สถานะ v.2 : ในมือของเขานั้นมีดอกไม้...
ตรัยกลับไปกรุงเทพได้ราว ๆ 3 เดือนแล้ว การที่เขาไม่อยู่ให้ความรู้สึกเหงาแปลก ๆ  ฉันอาจจะชินกับการมีเขาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ ๆ ไปแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย ฉันคงชินที่จะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ นี้ 

ส่วนมากเขาจะเป็นคนโทรมาแต่เราก็ไม่ได้คุยกันนาน ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ฉันยุ่งอยู่กับการทำโปรเจ็คและพอกลับถึงบ้านก็หลับเป็นตาย ดังนั้นเวลาเขาโทรมาฉันจึงไม่ค่อยได้รับสาย... จริง ๆ แล้วฉันอาจจะกลัวว่าถ้าฉันเป็นฝ่ายรุกเข้าไปในความสัมพันธ์ ฉันอาจจะผิดหวังแบบคราวที่แล้วก็ได้ ฉันจึงสงวนท่าทีไว้ ฉันไม่เชื่อว่าเขาจะมารักมาชอบฉันจริง ๆ และท่าทางเขาก็ดูไม่ได้จริงจัง 

เขาเปลี่ยนไปจากที่ฉันรู้จักพอสมควร ตั้งแต่ที่ฉันย้ายที่ทำงาน ฉันไม่ได้เจอเขานานมาก จนไม่รู้ว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง ฉันรู้สึกว่าเขาโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ดูสุขุมมากขึ้น และแน่นอนว่าด้านที่เขาพัฒนาขึ้นมานั้นทำให้เขามีเสน่ห์มากขึ้นด้วย

'คิดถึงอ่ะดิ' เขาเคยล้อฉันครั้งนึงตอนที่เราคุยกัน... ก็จริง การที่เรานึกถึงใคร สงสัยว่าเป็นยังไงบ้าง ก็คือการคิดถึงใช่ไหมล่ะ ฉันยอมรับว่าการที่เขาคอยหยอด คอยเล่นมุขจีบเสี่ยว ๆ แบบติดเล่นเรื่อย ๆ นั้นมีผลกับจิตใจฉันมากอยู่... แต่ในความรู้สึกจริง ๆ ฉันไม่แน่ใจ ฉันว่าฉันก็ยังเป็นเพื่อนอยู่ดี อีกด้านนึง ฉันอาจจะกำลังพยายามห้ามไม่ให้ตัวเองรักเขาอีกครั้ง เพราะฉันไม่อยากเจ็บหรือรู้สึกแย่กับเขาอีก ฉันรู้สึกว่าความสัมพันธ์ตอนนี้มันดีอยู่แล้ว และฉันก็ไม่อยากได้อะไรเพิ่ม 

วันนี้เป็นวันหยุด ฉันก็ใช้เวลาทั้งวันอยู่ที่บ้าน ทำสวน เย็บผ้า อ่านหนังสือที่ชอบ จนตกบ่ายแก่ก็ได้ยินเสียงเรียกที่ประตูหน้าบ้าน ก่อนที่โทรศัพท์จะดัง ฉันเดินไปหยิบโทรศัพท์ ตรัยโทรมา... ฉันกดรับ
"ฮัลโหลว่าไง" ฉันทัก
(เปิดประตูให้หน่อย เราอยู่หน้าบ้าน)
"ฮ่ะ?" ฉันชะเง้อดู เขาอยู่หน้าบ้านจริง ๆ ฉันจึงเดินไปกดเปิดประตูรั้วอัตโนมัติ
ตรัยเดินกลับเข้าไปขึ้นนั่งที่คนขับในรถขับ เขาขับเข้ามาจอดที่ข้าง ๆ รถของฉัน เขาลงจากรถเปิดประตูด้านหลังหยิบเอากระถางดอกไม้ออกมา
"มาได้ไงเนี่ย"
"ก็ขับรถมาดิ" เขากวน
ฉันบึนปากนิดนึงก่อนตอบ "หมายถึง...แปลกใจ ว่าลมอะไรหอบมา"
"ลมคิดถึงล่ะมั้ง" เขาบอกก่อนจะยื่นกระถางดอกไม้ให้ฉัน "ให้"
"เนื่องในโอกาสอะไร" ฉันถามพลางรับกระถางนั้นมา และออกจะปรหลาดใจ เพราะมันเป็นดอกไม้จริงซึ่งอยู่ในกระถางที่มีดินอยู่ "คือซื้อมาให้ปลูก หรืออะไร"
"ดอกอะไรรู้จักไหม"
ฉันพิจารณาดู แต่ไม่แน่ใจ "คาร์เนชั่น?"
"ถูกต้อง" เขายิ้มพลางมองมาด้วยสายตา...แปลกๆ วันนี้มาแปลก มันนุ่มนวลกว่าปกติ
"ขอบคุณมาก มา ๆ เข้าบ้านก่อน" ฉันวางกระถางนั้นไว้บนม้านั่งที่ระเบียงบ้านแบบไม่ได้ใส่ใจนักก่อนจะเดินนำเข้าบ้านมา ไม่ทันเห็นว่าเขามองตามก่อนจะถอนหายใจ
"คาเนชั่นสีแดงมีความหมายว่าไงรู้ไหม" เขาถามพลางเดินตามเข้าบ้านมาพร้อมปิดประตูให้เหมือนทุกครั้ง
ฉันเดินไปที่เค้าเตอร์ครัวเทน้ำเปล่าใส่แก้วยื่นให้เขา "หึ" ฉันส่ายหน้า "เฉลยเลย"
เขายกน้ำขึ้นดื่มนิดหน่อย "เฮ้อ เธอนี่ไม่รู้เรื่องเลย"
"ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญไหมล่ะ แหม"
เขาบึนปาก
"ไว้จะหาละกันนะ" ฉันตัดบทก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่จักรเย็บผ้าที่กำลังเย็บขากางเกงค้างไว้ "ขับรถมาเองงี้ แสดงว่าอยู่หลายวันน่ะสิ มาทำอะไร"
"พักผ่อน" เขาตอบกวนๆ ตามสไตล์
"กี่วัน"
"จนกว่าจะหายเหนื่อย"
"จ่ะ! พูดอย่างกับลาออกจากงานงั้นแหละ" ฉันบอกพลางเอาเข็มหมุดกลัดผ้า "แล้วนี่พักที่ไหน"
เขาไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มน้อย ๆ 
ฉันเงยหน้ามองเขา เดี๋ยวนะ...อย่าบอกนะ! ว่า "ลาออกแล้วจริงดิ"
เขาหัวเราหึ ๆ "อือ"
"ไหนบอกเงินดี"
"ก็ดี แต่มีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าต้องดำเนินการให้เรียบร้อย"
"เอาซะทางการเชียว" ฉันแซว "จองที่พักแถวไหนไว้ ในเมืองรึเปล่า"
"ว่าจะขอพักที่นี่ได้ไหม"
"ได้ดิ" ฉันตอบไปแบบอัตโนมัติ 
ตรัยทำหน้าตาประหลาดใจ ฉันถึงนึกขึ้นมาได้ว่าเขาอาจจะแค่ถามหยั่งเชิงไม่คิดจะพักจริง ๆ และฉันก็พลาดไปแล้วที่ตอบตกลงง่ายดาย "ลืมไป... เอาใหม่ ๆ ตอบใหม่นะ... ก็ได้นะ แต่มันจะดูไม่งาม"
เขาไม่ตอบ นิ่งไป ฉันก็เลยหันมาเย็บผ้าต่อ

จนเวลาผ่านไปนานอยู่ ฉันเมื่อยเลยกดปิดจักรเย็บผ้า แล้วบิดขี้เกียจ จู่ ๆ เขาก็มาหมุนเก้าอี้ฉันนั่งทำงานของฉันให้ออกไปเผชิญหน้ากับเขา "เฮ้ย ๆ" 
เขาคุกเข่าลง
"เล่นอะไรคะคุณ" ฉันบอกปนขำ ท่าทางเขาดูจริงจังจนฉันเริ่มหวาดหวั่น แซวดักไปก่อน "ไม่แกล้งนะ แก่แล้วเวียนหัวง่าย"
เขาหายใจเข้าแล้วผ่อนลมออกทางปากช้า ๆ 
"โอ้โห จริงจัง...ทำหน้าเครียดเชียว"
"คาเนชั่นสีแดงแปลว่าได้โปรดเห็นความรักของฉันเถอะ" เขาบอกพร้อมมองตาฉัน
เขิน... "เอ่อ..." ฉันเสมองไปทางอื่น
"เรารู้ว่าเธอไม่คิดอะไรมากถ้าเราจะพักที่นี่ เพราะยังไงก็อยู่กันคนละห้องอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอกลัวว่าคนจะเอาไปนินทาให้เสียหาย เราก็มีทางออกให้เธอ" เขาบอกก่อนจะล้วงกล่องสีน้ำเงินกำมะหยี่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดออกแล้วหมุนด้านหน้ามาดู ในนั้นมีแหวนเพชรเม็ดเล็ก ๆ กำลังน่ารัก วินาทีนั้นหัวสมองฉันตื้อไปหมด เหมือนรอบตัวหมุนติ้ว ๆ ใจเต้นแรงจนเหมือนจะเป็นลม
"ระหว่างเรามันไม่ใช่แค่เพื่อนเธอรู้ใช่ไหม ที่เราทำกันมันไม่ใช่แบบที่คนเป็นเพื่อนกันเขาทำ"
"ก็ใช่มั้ง" ฉันพยายามจะกลับมารู้สึกตัวให้ชัด ๆ แต่มันช่างยากเย็นเหลือเกิน หัวสมองมันมึนงงไปหมด อาจเพราะพยายามประมวลผลอย่างหนัก สถานการณ์มันไม่มีอะไรไปด้วยกันได้เลย เขาจากไป 3 เดือน แม้ว่าจะติดต่อกันแต่ก็ไม่มีอะไรพัฒนาไปกว่านั้น ฉันแทบไม่มีเวลาให้เขาเลย และเขาเองก็อยู่คนละที่กัน สิ่งที่เขาทำคือการขอแต่งงานมั้ย หรืออะไร... แฟนก็ยังไม่ได้เป็นด้วยซ้ำ นี่มันมากเกินกว่าฉันจะประมวลผลได้
"เรารู้ว่านี่มันเร็วไปมากสำหรับเธอ และมันก็ข้ามไปหลายสเต็ป แต่เราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว... ไม่รู้ต้องทำยังไงให้เธอรู้ว่าเราจริงจังกับเธอจริง ๆ"
ฉันอึ้ง
"ตอนนี้เราไม่คิดจะกลับไปเป็นเพื่อนให้เธอแล้ว" เขาเว้นจังหวะ สบตาฉันนิ่ง สายตาแน่วแน่จนฉันต้องหลบสายตา มันเขินโว้ย เลิกจ้องฉันได้แล้ว 
โอเค calm down นะ ปรับโหมดหน่อย ...ฉันหายใจเข้าลึก ๆ ตั้งสติ แล้วกลับมาสบตาเขานิ่ง "นี่มันข้ามไปหลายสเต็ปมากจริง ๆ นั่นแหละ"
พอฉันจ้องกลับ เขาก็หน้าแดงขึ้นมา และเริ่มมีเหงื่อผุดแถวขมับ เขาหัวเราะแก้เขิน "โอ้โห เขินแฮะ"
พอได้ยินอย่างงั้นฉันก็รู้สึกเหมือนถือไพ่เหนือกว่า ฉันยิ้มพลางเอียงคอมองเขา ไม่เคยเห็นเขาเขินอย่างงี้
"โดนขอแต่งงานมันรู้สึกอย่างงี้เอง" ฉันว่า
"ดีหรือไม่ดี"
"อือ...บอกไม่ถูก" ฉันบอก มันทั้งดีใจ ทั้งตกใจในคราวเดียว และก็ประหลาดใจมาก ๆ 
เขาเม้มปาก ก่อนจะปิดฝากล่องใบเล็กในมือ "เธอเก็บไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเธอตกลงวันไหนก็แค่ใส่" เขาวางกล่องนั้นใส่มือฉัน "ถ้าเธอไม่สบายใจที่จะให้เราพักที่นี่ เราไปเช่าโรงแรมอยู่ก็ได้ เดี๋ยวขอเช็คก่อนว่าที่ไหนมีห้องว่างบ้าง" เขาดูเศร้าลงนิดหน่อย ผละออกไปนั่งที่โซฟา
ฉันมองกล่องในมือ จริง ๆ ก็ทำตัวไม่ถูก ฉันยังหานิยามให้กับความรู้สึกของฉันตอนนี้ไม่ได้เลย ฉันรักเขา...ใช่สิ มันคือความรักนั่นแหละ แต่มันไม่หวาบหวามเหมือนแต่ก่อน มันคือรักแบบที่อยากจะให้เขามีความสุข และเลิกคิดจะครองครองเขาไปแล้ว บางครั้งก็อุ่นใจที่มีเขาอยู่ด้วย และได้พึ่งพาเขาบ้าง มันรู้สึกปลอดภัยดี ฉันคิดถึงเขาเวลาเขาไม่อยู่ อยากให้เขาอยู่ใกล้ ๆ แต่เข้าใจว่าทำอย่างงั้นไม่ได้ ฉันกระวนกระวายหน่อย ๆ เวลาเขาป่วย และฉันไม่ชอบเวลาผู้หญิงมองเขาแบบตาเป็นประกาย ก็หึงนะ แต่ฉันไม่คิดจะทำอะไรหรอกนะ ฉันอาจจะโตขึ้นแล้วล่ะมั้ง
"อยู่นี่แหละ" ฉันว่า "อยู่ให้เราแน่ใจอีกหน่อย เราก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง"
เขายิ้มกว้าง ก่อนจะเดินเข้ามากอดฉันอย่างแน่น "โอ้ย เบา ๆ หายใจไม่ออก"
"ตกลงเธอจะแต่งกะเราช้ะ?"
"เป็นแฟนกันก่อนมั้ยฮึ รีบแต่งไปไหน"
"ยังไงก็ได้ เราตามใจเธอ" เขาค้อมตัวลงมาเอาคางเกยหัวฉันก่อนจะโยกไปมา "ผมหอมจัง"
"เธอโชคดีมาเจอตอนเพิ่งสระผมหรอก" ฉันขำนิด ๆ 
"ตอนไม่สระก็อาจจะหอมก็ได้"
"โห เว่อร์ ปล่อยได้แล้ว" ฉันตบหลังเขาเบา ๆ 
"อีกแป๊บนึง..." เขาว่า "ขออยู่แบบนี้อีกแป๊บ"

SHARE
Written in this book
สถานะ
สถานะเป็นบัญญัติความสัมพันธ์ที่คนเราสมมติขึ้นมาใช้เรียกความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์หลายๆ แบบบนโลกใบนี้ ไม่สามารถบัญญัติศัพท์มาใช้เรียกได้ มีความรู้สึกมากมายที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เรื่องราวของคนสองคนก็มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น แล้วเราจะเอาสถานะ มากำหนดเรื่องราวของเราได้อย่างไร?

Comments