ปังปิ้ง นมสด กับบทสนทนาข้างทาง
การได้มีบทสนทนาดี ๆ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษและหายาก ยิ่งได้คุยไป นั่งกินปังปิ้งเตาถ่าน กับนมสดเย็น ๆ ไปด้วย  มันเพอร์เฟคมาก เรื่องนั้นเรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถกกันจนอิ่มตัวและสรุปเป็นแง่คิดใหม่บ้าง เก่าบ้าง เข้าไปบรรดาลใจให้มีแรง หลายครั้งที่เรื่องที่เราคุยกันทำให้เราได้หยุด และทบทวน

เราคุยกันไปเรื่อย ๆ ผลัดกันแบ่งปันมุมมอง ผ่านประสบการณ์ที่เราต่างคนก็ต่างไปเผชิญโลกมา เราเจอมาต่างกัน แต่เราได้เหมือนกัน คือ เราเติบโตขึ้นกว่าแต่ก่อน ประสบการณ์มาช่วยเติมหลุมบ่อแห่งความเขลาให้ตื้นขึ้น เพื่อครั้งหน้าเราจะไม่เดินสะดุดหลุมพลางนี้อีก

“เรายังไม่เห็นภาพตัวเองตอนอายุ 40-60 ว่าจะเป็นยังไง แต่เรามีเป้าว่าอยากจะทำงานด้านการศึกษา พอได้เห็นผู้ใหญ่ที่เขาอินจริงๆ แล้วอุทิศเวลาว่างตัวเองมาทำงานพัฒนาครู แล้วมีครูบางคนที่เปลี่ยนไปจริงๆ เราว่ามันดีมากๆ”
“ได้ฟังแกพูดแล้วเรานึกถึงประโยคที่เราอ่านเจอในหนังสือ ประมารว่า การมองไปข้างหน้ามันดี แต่เราไม่อาจมองไปได้ไกลเกินกว่าที่เห็น เราอาจจะยังไม่เห็นตัวเองในอนาคต แต่ด้วยความที่เรายังเดินต่อไปข้างหน้าอยู่ มันจะมีอะไรผ่านเข้ามา ก็จนกว่าเราผ่านไปนั่นแหละ เราถึงจะเห็นไกลขึ้น”
“อื้อ ๆ”
“เราก็ไม่รู้ของตัวเองเหมือนกัน เราไม่รู้ว่าอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร แต่บางทีมันมีความคิดว่าจะทำงานที่ทำอยู่เนี่ยเพื่อจะหาเงินมาทำสิ่งที่เราชอบจริง ๆ เช่น เราเคยคิดจะเปิดที่สอนเด็กเล็ก แบบไม่ใช่โรงเรียนนะ แต่เป็นที่สอนให้เขาโตไปดี ๆ สอนให้คิดเป็น วิธีคิดที่จะทำให้เขาอยู่ในโลกนี้ได้ สอนให้โตไปดี ๆ สอนพ่อแม่ให้ดีลกับลูกแบบที่จะฟอร์มตัวตนของลูกให้มันดี ไม่ใช่การเลี้ยงดูที่สร้างปมโดยไม่ตั้งใจ... แล้วก็มันอาจจะไม่ทำเงิน หรือทำเงินก็ได้ แค่พอให้มันรันไปได้ ใครมีก็ให้ ใครไม่มีก็ไม่ต้องจ่ายอะไร เงินเหลือก็ทำบุญบริจาคไป”
“เออ ดีนะ คล้าย ๆ CSR แต่ให้มันอยู่ได้ด้วยตัวเอง เติบโต ให้ประโยชน์ งอกงามมากขึ้นๆ”

“ทำงานบางทีมันท้อ เพราะคนเรามักจะหลงลืมไปว่าคุณค่าของคน ของงานจริงๆ คืออะไร อย่างพวกผลงานวิชาการ คุณค่าก็คือการแบ่งปันสิ่งที่ค้นพบ ให้มีประโยชน์กับคนอื่น ๆ แต่นี่ก็เอามาใช้วัดคุณค่าคน บางคนทำเรื่องดี ๆ ทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ แล้วได้ผล แต่ไม่ได้เขียนเป็นผลงาน ก็ทำเหมือนเขาไม่มีค่าอะไร มันไม่ใช่อ่ะ เราว่าระบบมันกำลังไกด์เราไปผิดทาง ขอตำแหน่ง เลื่อนขั้นอะไรนั่นอีก”
“เออจริง แล้วพอมีพวกลักไก่ เขียนเอาแต่ไม่ได้ทำจริง เกณฑ์ก็เข้มงวดขึ้น ๆ บางทีกลายเป็นการแข่งขันไปอีก แล้วก็เอาการเข่งขันมาตัดสินชีวิตคน คนที่ชนะได้สิ่งบางสิ่งที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ถ้าทุกคนมีต้นทุนมาเท่ากันไม่ต้องกังวลเรื่องหาเลี้ยงชีพมันก็แฟร์แหละ แข่งกันด้วยความสามารถ แต่นี้บางคนต้องดิ้นรน แค่ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองก็จะแย่แล้ว ยังต้องมาแข่งเพื่อจะชนะคนอื่น แย่งชิงรางวัลสิทธิพิเศษกัน เวลาพวกผู้บริหารพูดเรื่องต้องแข่งกันถึงจะดี กระตุ้นคน ฟังแล้วก็ ‘มันใช่เหรอวะ’...”
“เออ ยิ่งทำให้คนเห็นแก่ตัวขึ้นไปอีก”

“ละเนี่ย เราก็นึกถึงหัวหน้างานเรา คือแกให้ความสำคัญกับคนก่อน well-being ของคนมาก่อน performance ของงาน เราว่าตรงนี้ดีมาก เรานึกถึงสมัยเรียนที่เราทำงานไม่ค่อยใส่ใจคนอื่นแล้วรู้สึกว่าตอนนั้นเราก็พลาด ความเป็นมนุษย์มันหายไป นี่เลยคิดว่าถ้าต่อไปเราได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าเราจะไม่ลืมเรื่องนี้ เราว่าถ้าคนอยู่ได้ ไม่ต้องกังวลอะไรมากในที่ทำงาน ผลงานก็จะออกมาดีเอง”
“จริง แต่เราก็ต้องฝึกกันอ่าเนาะ เพราะคนเราลืมง่ายมาก อยู่ไปนานๆ เราก็ลืมว่าตอนที่เราเจอเรื่องลำบากตอนสมัยเด็ก ๆ เราอยากได้ความช่วยเหลือยังไง อยากได้รับการโอบอุ้มยังไง บางครั้งเราทรีทคนอื่น ลูกน้องเรา คนที่เด็กกว่าเรา เหมือนเขาไม่ใช่คนที่มีชีวิตจิตใจ มันแห้งแล้งเกินไป ต้องสอนตัวเองบ่อย ๆ โตไปจะได้ไม่ลืม”

เราคุยกันอีกหลายเรื่อง ตามประสาเพื่อนที่ไม่เจอกันนาน มันอาจจะเป็นแค่ความคิดแบบเด็ก ๆ ของคนที่เพิ่งรู้จักโลกการทำงานจริง ๆ จัง ๆ แค่สามสี่ปี เรายังไม่รู้จักโลกเท่าไหร่ เราแทบไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ เราไม่มีทางมองไปได้ไกลกว่าที่เราเห็นอยู่หรอก และการที่เรายังไม่เห็นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี เพียงแต่เรายังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะมองไปได้ไกลกว่านี้เท่านั้น 


#เด็กน้อยผู้อยากเติบโตไปดีๆ
SHARE

Comments