don't be afraid to live.




        มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ

        เช่นที่อยากมีรักดี ๆ มีวัยเยาว์ที่สวยงาม และวาดฝันอนาคตที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้


        ฉันจะบอกว่า ไม่มีวันได้เจอหรอกหนา ชีวิตที่สวยงามไร้ที่ติเช่นนั้น

หากเมืิ่อใดที่ปราถนาไม่ให้ตัวเองเจ็บปวด นั่นแปลว่าเรากำลังเจ็บปวดอยู่มิใช่หรือ
       ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาจะกลับมาบานเลยได้อย่างไร



       นี่ไม่ใช่ประโยคคำถาม ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า และไม่ใช่ประโยคแสนวิเศษสำหรับใครหรือสิ่งใด หากเว้นเสียแต่เขา 


      เด็กชายที่มีนัยน์ตาแห่งฤดูฝน

      เจ้าของความเศร้าโศกทั้งหมดในโลก ผู้ครอบครองหยาดน้ำตาในทุกหนทุกแห่ง

      เขานิยามตัวเองเอาไว้อย่างนั้น—




        “ไม่ต้องเช็ดน้ำตาตอนที่มันไหล ไม่ต้องยิ้มตอนที่อยากร้องไห้ อย่าบอกว่าไม่เจ็บเวลาโดนมีดบาด ถ้าอยากกินขนมก็บอกว่าอยากกินขนม ถ้าอยากกินข้าวก็บอกว่าอยากกินข้าว”




      “เข้าใจหรือไม่”




      “เข้าใจครับคุณปู่”



       สิ่งนี่คืออดีต คือวัยเด็ก คือเขาตอนอายุเจ็ดขวบและมีฮีโร่เป็นของตัวเอง 


       แต่แล้วอดีตไม่มีคำว่าตลอดไปเป็นตัวขยาย เหลือเพียงผงเถ้าให้นึกถึงในความทรงจำ คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นผงของความโหยหา และจบลงด้วยเปลวไฟของความสิ้นหวัง เมื่อค้นพบว่าสิ่งนั้นไม่อาจย้อนกลับไปหาได้อีกแล้ว



      “ฉันจะอยู่ถ้านายอยากให้ฉันอยู่”




     “แต่คุณปู่กำลังจะตายนี่ครับ”




     “เด็กโง่ ฉันตายแค่ร่างกายเท่านั้นแหละนะ”




     “ฉันจะยังอยู่ในทรงจำของนาย ในหัวใจนาย ถ้านายอยากให้ฉันอยู่”



       ที่นี่ไม่มีใบเมเปิ้ลเจ้าของนัยแห่งการจากลา ไม่มีกุหลาบผู้เป็นนัยแห่งความรัก แต่ที่แห่งนี้มีทุ่งทานตะวัน ที่เด็กชายทึกทักเอาเองว่าเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำ เป็นเสมือนบันทึกเล่มสำคัญ ในรูปแบบของกลีบดอกสีเหลืองเข้ม โดยเนื้อความแสนวิเศษในรูปของแสงเแดดเจิดจ้า และช่วงบรรทัดแสนเศร้าในรูปแบบของสายลมละลิ้ว

       อนุสรณ์จากชายชราผู้เป็นฮีโร่ในวัยเด็ก ผู้มอบศาสน์จากโลกอีกใบที่เขากำลังจะเดินทางไปถึง กำลังเดินทางไปถึง และที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในขณะนี้ คนที่บอกว่ามันจะไม่ยากนัก ไม่ง่ายนัก แต่นายจะเติบโตเป็นอย่างดี ฉันเชื่อไว้อย่างนี้


       และเขาดีใจเสมอ ที่มีคนเชื่อว่าเขาจะเติบโตเป็นอย่างดีได้ แม้เขาในตอนนี้ ในวัยนี้จะไม่ใกล้เคียงคำนั้นเลยสักนิดก็ตาม

       ในช่วงวัยที่ผันเปลี่ยนการเติบโต จากเด็กชายตัวน้อยได้กลายเป็นเด็กชายตัวสูงใหญ่ พบเจอกับผู้คนตั้งไม่รู้เท่าไร ทั้งยินดีที่ได้รู้จัก และผิดหวังที่ได้เจอ ทั้งปราถนาจะเก็บเขาเอาไว้ตลอดไป แต่กลับจากลากันจนได้ในที่สุด ทั้งแนวความคิดที่ลึกล้ำ ความซับซ้อนของผู้คน หรือแม้แต่ความเข้าใจในตัวเอง 


        เขาค้นพบในตอนนั้นเองว่า มันยากเหลือเกินกับการต้องทำความเข้าใจมนุษย์ ที่ปลอก
เปลืิอกตัวเองอยู่เสมอเช่นนั้น ครั้งแล้ว ครั้งเล่า



      “อย่ายึดติดกับใครหรือสิ่งใดมากนัก วันไหนที่นายจะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบฉัน ระหว่างทางก็อย่าลืมยิ้มให้ตัวเอง ตระกองกอดตัวเองเอาไว้ และอย่าได้เก็บใครระหว่างทางมาไว้กับใจนาน”



      “คุณปู่ทำยังไงตอนรู้ว่าตัวเองใช้ชีวิตผิดพลาดไปเหรอครับ”



     “ฉันไม่ทำยังไง”



     “ฉันเก็บดอกไม้ที่เหี่ยวเฉามาแล้วได้ แต่ฉันจะทำให้มันกลับมาบานสะพรั่งเหมือนในตอนแรกเริ่มที่มันออกดอกเบ่งบานไม่ได้หรอก” 



     “ตอนหนุ่มฉันเกลียดชังตัวเองนักล่ะ ก่นด่าตัวเองมานับไม่ถ้วน คนอะไรมันจะโง่เง่าเท่าแกกัน สาปแช่งตัวเองบ่อยจนนับครั้งไม่ไหวเชียวนะ แต่ในทางเดียวกันฉันก็รู้ตัวดี ว่ามนุษย์ก็อย่างนี้ ผิดพลาดไปบ้างจะเป็นไรไป มีใครจะตายเพราะผิดหวังในตัวฉันบ้างหรือ นอกจากตัวฉันเองแล้ว ก็ไม่มีอีก”



      “นายถามว่าทำยังไงใช่หรือไม่ ฉันเก็บมันไว้ข้างหลังนี่แหละ เอามันไว้หลังหัวใจ”

   

      “เอ๋”



      “ถ้าเอามันไว้ข้างหน้า มันก็บังทางเดินจนฉันเดินไปข้างหน้าไม่ได้น่ะซิ”


       คุณปู่ยิ้มเอ็นดูเล็กน้อย 


       เขารู้ดีกว่าใครว่าเด็กชายตัวน้อยปราถนาจะเติบโตไปเป็นแบบไหน ก็แบบเขานั้นแหละ ชายแก่ที่ซุกซ่อนนัยน์ตาเศร้าโศกเอาไว้เช่นเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หวังเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าหลานชายของเขา เด็กตัวเล็กจ้อยคนนี้ จะไม่ต้องซุกซ่อนนัยน์ตาเศร้าโศก และอย่าได้เก็บงำรอยน้ำตาแห่งวัยเยาว์ไว้คนเดียว 


         และเขาก็รู้ดียิ่งว่าหัวใจดวงน้อย ๆ ของเด็กชายหาญกล้าจะเติบโตเพียงใด

     



       “ฉันหยิบจับอดีตมาแก้ไขไม่ได้ ทุกคนก็ทำไม่ได้ แต่มีสิ่งเดียวที่เราทำได้ คือเอามันไว้ข้างหลัง หันหลังมองดูมันได้เสมอถ้าต้องการ แต่อย่านานนัก นายปลูกดอกไม้ต้นใหม่ได้เสมอนั้นล่ะเด็กโง่ ถ้าต้นเดิมมันตายไปน่ะ”



        อบอุ่นเฉกเช่นเตาผิงในบ้านหลังสีขาวของเอนเดียร์ในฤดูหนาว ที่แม้จะเหลือที่ว่างในบ้านกว้างขวาง เพราะบ้านทั้งหลังถูกยึดครองพื้นที่แค่เพียงคนสองคน อ้างว้างทว่าก็อบอุ่นต่อหน้าเตาผิงหินเก่าเขรอะขระหลังนี้เสมอ
           
        และเช่นกับเขา ที่ีไม่รู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกใบกว้าง เพราะเขามีคุณปู่อยู่ในตัวเขาเสมอ ศาสน์จากกระดาษใบเก่า ในรูปของหมึกเขรอะขระ ลายมือยึกยัก และเถ้าถุลีแห่งโลกในวัยเด็ก

      ในทุ่งทานตะวัน อนุสาวรีย์แห่งความทรงจำแสนล้ำค่านั่น,




     “โตไปเถอะ จะเป็นคนแบบไหนก็ช่าง สุดท้ายก็เป็นหลานรักของฉันอยู่ดี”



    “ต่อให้ผมจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตามเหรอครับ”


    “ต่อให้นายจะห่วยแตกแค่ไหนก็ตาม”


    “ต่อให้ผมไม่มีสิ่งที่อยากเป็นเลยสักอย่างน่ะเหรอครับ”


    “แค่นายยังใช้ชีวิตต่อไปได้ แค่นายได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นที่คิดว่าคุ้มที่สุดแล้ว แค่นายยังมีชีวิต แค่นั้นก็เพียงพอกับการเป็นหลานของฉันแล้ว”


      ต่อให้วันนี้ยังไม่มีสิ่งที่อยากเป็น หรือจะไม่มีเลยตลอดไป ยังไม่รู้ว่าอยากใช้ชีวิตแบบไหน คุณปู่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น จะใช้ชีวิตทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ก็ได้ หรือจะใช้ชีวิตเพื่อใครก็ได้ถ้าเราพอใจ เพราะชีวิตเป็นของเรา จะใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ไปเถอะ 


  
จะใช้ชีวิตอย่างไรก็ช่าง แค่มีชีวิตต่อไปก็พอแล้ว
        โควทจากหนังสือเล่มไหนก็จำไม่ได้เสียแล้ว คงต้องกล่าวขอโทษคุณเจ้าของหนังสือที่ไม่สามารถให้เครดิตได้ และกล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้งที่ทำให้มีประโยคนี้อยู่ในโลก


       หากใครกำลังเจ็บปวดจากรายทางของวัยเยาว์ หรือกำลังหลงทางและหาทางกลับไม่เจอ กำลังหวาดหวั่นกับการเติบโต หวาดกลัวกับสายตาของผู้คนหากเขาได้รู้ว่าเรากำลังใช้ชีวิตที่ปราศจากจุดหมาย ฉันจะย้ำอีกครั้งว่าไม่เป็นไร



        หวั่นไหวกับการเติบโตได้เสมอ จะหนีไปไหนก็ได้ที่อยากไป จะไม่กลับมายังที่แห่งนี้อีกเลยก็ยังได้ จะก่นด่าตัวเองและคนทั้งโลกก็ได้อีกเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าเราทุกคนเป็นที่รักเสมอ  เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความรู้สึกชื่นชมของใครสักคนเสมอ อย่างน้อยก็จากตัวเอง


       ชีวิตไม่มอบความสวยงามให้เรามากมายขนาดนั้นหรอก มันมักจะสั่งสอนด้วยการโบยตีเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ ไม่ความผิดหวังก็ความเสียใจ ไม่จากตัวเองก็จากคนอื่น คุณปู่บอกเสมอว่าอย่าได้คาดหวังจนสุดใจ ไม่ว่าจะกับเรื่องใดหรือสิ่งใด หรือแม้กระทั้งตัวเอง เพราะมนุษย์เป็นนักบกพร่อง และไม่มีใครอยากแบกอะไรหนัก ๆ แบบนั้นหรอก แม้แต่ตัวเราเอง การต้องแบกโลกของคนอื่นไว้อีกบ่าช่างเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดนักละ

      แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาบอกกับตัวเองเสมอ คือไม่ต้องรีบเร่งที่จะโต ไม่ต้องพยายามที่จะเติบโตขนาดนั้น การเป็นผู้ใหญ่มันไม่ได้ง่ายนักหรอก มันยากยิ่งกว่าการต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ ยากกว่าการจำทางในโรงเรียนตอนเข้ามาเรียนครั้งแรก ยากกว่าการหาเพื่อนในวัยเด็ก 

     และมากไปกว่านั้น คือเขาคิดอยากโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหนก็ได้ จะเป็นผู้ใหญ่ที่ร้องไห้โยเยเหมือนเด็กที่รู้ว่าของเล่นชิ้นโปรดหายไปก็ได้ จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดื่มโกโก้ร้อนแทนอาเมริกาโน่รสข่มก็ได้ หรือจะเป็นผู้ใหญ่ที่อุทิศชีวิตให้แก่พู่กันกับแผ่นเฟรมมหึมา อุทิศให้แก่ต้นไม้ใบหญ้า หมกตัวอยู่แต่ในบ้านพร้อมหนังสือมังงะกองพะเนิน หรือจะเอาแต่เล่นกับแมวลายดำคู่ใจก็ยังได้ โดยไม่ต้องสนสายตาหรือความคิดของใคร เพราะเขาจะเป็นผู้ใหญ่แบบไหนก็ได้ที่เขาอยากเป็น 

      และอย่างที่คุณปู่บอกไว้

     “ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาจะบานเลยได้อย่างไร”

      นั่นแปลว่ามนุษย์ไม่ต่างจากดอกไม้หรือพืชพันธุ์ใด ที่ต่างมีฤดูกาลเติบโตเป็นของตัวเอง ออกดอกออกผล และเบ่งบาน บานสะพรั่ง และเหี่ยวเฉา ร่วงโรย ออกดอกออกผล เบ่งบาน บานสะพรั่ง และเหี่ยวเฉา ร่วงโรย แล้วก็ตายไปในที่สุด


      มันก็เช่นนี้แหละหนา ชีวิตคนเราน่ะนะ,






       ศาสน์จากฉัน, 
       ชายแก่ที่รักนายยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก



       วันนี้อากาศสดใสมากกว่าทุกวัน ดวงอาทิตย์สาดส่องจัดจ้าจนแสบตาเชียวล่ะ แต่ฉันเดาว่ามันกำลังบอกรักทุ่งทานตะวันของเราอยู่ แม่คนงามของฉันเข้าไปซื้ิอผ้านวมผืนใหม่ในตลาด เห็นบอกว่ามีคนกรุงมาวางขาย เมื่อคืนก็กระวนกระวายใจจนอยู่ไม่เป็นสุข กลัวผ้านวมหมดเสียก่อนที่หล่อนจะไปถึง เมื่อเช้าก็เลยรีบเร่งให้คนงานในไร่ขับรถไปส่งตั้งแต่ไก่ยังไม่เริ่มขัน ฉันก็เลยพลอยตื่นเช้าตามมาด้วย 
        กว่าจดหมายของฉันไปถึงนาย ฉันคงจะได้ไปอยู่ในอีกโลกที่ไม่ใช่โลกเดียวกับนายแล้วกระมั่ง ถึงตอนนั้นนายคงจะไม่ใช่เด็กชายตัวเล็กจ้อยที่สั่งน้ำหมูกตามกรอบเสื้ออีกต่อไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรหากนายยังปราถนาจะเป็นหลานชายของฉันอยู่ ก็อย่าได้ละทิ้งตัวเองเพื่อสิ่งใดหรือใครก็ตามเป็นอันขาด นายจะคิดว่ามันคือประโยคคำสั่งก็ได้ แต่หากมันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงนัก ก็ได้โปรดอย่าหลงลืมตัวเอง อย่าได้ซุกซ่อนความเจ็บปวดจากโลกนี้ ฉันอยู่ปกป้องนายจากเด็กชายเกเรพุงโตที่คอยแต่จะกลั่นแกล้งนายไม่ได้อีกแล้ว คอยเช็ดน้ำตาเมื่อเจ้าพวกนั้นทำของเล่นนายพังไม่ได้ แต่ขอให้นายเชื่อว่าปู่คนนี้จะอยู่กับนายเสมอ 
          ไม่เป็นไรหากนายจะไม่มีสิ่งที่อยากเป็น หากนายยังไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตที่เป็นไปในรูปแบบไหน หรือหากนายจะโดนทำร้ายจากคำพูดไม่ดีของใคร ที่เอาแต่บอกว่านายเป็นเด็กไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง หรือในวันที่นายรู้สึกเหมือนโลกกำลังหันหลังให้นาย ราวกับฝนที่ตกจะไม่มีวันหยุดตกได้เลย และในวันที่นายอยากหนีจากการเป็นตัวเอง หลานรักของฉัน ทั้งหมดนั้นไม่เป็นไรเลย นายคือความภาคภูมิใจของฉันเสมอ ตั้งแต่วันที่ฉันได้เจอนายครั้งแรก ไปจนถึงวันที่ฉันจะไม่สามารถมองเห็นนายได้อีกแล้ว นายก็จะยังเป็นเด็กชายตัวเล็กจ้อยที่น่าภูมิใจคนนั้นเสมอ  
        และอย่าได้ลืมคำสั่งสอนของฉัน ว่าหากอยากร้องไห้ก็ร้องไห้ เสียใจก็บอกว่าเสียใจ อย่าปิดบังความรู้สึกตัวเองจากโลกใบนี้ นายผิดพลาดเท่าไหร่ก็ได้ตราบเท่าที่นายยังมีชีวิต จะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ตราบเท่าที่นายยังหายใจ จะรู้สึกอย่างไรก็ได้ตราบเท่าที่หัวใจนายยังเต้นอยู่ และนายจะพังแหลกสักแค่ไหนก็ได้ เพราะนายคือหลานรักของฉัน นายจะเป็นที่รักเสมอไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไหร่ และนายเก่งเสมอไม่ว่าจะทำได้ดีหรือไม่ได้



       ฉันขอให้นายปลอดภัยเสมอ กลับมาที่ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ นายจะไม่เป็นไร





      และถึงเพื่อนนักเดินทางแห่งวัยเยาว์ ขอให้ได้เจอ ได้มี ได้ครอบครอง ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ในทุกหนทุกแห่งของการเดินทาง 












Milkhoney—เขียน

   

SHARE
Writer
milkhoney
But the one no listen to me—
ด้วยเพราะมีรักในวาฬเป็นทางนำเเห่งรัก’

Comments

morun
8 months ago
ดีมากเลยค่ะคุณ เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
Followedbyanxiety
8 months ago
ขอบคุณนะคะที่เขียนบทความนี้ออกมา
Reply
ponyoppla
8 months ago
อบอุ่นหัวใจมากเลย ขอบคุณนะคะ💛
Reply
ereyeveNing
8 months ago
ขอบคุณนะคะ✊🏻✨
Reply
Pi-Ti
3 days ago
เขียนดีมากๆเลยค่ะ วันนี้รู้สึกเทาๆ เหนื่อยจะใช้ชีวิตแล้ว ดีใจที่มาเจอบทความคุณนะคะ เรามีกำลังใจจะใช้ชีวิตต่อเลยค่ะ
Reply