ย่านาง Value มังงะ ความวิทยาศาสตร์ ที่แตกต่างกันในสังคม

1

มีโพสของเพื่อนในเฟซฯ เขียนไว้ประมาณว่า “ก่อนจะมีการต่อเรือ ต่อรถ แม่ย่านางอยู่ที่ไหน” ซึ่งในโพสนั้นก็มีกาตอบ ถกเถียงและให้คำจัดความกันอย่างสนุกสนานซึ่งแนวโน้มและกระแส รู้สึกว่าแม่ย่านางคงจะแพ้กลับไปเลียแผลบนรถไถ

.


2

ช่วงนี้ติดมังงะ ทั้งดาบพิฆาตอสูร Dr. Stone, My Hero และอีกหลายเรื่องที่กำลังจะไปเสพ ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็อยากชื่นชอบในตัวมังงะ บางคนถึงขั้นเก็บไปฝัน บางคนนำ “ลูฟี่” มาเป็นต้นแบบแนวทางดำเนินชีวิต บางคนก็รัก “เนซึโกะ” ราวกับเป็นเนื้อคู่มาแต่ชาติปางไหน

.

 
3

เมื่อเช้าฟัง Podcast Our History ของคุณภาณุ (https://soundcloud.com/.../our-history-the-podcast-ss2-ep24) ได้มีการพูดเกี่ยวกับวิทยาศาตร์และภูมิปัญญา ซึ่งมีการถกเถียงกันว่าอันไหนสร้างคุณประโยชน์มากกว่า รวมถึง เราควรสนับสนุนสิ่งไหนมากกว่ากัน

ตรงนี้เป็นระเด็นที่น่าคิด (จนต้องเปิดคอม เคาะแป้นเขียนกันเลยทีเดียว)

..


4

ทำไมเราถึงเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าแม่ย่านาง?

เป็นคำถามที่ตอบง่ายมาก โดยทั่วไปเรา ๆ ท่านๆ ก็รู้ว่าวิทยาศาสตร์คือศาสตร์ “ความจริง” ผ่านการพิสูจน์แล้ว มีจนเชื่อได้ว่าสิ่งนั้น เรื่องราวนั้น เป็นจริงเป็นเท็จ มีที่มาที่ไปชัดเจนเป็นที่ยอมรับ เช่นฝนตกเกิดจากการที่น้ำระเหยขึ้นไปควบแน่นจนกลายเป็นฝน ไม่ใช่พระพิรุณหรือเทวดาหน้าไหนยืนเยี่ยวลงมาอย่างที่เคยเข้าใจ



 
5

เมื่อวิทยาศาสตร์ชัดเจนกว่า ทำไมแม่ย่านาง (รวมถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่อื่นๆ) ยังคงอยู่? คำตอบที่คิดได้คงเป็นเพราะ “ความเชื่อ”
 
และรู้กันไหมว่า ผี สาง นางไม้ เหล่านี้ก็เป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกัน
ย้อนกลับไป วิทยาศาสตร์คือศาสตร์แห่งความจริง ซึ่งผ่านการพิสูจน์ มีเหตุมีผลรองรับ แต่ ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอ (โลกเคยแบนจริงจนพิสูนจ์ว่ากลม เนยเทียมเคยถูกยกย่องว่าเป็นของดีราคาถูก จนได้โนเบลกระทั่งวันหนึ่งมันถูกพิสูจน์ใหม่ว่าไม่ดี)

ใน Podcast ที่ฟังเมื่อเช้าให้ตัวอย่างเคสของการพยากรณ์อากาศซึ่งคุณภาณุบอกว่า มันเป็นไสยศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมาก คุณภาณุอธิบายว่า ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มนุย์มีตอนนี้ เราสามารถคำนวณความเป็นไปได้แค่ 7 วัน แล้วก็ไม่ชัวร์ด้วย ในทางการพยากรณ์นั้น แทบจะเอาไปใช้ไม่ได้ จึงมีการใส่การคาดเดาด้วยเหตุผลต่าง ๆ มาเพื่อจะให้มีผลระยะยาวพอที่จะนำไปใช้ในด้านสังคมหรือเศรษฐกิจได้

โดยเหตุผลที่นำมาก็ใช่ว่าจะถูกต้อง ซึ่งผลของการพยากรณ์จะออกมาเป็นประมาณว่า มีฝนร้อยละ 50 /แดดออก 80 เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ไม่รู้เลยว่าตรงไหนฝนจะตก หรือแดดออก (บ้านตูอยู่ใน %ไหนฟร่ะ)


6

แม่ย่านาง พระอินทร์ หรือกระทั่ง ซุสเทพสายฟ้าพญาแห่งแห่งโอลิมปัส ก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าจริง!!

แต่เป็นจริงเพียงยุคสมัยหนึ่งแค่นั้นเอง
ย้อนกลับไปในวันที่มนุษย์ไร้เครื่องมือในการพิสูจน์ความจริง แต่ผู้นำหรือนักปราชญ์ ในสมัยนั้นจำต้องให้คำตอบแก่ผู้คน ตัวละครเหล่านี้จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่ออธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว

บ้านเราเมื่อมีฟ้าร้องฟ้าผ่า มณีเมขลาก็ลอยมาพร้อมลูกแก้ว ข้ามโลกอีกฝั่งก็มี Lei Gong (เทพสายฟ้าของจีน) กับเทพธอร์ ซึ่งน่าจะกำลังลังกริ้วโกรธ เมื่อมีเหตุมาแล้ว ผลก็ตามมา

เรื่องเหล่าทำให้มนุษย์กลัว (ซึ่งจุดหนึ่งการทำให้ผู้คนเชื่อฟังที่ง่ายดายที่สุดก็เป็นการทำให้กลัวโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่านั่นแหละ เรื่องนี้ยาว เอาไว้ Spinoff ตอนอื่น)

เมื่อกลัวเราก็จะอยู่แต่ในบ้าน ไปออกไปให้เปียกเป็นไข้ หรือเสี่ยงตายจากฟ้าผ่า ซึ่งผลที่ตามก็ถือว่าเป็นเรื่องดี


8

พื้นฐานความเชื่อของเรื่องเล่าและตัวละครเหล่านี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเรา เช่น South East Asia มีเรื่องราวการกำเนิดของมนุษย์จากน้ำเต้า หมาแดงคาบข้าวลงมาจากสวรรค์ โพมีธิอุสขโมยไฟ หรือคางคกตัวใหญ่ไปตบพญาแถนเพื่อเอาฝนคืนกลับมา

ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวลของสิ่งของรอบตัว มักจะมีเทวดา หรือภูติที่มีเกียรติ มียศใหญ่กว่ามนุษย์ คอยสิงสู่อยู่เสมอ ซึ่งถ้าค่อย ๆ ตีความถอดเกล็ด คอดเปลือกออกไป ภายใต้เรื่องเหล่านั้นมันคือ เรื่องของภูมิปัญญาของคนสมัยก่อนตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ให้ “Value” กับสิ่งของใกล้ตัว


7

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็พอจะไปตอบคำถามที่ว่า“ก่อนจะมีการต่อเรือ ต่อรถ แม่ย่านางอยู่ที่ไหน”
แม่ย่านางไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ในสำนึกของผู้คนสมัยนั้นที่ให้คุณค่าสิ่งของใกล้ตัว

แล้วการให้ Value หรือคุณค่าแก่สิ่งของเกิดประโยชน์อะไร? 
ลองคิดดูเล่นๆ ถ้าคนไม่นับถือหรือเกรงกลัวภูตผี เทวดาที่อยู่ในสิ่งของรอบตัว คนเดินเหยียบข้าวโดยไม่สนใจพระแม่โพสพ หรือโยนขยะลงแม่น้ำแบบโนแคร์พระแม่คงคา เป็นต้น

เหล่าผู้ใหญ่ดั้งเดิมก็ออกกลอุบายเพื่อสอนเด็ก ๆ ที่เติบโตขึ้นมาใหม่เคารพสิ่งของที่ใช้ทำมาหากินในบ้าน หรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งของสาธารณะที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน จึงเรียกเทวดาลงมาอยู่ในสิ่งของ เพื่อให้เด็ก ๆ ที่ยังมองไม่ออกว่าสิ่งนั้น ๆ สำคัญอย่างไรให้รู้สึกเกรงกลัว

เช่น ข้าวมีประโยชน์ ใส่พระแม่โพสพ / รถ เรือ เกวียน แพงด้วย ใช้ทำกินด้วย ก็ใส่แม่ย่านางลงไป (คนญี่ปุ่นแหละตัวดี มีเทพสถิตในทุกอย่าง ซึ่งพอวิธีนี้ได้ผลมาก จึงมีผลทำให้คนญี่ปุ่นมีความละเอียดและใส่ใจในทุกสิ่งรอบตัว)

ซึ่งวันหนึ่ง เด็ก ๆ ส่วนหนึ่งก็รู้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่ความจริง แต่ก็ยังปฏิบัติกับสิ่งของเหล่านั้นเป็นอย่างดีเช่นเดิม เพราะรู้แล้วว่าสิ่ง ๆ นั้นมีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต 

 
8

กลับมาที่แม่ย่านาง หลาย ๆ คนก็ยังสงสัยว่าทำไมยังคงอยู่ได้แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมือพิสูจน์แล้วว่าเป็นแค่เรื่องเล่า (ที่ไร้สาระ)

คำตอบคือ โมเดล “มังงะ” ... ทำไมเหรอ... เพราะมันสนุกและขายได้ยังไงล่ะ

มนุษย์เราชอบเรื่องราวที่มีตัวละครเพื่อให้จินตนาการถึงการมีอยู่ได้ง่าย โกหกเจอยมทูต ไม่ยอมแพ้นึกถึง โกคู เจ้าชู้ นางวันทอง เป็นต้น

หรือสมัยนี้ขายของก็ต้องมี Story Telling ยิ่ง Story ดี ยิ่งขายดี ดังนั้นเราจึงเก็บเรื่องราวไว้ เพื่อทำให้เกิดผลประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เช่น ถ้าคุณสอนลูกอย่าเอาเท้าเหยียบ Console รถ เพราะมันไม่สุภาพและทำให้เปื้อน เด็กที่ไม่เข้าใจว่าสุภาพมันดีไม่ดียัง หรือไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนหรือพัง จึงไม่ค่อยเชื่อฟัง ดังนั้นการเรียกเทพเหล่านั้นกลับมาใช้งานจึงเป็นเรื่องง่ายกว่าจะมาอธิบายเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งนอกจากไม่สนุกแล้ว ยังไม่ทำให้เด็กเข้าใจคุณค่าของสิ่งของด้วย


9

นอกจากเราจะขายมันเพื่อเป็นเครื่องมือช่วยสอนแล้ว ก็ยังมีคนบางกลุ่มขายเรื่องเล่าเหล่านี้เพื่อเป็นธุรกิจด้วย ซึ่งจะลองตัดเรื่องเล่าที่จะนำพาไปงมงายออกเพราะมันเป็นแง่ลบอยู่แล้ว และมองในแง่บวกหน่อยเรื่องเล่าเหล่านี้ก็เป็นเรื่องเล่าที่ดีในการสร้างกิจกรรมต่าง ๆ

ถ้าระดับโลกก็เป็นเทพโอลิมปัสที่ถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วล้านรอบ ซานต้าครอสที่ทำให้เด็กทุกคนรอคอยวันคริสมาสต์ ในบ้านเราก็งานลอยกระทงที่ขอบคุณพระแม่คงคา (ซึ่งถ้าพระแม่มีจริงคงปวดหัวตาย) งานสงกรานต์ที่ก็มีเทพเป็นแบ็กอัป บั้งไฟพญานาคที่ดึงดูคนไปบึงกาฬ หรือแม้แต่แม่ย่านางเองก็เป็นต้นกำเนิดงานแข่งเรือ

ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ก็สร้างธุกิจ รวมถึงกระตุ้นเศรฐกิจไม่มากก็น้อยในแต่ละชุมชนหรือพื้นที่นั้นเอง


10

สรุปคือผมมาเถียงแทนพระแม่ต่าง ๆ เพื่อให้คนงมงายหรือ?
คำตอบก็คือไม่แหละ

ผมแค่ชื่นชอบเรื่องเล่า การคัดค้านปฏิเสธ ไม่ยอมรับอาจทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้หายไป ซึ่งไม่มากก็น้อยของเรื่องเล่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เป็นพื้นเพความเป็นมา ซึ่งนอกจะอธิบายเรื่องราวของผู้คนสมัยนั้นแล้วมันยังสนุกด้วย
 
ส่วนเรื่อง งมงายไร้เหตุผลนั้น ที่ถูกฝังในตัวผู้คน เป็นเรื่องของการอบรมดูแลสั่งสอนของผู้คนในครอบครัว ถ้าขี้เกียจหรืออยากตัดปัญหาก็เรียกเทพเรียกเทวดามาขู่ เด็กจะได้เชื่อฟัง

แต่หากเราปลูกฝังเด็ก ๆ ด้วยเรื่องเล่า ผสมเข้ากับเหตุผล ควบคู่กันไปได้ เด็ก ๆ ก็เข้าใจและได้ความสนุกสนาน เหมือนคำว่า ภูมิปัญญาชาวบ้านกับวิทยาศาสตร์ใน Podcast นั่นแหละ ถ้ามัวเถียงกันว่าอันไหนสำคัญกว่าหรือดีกว่า เราก็จะทิ้งอีกอย่างไปอย่างน่าเสียดาย หากมองมุมใหม่ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ใช้มันควบคู่กันอย่างมีเหตุผลและเข้าใจ ก็จะช่วยผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าได้เป็นอย่างดี

.

 
**คิดต่อไปอีกนิด...***

คนที่ไม่อยากเล่าเรื่องงมงาย หรือส่งต่อความไม่วิทยาศาสตร์ของเรื่องเล่าเหล่านี้ เขาใช้อะไรอธิบายให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งของกัน

เช่นจะทำยังไงไม่ให้เด็กโยนสมาร์ตโฟนเล่นแล้วตกแตก หรือเอามีดไปกรีดโซฟา คำตอบที่เห็นบ่อย ๆ คือ พ่อแม่จะบอกเด็ก ๆ ว่ามันแพง ถ้าพูดบ่อย ๆ เด็กก็จะรู้ว่าคำว่าแพงมันคือความลำบาก จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ผู้คนจะยกให้ “เงิน” ในปัจจุบันมีความสำคัญเทียบเคียง “เทพ” นั่นเอง ฮาา

 
.
SHARE
Writer
imonkey7
Unfinished Writer
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments