VALENTINE NIGHT

1.
THE MAGICIAN




"เคยได้ยินเรื่องตำนานเทพแห่งความรักไหม?"

เสียงเด็กสาวคนหนึ่งแว่วหวานมาจากที่ไหนสักที่ เลอะเลือนในมวลเสียงสนทนาต่างๆ แฝงเร้นอยู่ในบรรยากาศยามสนธยาสายันห์ เสียงนกร้องทำนองแว่วหวานกังวานใสในท้องฟ้าหม่น

"หือ? เทพแห่งความรัก?"

เด็กสาวอีกคนตอบกลับด้วยคำถาม ไฟเขียวจราจรสว่างวาบขึ้น รถยนต์บดเบียดล้อบนถนน คัทชูหนังดำวาวกระทบกับพื้นดังกึกๆ ชายกระโปรงพลีทสะบัดไหวตามจังหวะการก้าว

"ใช่ เทพความรัก เรื่องนี้ดังจะตาย แกไม่รู้เลยเหรอ"

แมวดำตัวหนึ่งเดินนวยนาดบนกำแพง สะบัดหางเรียวยาวสีดำของมันไปมาพร้อมทั้งส่งเสียงร้องแหลมเล็ก ดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บานสะพรั่งและโปรยหล่นบนทางเท้า กุหลาบหลากสีมากมีเตรียมวางขายสำหรับวาเลนไทน์ที่กำลังจะมาถึง

"เอ๋? ไม่รู้เลย มันเป็นยังไงล่ะ?"

ช็อกโกแลตรูปทรงหัวใจถูกหยิบใส่ตะกร้าด้วยมือของหญิงสาวผู้เปี่ยมด้วยความรัก หล่อนจะรินความรักหวานหยดใส่ในช็อกโกแลตก้อนนั้นเพื่อเป็นของขวัญแก่ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจ 

ในห้องครัวแห่งหนึ่ง เค้กสตรอว์เบอร์รี่สีหวานถูกเตรียมขึ้นสำหรับมอบให้ใครสักคน มันล้นด้วยอุ่นไอแห่งความหวังดี เคลือบด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้ผู้รับมีรอยยิ้ม

กลิ่นอายแห่งวันวาเลนไทน์กำลังยึดครองเมืองแห่งนี้ 

"เขาว่ากันว่าถ้าทำพิธีอัญเชิญเทพแห่งความรักในวันวาเลนไทน์ จะขอพรอะไรก็ได้เกี่ยวกับความรักได้หนึ่งข้อ"

เรียวปากสีกุหลาบขยับเอื้อนเอ่ยบอกเล่าเรื่องราว แพร่กระจายมนตร์ขลังและพลังลึกลับให้ไกลเท่าที่ลมปากจะพาไปได้ ถ้าหากเรื่องเล่าถูกเล่าต่อๆกันนับพันครั้ง ปาฏิหาริย์ก็อาจเกิดขึ้น

"เหรอ แล้วพิธีนั่นต้องทำยังไงล่ะ"

เด็กสาวอีกคนอ้าปากงับเหยื่อ หล่อนโดนฉุดให้เข้าไปในห้วงแห่งเรื่องราว แสงไฟข้างทางกระพริบพราววาวขึ้นทันทีที่ม่านราตรีโรยตัวปกคลุมพื้นโลก ดวงตาแห่งราตรีส่องประกายเด่นบนผืนกำมะหยี่ดำมืด 

เรื่องเหลือเชื่อมักปรากฏขึ้นยามรัตติกาลเสมอ

"แกต้องมีกลีบกุหลาบสิบสี่กลีบ"

ชายหนุ่มคนหนึ่งบรรจงเด็ดกลีบกุหลาบแดงสดออกอย่างเชื่องช้า หยดน้ำตาตกกระทบลงบนรอยช้ำของกลีบดอกแดงสด เฉดสีดวงดอกแดงแตะแต้มประปรายเกลื่อนกล่นบนพื้นห้อง คละกับกระป๋องเบียร์นับสิบที่ระเกะระกะอยู่ทั่ว

"หนามกุหลาบอีกสองชิ้น"

เขาริดหนามแหลมจากลำต้นเขียวสด ความแหลมคมนั้นฝากรอยแผลไว้บนปลายนิ้ว มันเจ็บแปลบแสบวูบขึ้นมา ณ นาทีนั้น ทว่าริ้วความเจ็บในหัวใจกลับมีมากกว่า มันท่วมท้นล้นเอ่อจนไม่สามารถรับรู้ความเจ็บปวดอื่นใดได้อีก

"แล้วก็อ่างใส่น้ำวางไว้ในที่ที่รับแสงจันทร์ได้เต็มที่"

แสงจันทร์อำพันผ่องส่องลอดลงมาบนผิวน้ำ

เป็นสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้มีดวงตาอันแสนเปลี่ยวเหงา เขาหิวกระหายอยากได้ความรัก ตะเกียกตะกายและร่วงหล่นลงสู่ห้วงอารมณ์มืดดำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"สิ่งสุดท้ายที่แกต้องเตรียมก็คือจดหมาย"

ในห้องเล็กแคบนั้น เขาจรดปากกาเขียนถ้อยคำลงในกระดาษ หัวใจเต็มไปด้วยข้อกังขา ทว่าในยามที่กำลังจะจมดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความสิ้นหวัง แม้กระทั่งฟางเส้นบางจ้อยก็ยังอยากเอื้อมคว้าไว้เพื่อยึดเหนี่ยว

"จดหมาย?"

เสียงฝีเท้าของนาฬิกายังดังสม่ำเสมอ มันเดินหน้าต่ออย่างไม่แยแสความสุขสมหรือทุกข์ตรมใดๆที่เกิดขึ้น--ชายหนุ่มยังคงเขียนถ้อยคำนั้นต่อไป

"ใช่ จดหมายที่แกเขียนคำอธิษฐานของแกลงในนั้น"

จันทราสาดแสงอาบไล้ใบหน้าอันเปียกปอนด้วยหยาดน้ำตา ยามที่มันร่วงหล่นลงบนจดหมาย แผ่นกระดาษนั้นก็ลายพร้อยเป็นด่างดวง

"อือฮึ แล้วไงต่อ"

ลำแสงจันทร์จุมพิตลงบนความอ่อนนุ่มบอบบางของกลีบกุหลาบ หยอกเย้ากับความแข็งกร้าวของหนามแหลม เต้นระริกเริงระบำท่ามกลางเสียงฝีเท้าของนาฬิกา



อีกไม่กี่วินาทีจะถึงเวลา



ติ๊ก-ต็อก



ติ๊ก-ต็อก



ติ๊ก-ต็อก



"โปรยทุกอย่างลงในอ่างน้ำในตอนห้าทุ่มห้าสิบเก้านาทีของวันวาเลนไทน์--ถ้าท่านเทพตอบรับคำขอ จดหมายนั่นจะหายไปและท่านเทพจะปรากฏตัว"

ฉับพลันนั้นจดหมายละลายหายวับไปในอ่างน้ำจันทร์ ฝนกลีบกุหลาบแดงหลากเฉดโปรยปรายร่วงหล่นในห้องเล็กแคบ ย้อมทั้งห้องให้กลายเป็นสีแดงแห่งความรัก เมื่อมองผ่านม่านฝนกุหลาบเข้าไป ก็จะเห็นหล่อนยืนอยู่ตรงนั้น--งดงามตระการตายิ่งกว่าหญิงใดในโลกหล้า ร่างเพรียวระหงก้าวเยื้องย่างเข้ามาใกล้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของคำวิงวอน กลิ่นกุหลาบหอมฟุ้งคลุ้งขึ้นในตอนที่หล่อนมอบจุมพิตแผ่วเบาบนเรียวปาก

รอยยิ้มใต้แพรพรรณจันทรา หวานละมุนยิ่งกว่าน้ำผึ้ง และแสงดาราก็พร่าพะยับวับไหวในดวงตาหล่อน

นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ชายหนุ่มได้เห็นก่อนที่เขาจะเข้าสู่ภวังค์หลับใหล





2.

FIVE OF CUPS




ไอซ์ลาเต้แก้วนั้นกำลังละลายในตอนที่หล่อนตัดสินใจสะบั้นความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาถึงสี่ปี ความหวานชื่นในดวงตาคู่นั้นระเหิดหายไปตามกาลเวลา มันหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและเฉยเมย ระคนด้วยความเหนื่อยล้า หล่อนบอกว่าหล่อนไม่อยากทนกับปัญหาเล็กน้อยทว่าเรื้อรังที่มี หล่อนเหนื่อยที่ต้องคอยปลอบประโลมเขาในตอนที่พ่ายแพ้กับตัวเอง หล่อนอยากจบ หล่อนอยากมีชีวิตที่ดีกว่า

"อย่าเพิ่งทิ้งเราไปได้ไหม เราสัญญาเราจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ เราจะเปลี่ยนตัวเองให้ดีกว่านี้ ให้เป็นแบบที่แกชอบ นะ?"

ชายหนุ่มพร่ำบอก เขาจับรั้งมือเล็กเรียวบางนั้นเอาไว้ อ้อนวอนขอร้องให้หล่อนเปลี่ยนใจ

"แกทำไม่ได้หรอกกานต์" สิ่งที่อยู่ในแววตาคือคำตอบทุกอย่าง "และถึงแกทำได้ เราก็ไม่รอแล้ว" ความว่างเปล่าที่ฉายชัดอยู่ในนั้นคือคำตอบ--หล่อนไม่ต้องการให้เขาแก้ตัวใดๆทั้งนั้น หล่อนแค่อยากหลุดพ้นไปจากตรงนี้

กานต์จึงต้องจำใจปล่อยมือหญิงสาว

เพราะเขาไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลอะไรมารั้งเธอไว้ได้อีก

เขาไม่มีปัญญารักษาเธอไว้ในชีวิต



กานต์สะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลาเกือบแปดโมงเช้า ความปวดหนึบที่ขมับวิ่งเข้าโจมตีเขาทันทีที่รู้สึกตัว ผลจากการดื่มอย่างหนักเมื่อคืนกำลังตามเล่นงานเขาอย่างสาหัส ชายหนุ่มเดินโซเซไปที่ห้องน้ำ เดินผ่านอ่างน้ำที่วางอยู่ใกล้หน้าต่าง เขาร้องลั่นขึ้นเมื่อเผลอเหยียบดอกกุหลาบดอกหนึ่งบนพื้น หนามแหลมของมันทิ่มตำฝ่าเท้าจนเป็นบาดแผล--เวรเอ๊ย เมื่อคืนเราทำอะไรลงไปวะน่ะ ไม่น่าบ้าจี้ตามทวิตนั่นเลย ภาพนับสิบภาพปรากฏขึ้นทับซ้อนกัน ภาพเหล่านั้นเป็นภาพเลือนลางไม่กระจ่างชัด มันถูกย้อมชุ่มโชกด้วยฤทธิ์แห่งแอลกอฮอล์จนพร่าเลือนไปหมด 

เรื่องเล่าจากอินเตอร์เน็ท

อ่างน้ำจันทร์

ดอกไม้

จดหมาย

ฝนกลีบกุหลาบ

หญิงสาวแสนงดงาม 

รอยจูบแผ่วเบา

กลิ่นหอมโชยกรุ่น

รอยยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้ง

"ดันบ้าจี้ทำตามแล้วก็ฝันด้วยนะ เพ้อเจ้อที่สุดเลย"

เขาส่ายหัวไปมา คิ้วขมวดมุ่นด้วยยากจะยอมรับความเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง กรอบความคิดของมนุษย์โลกกำลังกดทับเขาไว้ไม่ให้เชื่อถือความทรงจำที่เลอะเปื้อนด้วยหยดหยาดแห่งความเมา

"หิว"

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง

"เฮ้ย!"

ตุ๊กตาตัวหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น ผิวกระเบื้องขาวละเอียด ดวงตาจากแก้วนิลใสกลมโตใสกระจ่างเข้ากันดีกับเส้นผมสายใยไหมพลิ้วนุ่มสีเดียวกัน ทุกองค์ประกอบที่รวมเป็นตุ๊กตาตัวนั้นดูปราณีตดุจดั่งงานชิ้นเอกของช่างฝีมือผู้ชำนาญการ สิ่งเดียวที่ทำให้กานต์ขนลุกคือทุกรายละเอียดของมันดูเหมือนกันกับเขาทุกกระเบียบนิ้ว ทั้งเครื่องหน้า เส้นผม หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ใส่ มันดูราวกับว่าเป็นกานต์เวอร์ชั่นย่อส่วน 

นี่มันอะไรกันวะเนี่ย

ชายหนุ่มกระพริบตาหนึ่งครั้งแถมยังขยี้มันแรงๆอีกเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาเพี้ยนไป ทว่าภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน--หรือว่าเราจะต้องไปหาหมอโรคจิตแล้ววะ? 

"หิวแล้ว"

เรียวปากเล็กของมันพร่ำพูดขึ้นอีก แม้กระทั่งเสียงก็ยังมีส่วนคล้ายกับเสียงของเขา--มันคล้ายกับเสียงเขาเมื่อเยาว์วัย

"อะไรเนี่ย ตุ๊กตาพูดได้เหรอ"

กานต์เดินเข้าไปใกล้ร่างเล็กนั่น เพ่งพินิจอย่างใกล้ชิดในรายละเอียด มันงดงามอย่างไม่น่าเชื่อ ดูคล้ายกับคนจิ๋วในนิทานที่ได้ยินเมื่อตอนเด็ก ถ้าไม่เห็นข้อต่อลูกบอลนั่นก็แทบจะแยกไม่ออกเลยล่ะว่าเป็นตุ๊กตา 

"ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนเลยนะ"

ตุ๊กตาตัวนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของมันดูหงุดหงิดนิดหน่อย ภาพตรงหน้าชัดเจนเกินกว่าจะเรียกว่าความฝัน  

"อย่าบอกนะว่าเจ้าแม่เมื่อคืนมีอยู่จริง"

เหตุผลและความไร้เหตุผลของเขากำลังต่อสู้กันอยู่ในหัว สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากัดกร่อนความเชื่อทั้งหมดในชีวิตเขาให้พังทลายลงจนแทบไม่เหลือ ในเมื่อตุ๊กตาพูดได้ก็ยังมีอยู่ในโลก แล้วเทพแห่งความรักจะไม่มีจริงได้อย่างไร?

"รีบๆหาอะไรมาให้กินได้แล้ว"

เขายกตุ๊กตาตัวนั้นขึ้น พลิกซ้ายพลิกขวาดูเพื่อหากลไกหรือกล้องตัวจิ๋วที่ซ่อนไว้ หวาดระแวงอย่างถึงที่สุดว่าตอนนี้ตัวเองอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของรายการแกล้งคนแผลงๆอะไรสักอย่าง 

ทว่าสิ่งที่เขาพบเจอกลับไม่ใช่กลไก

เขาเจอรอยแผลมากมายซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าเหล่านั้น บางรอยกลายเป็นแผลตกสะเก็ด และบางรอยก็ยังเป็นริ้วแผลสด--เจ้าตุ๊กตาตัวนี้ดูสะบักสะบอมมากทีเดียว

"ไปทำอะไรมาทำไมถึงมีแผลเยอะขนาดนี้ล่ะ"

แก้วตาใสสีนิลจ้องกลับมา น่าแปลกเหลือเกินที่มันช่างเปี่ยมด้วยอารมณ์เกินกว่าที่ตุ๊กตาทั่วไปจะมีได้ ช่างเป็นดวงตาที่คุ้นเคย ดวงตาดวงนั้นที่เขาเห็นอยู่เป็นประจำในกระจก

"หิว"

เสียงเล็กพร่ำบอกคำเดิมซ้ำอีก 

"จะพูดแต่คำว่าหิวรึไงเนี่ย" กานต์วางมันไว้ที่เดิม ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ไม่ไกลกัน "หือ? มีคู่มือด้วย?" กระดาษแผ่นนั้นเป็นกระดาษสีงาช้าง เขียนด้วยลายมือชดช้อยสวยงามราวกับตวัดด้วยปากกาหมึกสมัยโบราณ

'ข้อแนะนำการใช้งาน : จงฟังเสียง' 

'คำเตือน : หากละเลยเสียงนั้น จะไม่มีวันค้นพบความรักที่แท้จริงตลอดกาล'

"อะไรเนี่ย งงไปใหญ่"

ดูเหมือนข้อแนะนำในกระดาษจะไม่ช่วยไขความข้องใจให้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างความข้องใจใหม่ให้กับเขาอีกต่างหาก

ฟังเสียง? เสียงอะไรกัน?

"นายกินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไรน่ะกานต์"

คำถามนั้นดึงความสนใจของเขากลับไปที่ตุ๊กตาตัวเดิม กระตุกให้ฉุกคิดถึงบางอย่างที่ลืมไปแล้วให้หวนกลับขึ้นมาอีกครั้ง เขาจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่ากินข้าวครั้งล่าสุดเมื่อไร อาจจะตั้งแต่เมื่อตอนเที่ยงของเมื่อวาน? รึเปล่านะ?

"ไม่รู้สิ จำไม่ได้"

เขาล้มเลิกที่จะค้นลงไปในความทรงจำ ไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนั้นมันสำคัญขนาดนั้น

"ทำไมนายถึงจำเรื่องของคนอื่นได้หมดแต่จำเรื่องของตัวเองไม่ได้ล่ะ?"

ดวงตาสีนิลจ้องตรงมาที่เขา มันกำลังตะโกนเรียกร้องให้กานต์รู้สึกตัว เสียงตะโกนนั้นดังก้องจนกานต์ไม่สามารถทนสบมองได้อีกต่อไป เขายังนึกไม่ออกว่าสิ่งที่เขาลืมไปนั้นคืออะไร

"เออ เดี๋ยวจะสั่งข้าวมา โอเคมั้ย"

ชายหนุ่มเลือกจะเปลี่ยนเรื่อง และตุ๊กตาตัวนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

ยี่สิบนาทีผ่านไปอาหารที่กานต์สั่งก็มาถึงห้อง พิซซ่ากลิ่นหอมกรุ่นก็ดูเย้ายวนชวนให้รู้สึกหิวเหมือนกัน เขาเพิ่งรู้ตัวว่าควรจะกินอะไรสักหน่อย เสียงร้องโครกครากจากกระเพาะเป็นเครื่องยืนยันความคิดนั้น--ก็นั่นสินะ เขาควรจะกินอะไรสักหน่อย

"นายควรจะกิน"

เจ้าตุ๊กตาเอ่ยขึ้น เขาจึงหยิบพิซซ่าชิ้นนั้นเข้าปาก 

ให้ตายเถอะ พอได้กินก็รู้ว่าตัวเองหิวแค่ไหน นี่เราปล่อยตัวเองให้หิวขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ  

ตั้งแต่วันที่เลิกกับอัยย์ก็ไม่มีวันไหนที่เขาไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อดีตอันหอมหวานหลอกหลอนเขาอยู่ทุกห้วงเวลา เขาเมามายหยาดน้ำตา หลงวนเวียนอยู่ในเขาวงกตแห่งความทรงจำ เลือกจะปิดหูปิดตาอยู่ในนั้นต่อไป

เขาไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อท้องอิ่มมันจะทำให้ความเสียใจนั้นลดลงไปเล็กน้อยด้วย

อาหารอร่อยช่วยเยียวยาได้ดีกว่าเหล้าเสียอีก--กานต์เพิ่งรู้ ณ ตอนนี้

แสงแดดยามสายสาดส่องเข้ามาในห้องเล็กแคบ เผยให้เห็นขยะระเกะระกะเต็มพื้นไปหมด ฝุ่นผงมากมายเต้นริกในอากาศ อีกครั้งที่กานต์เพิ่งรู้ตัวว่าเขาละเลยสิ่งรอบตัวขนาดไหน ร่างสูงลุกขึ้น เริ่มต้นเก็บกวาดทำความสะอาดห้องให้กลับมาน่าอยู่เหมือนเดิม

อีกอย่างที่เขาค้นพบในวันนี้คือการทำความสะอาดห้องก็ช่วยทำให้คิดถึงอัยย์น้อยลงไปอีกนิดหน่อย 

"อยากไปร้านร่มไม้"

ตุ๊กตาประหลาดเรียกร้องต่อเขา--แน่นอนว่าเขาไม่ได้ปฏิเสธคำขอนั้น ท้องที่อัดแน่นด้วยอาหารที่ชอบและร่างกายที่สดชื่นจากการอาบน้ำทำให้เขาเองรู้สึกอยากจะออกไปข้างนอกสักหน่อยเหมือนกัน อีกทั้งร้านร่มไม้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ 

ร้านแห่งนั้นเป็นร้านคาเฟ่ที่ขายหนังสือไปในตัว มันเป็นร้านที่ถูกโอบล้อมด้วยสวนสวยสีเขียวสด เมื่อเข้ามาในที่แห่งนี้ก็รู้สึกราวกับความเร่งรีบและอึกทึกของเมืองเบื้องนอกจะไม่สามารถเข้ามากล้ำกรายได้ กลิ่นขนมหอมหวานโชยกรุ่น และหนังสือดีๆที่ให้หยิบอ่านได้ตามใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนกล่อมเกลาบรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นให้อบอุ่นละมุนละไม 

กานต์รู้สึกหัวใจตัวเองได้รับการปลอบประโลมจากบรรยากาศแบบนั้น

เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้ามองแสงอาทิตย์รำไรที่ส่องผ่านม่านไม้สีเขียว สูดหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าปอด 

"นายไม่ได้มาที่นี่นานเท่าไรแล้วน่ะ"

เสียงเล็กดังขึ้นใต้ม่านไม้ ร่างเล็กจิ๋วนั่งพิงกาน้ำชากระเบื้องใบใหญ่ ขาเล็กๆห้อยลงจากริมโต๊ะ มันแกว่งขาไปมาอย่างร่าเริง โชคดีที่เขาเลือกโต๊ะที่อยู่ในสวนไกลจากคนอื่นๆพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงมีคนแตกตื่นเพราะเห็นตุ๊กตาพูดได้

"ไม่รู้สิ นานแล้วมั้ง"

อีกครั้งที่กานต์ตอบคำถามเจ้าตุ๊กตาตัวนี้ไม่ได้ เขาจำไม่ได้แล้วจริงๆว่าครั้งล่าสุดที่ตัวเองได้ใช้เวลากับสิ่งที่ชอบนั้นมันเมื่อไรกัน--การได้รักอัยย์เป็นเรื่องที่วิเศษมาก เขาไม่ปฏิเสธในข้อนั้น แต่เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองสูญเสียตัวตนไปมากแค่ไหนกับการรักหล่อน

"ทำไมล่ะ นายชอบมากแท้ๆ"

"เพราะอัยย์ไม่ชอบมามั้ง"

ใช่ เพียงเพราะหล่อนไม่ชอบมาในที่แบบนี้

หล่อนไม่ชอบที่จะอยู่กับสวนเงียบๆและนั่งอ่านหนังสือแบบที่เขาชอบ หล่อนชอบไปช็อปปิ้งในห้างดังๆมากกว่า เพราะงั้นเขาเลยต้องแกล้งทำเป็นว่าชอบสิ่งนั้นไปกับเธอด้วย เพียงเพื่อจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เพียงเพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตหล่อน

"ไม่เห็นเกี่ยวกับนายเลย"

คำตอบของตุ๊กตานั่นช่างแสนเรียบง่าย--เป็นเรื่องที่กานต์ไม่เคยนึกถึงมาก่อน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยนึกถึงตัวเองเลย เขานึกถึงความต้องการของคนอื่นก่อนเสมอ จนบางทีก็ลืมไปว่าความต้องการของอัยย์ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลยสักนิด เขาไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนไปมากมายขนาดนี้

ชาคาโมไมล์หอมกรุ่นถูกสาดลงคอ มันรสชาติดีกว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เสียอีก

เขาลืมไปได้ยังไงนะว่าตัวเองชอบดื่มมันมากแค่ไหน

"แผลที่ตัวนายน่ะ มาได้ยังไง"

แสงแดดยามบ่ายตกกระทบลงบนริ้วบาดแผลนับสิบบนร่างกายเล็กจิ๋ว แก้วตาสีเข้มมองตรงมาที่กานต์ก่อนจะเอื้อนเอ่ยคำตอบ--คำตอบที่เขาไม่คาดคิดมาก่อน

"ก็นายไงเป็นคนทำ"

นิ้วชี้เล็กๆชี้มาที่เขา 

อีกครั้งที่กานต์รู้สึกเหมือนถูกเขย่าปลุกให้ตื่น

"นายโบยตีเราซ้ำๆทุกครั้งที่เกิดเรื่องผิดพลาด นายปล่อยให้ความเศร้านั่นทำร้ายเรา นายขังเราไว้ในอดีตที่ไม่สามารถหวนคืนมาได้"

เสียงนั้นดังก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในหัวของเขา

"นายจะขังเราไว้ในนั้นอีกนานเท่าไรกัน? นายไม่คิดบ้างรึไงว่ามีที่อื่นที่ดีกว่านี้"

มันแผดลั่นและสั่นไหวทุกอณูของความรู้สึก เหมือนว่าเขากำลังจะเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้นมานิดหน่อย แต่เสียงโทรศัพท์มือถือนั่นไม่ปล่อยให้เขาจมอยู่กับความคิดได้นาน มันปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ ลากให้สนใจกับปลายสายที่โทรเข้ามา 

เป็นธันวาที่โทรมาหาเขา

เพื่อนสนิทที่คบกันมาตั้งแต่ม.ปลาย 

"เออ เดี๋ยวกูไป"

กานต์ตอบรับคำชวนของคู่สนทนาก่อนจะกดวาง

"อย่าไปเลยกานต์ ปาร์ตี้แบบนั้นไม่เห็นน่าสนใจสักนิด--คนคนนั้นไม่ได้รักนายขนาดนั้นหรอก"

ตุ๊กตาตัวนั้นเอ่ยขึ้น แต่กานต์เลือกจะไม่ใส่ใจมัน



3.

TEN OF SWORDS


ไอซ์ลาเต้แก้วนั้นกำลังละลายในตอนที่เพื่อนสนิทของเขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเอือมระอา อีกครั้งที่กานต์กำลังรู้สึกว่าตัวเองโง่ ก็ถูกแล้วที่ธันวาจะด่าเอา เขามันโง่เองนี่นา เรื่องแค่นี้ก็ทำพลาด

"เรื่องแค่นี้ทำไมมึงไม่รู้วะ"

แววตาของคนตรงหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย เขาพ่นลมหายใจแรงๆ หนึ่งครั้งราวกับว่าเหลืออดเหลือทนเสียเต็มประดา นั่นยิ่งทำให้กานต์รู้สึกเหมือนตัวเองเล็กจ้อยลงไปอีก

นั่นสิ เรื่องแค่นี้ทำไมไม่รู้นะ

งานง่ายๆ แค่นี้ทำไมทำไม่ได้นะ

"ขอโทษ"

ถ้อยคำเหล่านั้นหลุดลอยออกจากปากไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไร มันกระจายฟุ้งอยู่ในแสงแดดยามบ่าย หลอมรวมกันเป็นไอหนาหนักเหนอะหนะในความรู้สึก กานต์ไม่อยากทำให้เพื่อนสนิทต้องผิดหวัง เขาไม่ชอบที่ต้องเห็นแววตาแบบนั้น

"ไอ้เหี้ย ทำงานกับมึงแล้วเหนื่อยชิบหาย"

แววตาที่กำลังตะโกนบอกว่าเขามันไม่เอาไหน

เครื่องบดกาแฟเครื่องนั้นบนเคาท์เตอร์หินอ่อนเกิดปัญหาและพังขึ้นกะทันหัน พนักงานสาวร้องอุทานและบ่นระงม ถ้ามันไม่สามารถซ่อมได้ เจ้าเครื่องจักรนั่นคงได้กลายเป็นเศษขยะอยู่ที่ไหนสักที่

กานต์รู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างจากเครื่องบดกาแฟเครื่องนั้น--ไม่เอาไหน ไร้ค่า

"ขอโทษนะ"

เขาพร่ำพูดคำเดิมออกมาอีกครั้ง

ก้องกังวานและร่วงหล่นลงในแก้วกาแฟ



กานต์จำไม่ได้ว่ารอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเขาและธันวามันเกิดขึ้นเมื่อไร 

อาจเป็นตั้งแต่ตอนที่ธันวาชวนเขามาร่วมกันเปิดร้านอาหารขนาดกลางร้านหนึ่ง--ในตอนแรกมันก็ดูลงตัวดี กานต์ชอบทำอาหาร ในขณะที่ธันวาเก่งเรื่องการวางระบบเรื่องธุรกิจ ร้านอาหารร้านนั้นน่าจะไปได้สวย มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น ทว่าในความเป็นจริงแล้วกานต์ไม่ได้มีหัวทางด้านธุรกิจมากพอที่จะทำงานกับธันวาได้อย่างราบรื่น มีหลายอย่างที่เขาไม่รู้ มีหลายอย่างที่เขาไม่เข้าใจ มีหลายอย่างที่เขาผิดพลาด

กานต์ไม่แน่ใจว่าความห่วยแตกนั่นคือต้นเหตุของรอยร้าวในความสัมพันธ์หรือไม่

แต่ที่เขาแน่ใจคืองานเลี้ยงในวันนี้มันห่วยสิ้นดี

มีคนใหม่ๆมากมายในชีวิตของธันวาที่อยู่ในนั้น พวกคนที่มีประโยชน์ต่อเขา พวกคนที่คุยกันแต่เรื่องธุรกิจ พวกคนที่ใส่หน้ากากต่อกัน ธันวามีความสุขกับคนเหล่านั้น ทิ้งเขาไว้ที่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง เหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับชิ้นหนึ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรมากกว่านั้น 

ช่างไร้ค่าและไม่น่าสนใจ

ตราชั่งแห่งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่มันเอนเอียงเสียแล้ว ฝ่ายที่ให้ใจไปมากกว่าจึงกลายเป็นผู้บาดเจ็บ

นาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้วในตอนที่เขากลับถึงห้องของตัวเอง เสียงร่ำไห้แผดลั่นทันทีที่ก้าวขาเข้าห้อง ตุ๊กตาตัวนั้นกำลังร้องไห้ หยาดน้ำตาเม็ดจิ๋วพร่างพรมบนใบหน้า

"เงียบซะทีได้มั้ย!"

กานต์ตวาดเสียงแข็ง ไม่ชอบที่ต้องเห็นน้ำตา มันทำให้เขารู้สึกอ่อนแอ เขาไม่ชอบที่รู้สึกอ่อนแอ

"นายใจร้าย นายใจร้ายกับเราจัง"

เสียงสะอื้นยังคงระงมขรมอยู่เช่นเดิม กานต์ก็เลยยิ่งตะเบ็งเสียงสั่งให้ดังขึ้นกว่าเก่า

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้"

"ทำไมต้องหยุดด้วย เราเจ็บเราก็ต้องร้องไห้สิ"

"เป็นผู้ชายไม่ร้องไห้กันหรอก"

ใครเป็นคนพูดประโยคนั้นเป็นคนแรกก็ไม่รู้ แต่รู้ตัวอีกทีผู้ชายทุกคนก็ถูกสอนสั่งต่อๆกันมาว่าห้ามอ่อนแอ ห้ามร้องไห้ออกมาง่ายๆ ไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรมาก็ต้องกล้ำกลืนความอ่อนแอนั้นลงคอไป ห้ามยอมรับเด็ดขาดว่าตัวเองเจ็บปวดได้และอ่อนไหวเป็น

เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง

ประโยคนั้นน่ะได้ยินมาจนชินชา

"ผู้ชายก็มีน้ำตาเหมือนกันมั้ย เป็นผู้ชายแล้วไม่มีสิทธิ์อ่อนแอเลยรึไง บ้ารึเปล่า"

คำถามนั้นของตุ๊กตาประหลาดเปรียบเหมือนหมัดหนักๆที่ซัดตูมเข้ามาจังๆ กานต์ชะงักงัน ไม่สามารถหาข้อโต้แย้งใดๆมาต่อกรกับถ้อยคำนั้นได้--ใช่ พระเจ้าสร้างน้ำตาสำหรับมนุษย์ทุกคน แล้วทำไมใครต่อใครถึงสงวนสิทธิ์ว่าน้ำตาสมควรแก่ผู้หญิงเท่านั้น? 

"นายน่ะ ใจดีกับทุกคนเลย ยกเว้นเรา"

ร่างเล็กจิ๋วพร่ำพูดทั้งน้ำตา แก้วตาสีนิลดูอ่อนไหวเปราะบางคล้ายเด็กน้อยที่กำลังหลงทาง

"แล้วทำไมเราต้องใจดีกับนายด้วย"

"นายคิดไม่ออกจริงๆเหรอกานต์" เสียงนั้นฟังดูตัดพ้อ "เราก็คือนายไง"

ประโยคสุดท้ายแม้แผ่วเบา แต่กลับอึกทึกเหลือเกินในหัวใจของกานต์




4.

THE STAR




ทุกอย่างที่เคยข้องใจถูกไขกระจ่าง ณ นาทีนั้น 

เป็นเขาเองที่ปล่อยให้ตัวเองต้องทนเหนื่อย ทนหิว ขังตัวเองไว้ในความเจ็บปวดเก่าๆ เป็นเขาเองที่ละเลยต่อเสียงนั้นมาตลอด

เสียงของหัวใจตัวเอง

"ฟังเราบ้างสิกานต์ นายควรฟังเราบ้าง"

เป็นเขาเองที่มองข้ามเสียงนั้นมาตลอด เอาแต่วิ่งไล่ตามความรักจากผู้อื่น หอบเอาหัวใจตัวเองไปวางไว้ให้กับคนอื่นเพียงเพราะหวังอยากได้ความรักตอบกลับมา ทว่าลืมเลือนที่จะมอบความรักให้กับตัวเอง 

เพราะเหตุนั้นหัวใจของเขาถึงไม่เคยเติมเต็ม

เพราะเหตุนั้นเขาจึงไม่เคยมองเห็นว่าความรักดีๆเป็นเช่นไร

"นายขอโทษคนอื่น แต่นายไม่เคยขอโทษเราเลย"

หลายครั้งที่เอาแต่พร่ำพูดขอโทษ

หลายครั้งที่ฝืนพิสูจน์ตัวเองกับคนที่ไม่เคยเห็นคุณค่า ไม่เคยยอมรับและเชื่อมั่นในตัวเขา

เขารู้แล้วว่าควรหยุดเสียที

เขารู้แล้วว่าใครกันแน่ที่ควรมอบความรักให้

"นายโอบกอดคนอื่น แต่นายไม่เคยโอบกอดเราเลย"

หยดน้ำตาอุ่นร้อนพรั่งพรูออกจากสองตา

ณ เวลานี้ทั้งเขาและตุ๊กตาตัวนั้นต่างก็ร้องไห้

นี่อาจเป็นครั้งแรกที่กานต์อนุญาตให้ตัวเองร้องไห้

"ขอโทษ ขอโทษนะ"

ท่ามกลางแสงจันทร์อำพัน กานต์โอบกอดเด็กน้อยคนนั้นไว้ในอ้อมแขน ไม่ว่ามันจะน่ารำคาญและอ่อนแอแค่ไหน แต่เด็กชายคนนั้นก็คือส่วนหนึ่งของตัวเขา ต่อจากนี้เขาจะรับฟังตัวเองให้มากขึ้น จะทำความเข้าใจให้มากขึ้น

จะรักให้มากขึ้น

เขาเข้าใจแล้วว่าความรักดีๆที่เขาเฝ้าวิงวอนขอนั้นมันควรเริ่มมาจากการรักตัวเอง

พรของเขาเป็นจริงแล้ว ณ บัดนั้น



ร้านหนังสือร่มไม้ในวันวาเลนไทน์จะคึกคักเป็นพิเศษ ดอกกุหลาบมากมายถูกนำมาประดับตกแต่งตามมุมต่างๆของร้าน รวมถึงเมนูพิเศษที่มีเฉพาะวันนี้ด้วย--ณ มุมหนึ่งของร้านชายหนุ่มร่างสูงผู้มีเรือนผมเหยียดตรงสีดำขลับ กำลังขยับปากบอกเล่าเรื่องราว ควันหอมกรุ่นพวยพุ่งขึ้นยามเมื่อเขารินชากุหลาบลงในแก้วกระเบื้อง

"แล้วตอนนี้ตุ๊กตาตัวนั้นไปไหนแล้วล่ะครับ"

คู่สนทนาถามด้วยเสียงกระตือรือล้น ดวงตากลมของเขาเปล่งประกายเหมือนหยดน้ำผึ้ง 

"ไม่รู้สิครับ ผมกอดมันไว้อย่างนั้นแล้วก็หลับไป พอผมลืมตาตื่นขึ้นมาอีกวันมันก็หายไปแล้ว"

เขาพรายยิ้ม เลื่อนแก้วชาไปตรงหน้าเจ้าของคำถาม เอ่ยขอโทษหนึ่งครั้งและหยิบใบไม้แห้งใบหนึ่งออกจากเส้นผมหยักศกสีอ่อน

"เอ๋ น่าสนใจจัง คุณคิดว่าถ้าผมทำพิธีวันนี้จะเจอเทพแห่งความรักมั้ย?"

น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความอยากรู้อยากเห็น รอยยิ้มนั้นก็เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

"ก็ต้องลองดูครับ อาจจะเจอก็ได้"

กลีบกุหลาบกลีบหนึ่งโปรยหล่นตกลงบนโต๊ะอย่างไร้ที่มา เรื่องเล่ามหัศจรรย์ถูกส่งต่อไปแล้ว และบางทีคืนนี้ก็อาจจะมีปาฐิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง



SHARE
Written in this book
เรื่องสั้นขยันเขียน
รวมมเรื่องสั้นของเก๊าเอง จับฉ่ายกันไปเลย 55
Writer
Sunflower38
Beginner
เจิดจ้า แจ่มใส ให้เหมือนทานตะวัน :) TW : Chirwa_Sunshine Joylada : Sunflower38, สนธยา2738

Comments