Beautiful Time ’
          
          ตอนที่ฉันยังเด็กฉันได้เข้าเรียนวัยอนุบาลจวบจนถึงวัยประถมที่โรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง
เวลาที่ฉันจะไปเรียนพ่อมักจะขับรถสาเล้งไปส่งที่โรงเรียนเสมอ

         ฉันชื่นชอบรถสาเล้งเป็นพิเศษเวลาที่ลมปะทะเข้ามาที่ใบหน้าของฉันจนไม่น่าดูหรือเวลาที่ผมสะบัดปลิวไปตามแรงลมจนผมพันกันยุ่งเหยิง

          ฉันก็แค่ชื่นชอบในความธรรมดาที่เป็นความสุขนั้น โดยที่ไม่ต้องมานั่งปรุงแต่งอะไรให้มากมายนัก และฉันเองก็คงไม่อาจที่จะหาความสุขใดได้เท่ากับเวลาที่ได้นั่งอยู่บนรถสาเล้งที่แสนธรรมดานั้นคันนั้นของพ่อได้อีกแล้ว




         ตอนเช้าในทุกๆวันจะมีลุงที่ขายกับข้าวมาจอดรถอยู่หน้าบ้านสมัยตอนที่ฉันยังเด็กเสมอ จนนานวันเข้าก็กลับกลายเป็นคนรู้จักกันไปเสียอย่างนั้น

        จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่งในตอนที่ฉันไปเรียน
พอเลิกเรียนมาฉันกลับพบว่าแมวของฉันหายไป
ฉันร้องไห้แล้วถามพ่อว่าแมวหนูหายไปไหน
พอเกือบๆหกโมงเย็นมีโทรศัพท์มาจากลุงรถขายกับข้าวโทรมาหาพ่อฉันว่า แมวฉันแอบหนีขึ้นไปบนรถตอนไหนก็ไม่รู้

พอได้ยินดังนั้นพ่อกับฉันและพี่สาวต่างก็รีบไปขึ้นรถสาเล้งที่แสนคุ้นเคย โดยมีพ่อเป็นคนขับรถเพื่อไปรับแมวกลับบ้าน


         ซึ่งในระหว่างทางนั้นเอง อยู่ๆพี่สาวฉันก็บอกว่าเหมือนเห็นอะไรบางอย่างวิ่งสวนรถไป 
ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าประหลาดใจเอามากๆเมื่อสิ่งที่พี่สาวฉันเห็นนั่นคือ ‘แมว’ ของฉันเอง!
ซึ่งมันยิ่งพีคมากขึ้นไปอีก เมื่อแมวของฉันสามารถจำทางกลับบ้านได้! ทั้งๆที่ระยะทางจากบ้านของลุงขายกับข้าวห่างไปไกลตั้งหลายกิโลเมตร 


แต่ว่าถึงจะเป็นยังไง ฉันกลับรู้สึกประทับใจและสุดแสนจะซาบซึ้งที่พ่อกับพี่สาวของฉันมีจิตใจที่แสนงดงาม โดยที่ไม่เคยคิดถึงความยากลำบาก
เพื่อไปรับแมวเพียงตัวเดียวที่ฉันรักเลยสักครั้ง..



จำได้ว่ามีคุณครูผู้หญิงอยู่ท่านหนึ่ง 
ในช่วงเวลาพักกลางวัน ครูมักจะถามฉันเสมอว่า
“สลิสาซื้อขนมอะไรกินหรือยัง”
ฉันก็มักจะตอบกลับไปว่า “ซื้อกินแล้วค่ะ”

         สาเหตุมาจากที่ฉันมักไม่ค่อยที่จะซื้อขนมกินอะไรมากนัก เพราะฉันมักเก็บเงินส่วนนั้นไว้ไปซื้อลูกชิ้นกินตอนกลับบ้าน ในขณะที่เด็กคนอื่นๆซื้อขนมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

“ซึ่งหลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยเหลือเงินเอาไว้ไปซื้อลูกชิ้นกินตอนกลับบ้านอีกเลย..”



พอพูดถึงขนมแล้ว ฉันก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนๆหนึ่งขึ้นมา 
           มีเด็กนักเรียนชายอยู่คนหนึ่งซื้อไอติมแล้วได้ไม้ฟรี ซึ่งมันก็คงจะเป็นเรื่องที่ดูธรรมดา เพราะใครต่างก็เคยได้ไม้ฟรี แต่ว่ามันออกจะแปลกประหลาดและดูน่าตื่นเต้นตรงที่ว่า 

เด็กนักเรียนชายคนนั้นกินไอติมแล้วได้ไม้ฟรีถึงสิบไม้! ในขณะที่เค้าซื้อไอติมเพียงแค่ครั้งเดียว! 

          ฉันผู้ที่ไม่รู้ว่าเสียงที่กำลังโหวกเหวกโวย
วายจนดังสนั่นราวกับว่าแผ่นดินกำลังสะเทือนนั้นมาจากสาเหตุใด  แต่ทว่าเพียงไม่นานหลังจากนั้นไม่กี่นาที ฉันกลับพบว่ามีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งกำลังถูกห้อมล้อมไปด้วยเด็กนักเรียนมากมายที่กำลังรอลุ้นผลของผู้ที่โชคดีที่สุดในโลก!


มีีีีใครคนหนึึ่งเคยถามฉัันว่่า ‘รัักแรก’ ของฉันเป็นใคร ฉันยิิ้มปนติิดตลกตอบกลัับว่่า รัักแรกของฉันอยูู่ ‘สมััยประถม’ โน่น

จำได้ว่ามีเด็กนักเรียนต่างพากันเล่าลือไปว่า
มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งแอบชอบฉัน ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้เลยนั่นคือบุคคลผู้โชคดีที่สุดในโลกคนนั้น
พอทุกคนต่างรู้ ก็พากันส่งเสียงเชียร์ให้เด็กผู้ชายคนนั้นหอมแก้มฉัน ซึ่งฉันผู้ที่ถูกปลูกฝังให้รักนวลสงวนตัวมาตั้งแต่เกิด พอฉันสูญเสียแก้มฉันให้กับเด็กผู้ชายคนนั้น

นั่นถือว่าเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกโกรธและเริ่มอาละวาด ฉันเอากระเป๋าของเด็กนักเรียนชายคนนั้นไปล้างน้ำจนเปียกชุ่มจนสภาพแทบดูไม่ได้
แต่ฉันกลับเห็นว่าเด็กผู้ชายคนนั้นกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ราวกับว่ากระเป๋าใบนั้นไม่ใช่ของเค้า
แถมเด็กผู้ชายคนนั้นยังส่งยิ้มกว้างสดใสมาให้ฉันอีก...



“แต่ทว่าเด็กผู้ชายผู้เป็นรักแรกของฉันในตอนนั้น กลับเป็นเพื่อนสาวที่ดีที่สุดของฉันในตอนนี้”





จำได้ว่ามีป้าข้างบ้านที่หวงต้นมะม่วงเอามากๆ
ซึ่งต้นมะม่วงที่ว่าก็ไม่มีใครรูู้แน่ชััดว่่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงกันแน่
มีอยู่วันหนึ่งในขณะที่ฉันกับเพื่อนกำลังนั่งกินมะม่วงใต้ต้นมะม่วงอยู่นั้น
 
อยู่ๆป้าข้างบ้านก็มาอาละวาดและด่าทอฉันกับเพื่อนว่าแอบปีนไปเก็บมะม่วงมากิน
ซึ่งฉันก็งง ก็ได้แต่นึกในใจว่า
‘อะไรวะเนี่ย แม้แต่มะม่วงที่แม่ซื้อมาก็เป็นของป้าแกเหรอ’

       ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน หัวโจกประจำกลุ่มก็วางแผนให้เราไปถือมะม่วงเดินจิ้มกะปิกินอยู่แถวใต้ต้นมะม่วง ทำราวกับว่ามะม่วงที่เรากำลังกินอยู่เป็นมะม่วงที่มาจากต้นมะม่วงต้นนั้น
ซึ่งมันก็ได้ผล ฉันแอบเห็นว่าป้าแกเหมือนกำลังจ้องที่จะกินเลือดกินเนื้อพวกเราอยู่

ซึ่งพอพวกฉันเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับไม่ลืมที่จะหัวเราะกันเสียงดังอย่างสนุกสนาน

‘มะม่วงใดเล่าจะอร่อยได้เท่ากินอยู่ใต้ต้นมะม่วงต้นนั้น’



        มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคุณครูผู้ชายท่านหนึ่ง ได้จัดแข่งคัดลายมือโดยไม่จำกัดชั้นเรียน
ซึ่งนักเรียนทุกคนในตอนนั้นต่างก็เอาจริงเอาจังกับการแข่งขันคัดลายมือในครั้งนั้นเอามากๆ รวมไปถึงฉันด้วย

        ซึ่งผลปรากฏว่าเหลือผู้เข้าสู่รอบชิงสองคนสุดท้าย นั่นก็คือฉันและรุ่นน้องผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
ดูราวกับว่ามันคือศักดิ์ศรีที่ดูหนักหนาจนไม่สามารถยอมแพ้ได้

       ซึ่งพอครูเอาลายมือไปเทียบกันแล้วปรากฏ
ว่าฉันแพ้เพราะฉันเขียนคำผิดไปหลายคำ ซึ่งฉันก็ยอมรับผลการตัดสินของครูแต่โดยดี
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจและแอบรู้สึกเสียดายรางวัลที่ดูยิ่งใหญ่อย่างนั้น

ครูพูดว่า “เอาล่ะ ใครชนะมารับรางวัลไป”
รุ่นน้องออกไปรับรางวัล
“ขอบคุณค่ะครู”

รุ่นน้องถือมะม่วงลูกใหญ่ที่ดูน่าอร่่่อยผลนั้นแล้วเดินผ่านฉันไป อดกิน...



มีข่าวลือว่าปี 2012 โลกกำลังจะแตก
มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่า
“ครูโลกจะแตกไม่ได้นะ หนูยังไม่ทันได้มีสามีเลย”
ครู “..........”
“หนูพูดอะไรผิดอ่ะครู”

ทุกคนภายในห้องเรียนและฉันต่างพากันหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าในวันนี้คือวันสุดท้ายก่อนที่โลกกำลังจะแตก




ฉันยังจำได้ดีสมัยกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีสุดท้าย มีคุณครูผู้ชายวัยกลางคนท่านหนึ่ง
ได้เล่าให้นักเรียนภายในห้องฟังว่า

‘ตอนที่ครูยังเด็ก ระหว่างที่ครูกำลังรอพ่อมารับ แถวๆนั้นมีร้านขายขนมอยู่มากมาย แต่ครูกลับไม่มีเงินที่จะซื้อ ครูที่กำลังรอพ่อมารับนั่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว อยู่ๆก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินมาถามครูว่า “กินอะไรหรือยัง” พอครูได้ยินแบบนั้นครูตอบกลับไปว่า “กินแล้วครับ” ซึ่งความจริงแล้ว ‘ครูโกหก..’
ครูยังเล่าต่ออีกว่า

‘ตอนนั้นครูหิวมาก แต่ก็ไม่กล้าขอเงินใครเพราะเกรงใจ จนกระทั่งครูเหลือบไปเห็นเปลือกทุเรียน ครูมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่ ครูก็เอาเปลือกทุเรียนที่มีเนื้อทุเรียนติดอยู่น้อยนิดมานั่งกิน พอกินเสร็จแล้วครูก็รีบเอาเปลือกทุเรียนไปวางที่ถังขยะตามเดิม...’


ครูบอกว่าในตอนนั้นครูสัญญากับตัวเองเอาไว้ว่าพอโตขึ้น ครูจะต้องมีงานทำดีๆให้ได้
ซึ่งปัจจุบันครูก็ทำตามสัญญานั้นได้แล้ว
ครูยังพูดติดตลกอีกว่า พอเงินเดือนๆแรกออก ครูพุ่งไปซื้อทุเรียนจนเต็มบ้าน กินจนแม่ครูบอกว่า อย่าไปซื้อมาอีกเด็ดขาด!












































          







       















           “มาร่่่่วมย้อนวันวานไปด้วยกัน”






























































SHARE
Writer
JCK
ดวงจันทร์ตกหลุมรักพระอาทิตย์
ตัวแทนของฉันคือดอกทานตะวัน :—)

Comments

Nokiu
2 months ago
อ่านแล้วคิดถึงตอนเด็กๆมากเลย โดยเฉพาะเรื่องมะม่วง ตอนเด็กๆจะมีแก๊งจักรยานประมาน 4-5 คน แล้วตอนเย็นๆ จะเตรียมพริกเกลือใส่ถุงไป ปั่นจักรยานแล้วก็หามะม่วงกินกะเพื่อนๆทั้งที่บ้านตัวเองก็มีมะม่วงนะ :P
Reply
JCK
2 months ago
ใช่ค่ะมะม่วงอะไรก็ไม่อร่อยเท่าได้กินอยู่กับเพื่อนๆ แงง ยังไงก็ขอบคุณที่ชอบนะคะ 😉