเกียจ ครหา
ว่าทำอะไรไร้สาระ ไม่เข้าเรื่อง

พูดอะไรในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการฟัง

และมันเป็นแบบนั้นมาเสมอในเมื่อก่อนที่ฉันทำ

ผู้คนต่างชอบปฏิเสธความหวังดี เพราะไม่ต้องการติดหนี้บุญคุณ หรือไม่ก็แค่ยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองนั้น เพียงต้องการความหวังดีเล็กๆนั่นมาครอบครอง

...

หลังจากการตัดสินใจอันไร้เดียงสาของฉันได้เริ่มต้น

เขาตอบข้อความหลังจากนั้นไม่นาน
เป็นเนื้อหาที่ผิดคาดจากที่ตั้งใจ
เพราะสิ่งที่เขาเข้าใจคือ..
ฉันน่าจะเริ่มที่จะสนใจในตัวเขาเข้าแล้วใช่มั้ย
ฉันกล่าวปฏิเสธไม่ได้หรอก เพราะจากประโยคที่ว่ามันคงดูสื่อแบบนั้นจริงๆในความหมายของเขา

ฉันควรรับผิดชอบ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของนิ้วมือที่พิมข้อความนั้นส่งไป

แล้วสถานการณ์กลายเป็นว่าเราตกปากรับคำ
แล้วคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวไปไกล

ฉันไม่เคยคุยกับใครที่เหมือนเขาเอาสะเลย
ไม่รู้เพราะว่าประสบการณ์น้อย หรือคนแบบเขามันมีน้อยกันนะ ชักไม่มั่นใจแล้วสิ...

เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง ดูจากการพิมก็รู้
มักใช้ถ้อยคำซ้ำๆ เดิมๆ ถามอะไรแบบเดิม

แต่กลับตอบเร็วและให้ความสำคัญกับคนตรงหน้าอย่างซื่อตรง ไม่ว่อกแวก แถมยังทำให้เรารู้สึกว่า
ตัวเขาน่ะพร้อมพิสูจน์ตัวเองเสมออีกด้วยนะ 

หึ อย่าว่าแต่เราเลย เขามันติสจริงๆ 

ยิ่งคุยก็ยิ่งแปลกใจกับการใช้ชีวิตก่อนหน้านั้นของเขา
เพราะมันดูจะผ่านอะไรมาเยอะมากจริงๆ
อย่างเช่นการวิ่งจากเบตงไปแม่สาย.. (ไม่ใช่ใกล้เลย)
สนุกกับการเป็นทหาร แล้วก็เลิกเป็น
ไปเป็นพนักงานขายแล้วโดนลองใจบ้างละ
กว่าจะมาจบที่อาชีพตรงตามคณะที่เรียนก็หลายปี

เคยทำนู้น ทำนี่ เยอะแยะไปหมด

ตลกดี ที่คนเคยทำอะไรมาตั้งเยอะแยะ
 แต่กลับดูเบื่อหน่ายชีวิต ดูหง่อยเหงาแปลกๆ

หรือความจริงแล้ว มนุษย์ก็แค่เดินทางแสนไกล
เพื่อตามหาใครสักคนที่เข้าใจจริงๆ


ในที่สุดตัวฉันก็ไม่สามารถปฏิเสธความสัมพันธ์        ที่เขาเสนอมา
ที่สะพานพุทธ เรานัดมาเจอกันครั้งแรก
มันเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินจนลับขอบฟ้า
พวกเรากำลังจะเดินทางแยกย้ายกันกลับ

อยู่ๆเขาก็หยุดเดินสะอย่างนั้น 
ตกลงเป็นให้ได้มั้ย แฟนน่ะ?
ประโยคที่ไม่คิดว่าอยู่ๆจะมีขึ้นมา ก็ดันโผล่มาได้ไงไม่รู้จากเขาที่ทำหน้าอธิบายความรู้สึกไม่ออก
อื้ม เป็นก็เป็น.. :-)ปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วสิ...
การอยู่กับเขามันให้ความสบายใจอย่างประหลาด
ดูเหมือนจะฝืน แต่ก็กลับเป็นธรรมชาติ
เราเป็นตัวเองได้โดยไม่รู้สึกเกร็งตอนที่อยู่กับเขา

ไม่กลัวที่ต้องสูญเสียเขาไป ถ้าทำอะไรที่ไม่ถูกใจ
เพราะคำพูดที่ติดปากเขาเสมอตอนคุยกัน ก็คือ
เข้าใจๆ
แค่คำสั้นๆ แต่กลับมีพลัง จนทำให้เราเอง
ลืมทุกบริบทที่เคยคิดว่าจำเป็นกับการใช้ชีวิตคู่ออกไปจนหมดเลยล่ะ


บางทีความสัมพันธ์มันก็แค่เริ่มต้นจาก
" สวัสดีครับ " " สวัสดีค่ะ "
เท่านั้นเอง :)

🧑🏻👨🏻



SHARE
Writer
Kotcha_P
Salamander
ชอบเก็บทุกอย่างมาเป็นบทเรียน คิดเล็ก คิดน้อย และไม่คิดอะไรเลย

Comments