หนังสือ เรื่องเล่า และลำปางหนาวมาก
ช่วงนี้กำลังรู้สึกว่าตัวเองอินกับวรรณกรรมเยอรมัน งานเขียนของ เฮอร์มาน เฮสเส มาก ๆ เราเริ่มอ่านจากการแนะนำของน้องสาว "นาง อ. สระเอิร์น" ในวันนั้นที่ไปเดินร้านหนังสือด้วยกัน

ตอนนั้นมันอาจจะเป็นช่วงความรู้สึกที่กำลังสับสนในอะไรสักอย่างจนต้องไปเดินควานหาหนังสือสักเล่มมาตอบสนองความต้องการ หรือหาคำตอบให้กับความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นเลยก็ว่าได้....ขอสารภาพว่า "ไปแอบชอบใครคนนึง แล้วมันรู้สึกกระวนกระวายใจ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เป็นมากนัก"

พอได้อ่านเล่มนั้นจบเท่านั้นแหละ อิพ่อ!!!! เลยล่ะ หลังจากนั้นเราก็เริ่มติดตามอ่านหนังสือเล่มอื่นต่อไปของเฮสเสขึ้นเรื่อย ๆ

และวันนึงก็มาถึง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเราได้บังเอิญไปพบกับพี่ท่านนึงที่ลำปาง ด้วยความที่เรากำลังมีความสนใจในงานคราฟท์ คือ อยากลองไปเรียนปั้นเซรามิกเว้ย!!! เพราะตัวเองรู้สึกว่าว่างมาก มองหาแรงบันดาลใจไปเรื่อย ๆ เหมือนคนไร้ร่องรอย

เราก้าวเท้าเข้าไปในร้านกับน้องชายและเพื่อน พี่เจ้าของร้านอัธยาศัยดีมาก ๆ พี่เขาตกแต่งร้านออกแนวมินิมอล ๆ มาก แต่พี่เขากลับบอกว่า ร้านพี่เขาออกเป็นแนวเซน ๆ คือการเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พี่เขาว่าอย่างนั้นนะ เราก็เชื่อว่าอย่างนั้นเช่นกันจากที่ได้มองดูไปรอบ ๆ ร้านที่มีแต่ไม้เลยทั้งนั้น

พี่เขาชวนคุย เราตอบคำถามบ้าง และเราก็เริ่มเป็นผู้เปิดประเด็นบ้าง อยู่ ๆ พี่เขาก็เดินไปยังตู้หนังสือที่มองดูไปเหมือนจะเป็นพวกหนังสือเก่าเก็บหรืออะไรประมาณนั้น ถ้ามองผ่าน ๆ นะ

"เราอ่านหนังสือหรือเปล่า" พี่เขาเอ่ยถามในขณะที่กำลังเดินไปหยิบหนังสือที่วางอยู่บนหลังตู้นั้น ส่วนเราก็ตอบกลับพี่เขาไปว่า..."อ๋อ หนูพกติดตัวมาด้วยอยู่ค่ะ"

เพราะช่วงนี้เรามักจะพกหนังสือติดกระเป๋าเผื่ออ่านฆ่าเวลาไปไหน หรือเดินทางไกลอยู่บ่อย ๆ บางทีก็ไม่ได้หยิบมาอ่านหรอก แต่พกไว้เพื่อความอุ่นใจและสบายใจเสียมากกว่า แต่วันนั้นเราก็อ่านเล่มนึงที่พึ่งซื้อมาใหม่จบไปเหมือนกัน ได้อ่านฆ่าเวลารอน้องชายทำธุระอยู่พอดีเลย ^^

หลังจากนั้นเราก็เดินเข้าไปหาพี่เขาพร้อมกับการชวนคุยของพี่เขาว่า..."เราชอบอ่านหนังสือแนวไหน" พี่เขากำลังง่วนหาอะไรสักอย่างในตู้กระจกนั้นอีกครั้ง

"ช่วงนี้หนูกำลังอ่านวรรณกรรมของเฮสเสอยู่ค่ะ" พี่เขาหันมายิ้มให้พร้อมกับเอ่ยต่อไปว่า

"ฮึย! พี่ก็ชอบงานเขียนของเขานะ งานเขียนของเฮสเสทำให้พี่เปลี่ยนแปลงตัวเองเลยล่ะ"

พี่เขายิ้ม เรายิ้มตอบพร้อมกับดีใจและตื่นเต้นที่ได้เจอคนอ่านหนังสือในแนวเดียวกันและมีความชอบในงานเขียนของเฮสเสเหมือน ๆ กัน

"เราอ่านเล่มไหนของเฮสเสมาบ้างแล้วล่ะ" พี่เขาถามต่อ

"หนูอ่าน เดเมียน, สิทธารถะ, นาซิสซัสกับโกมุลด์ และเล่มล่าสุดกำลังอ่านเกรอทูซค่ะ"

พี่เขาส่งยิ้มให้พร้อมกับยื่นหนังสือเล่มหนึ่งปกส้ม ๆ มันชื่อว่า "WE" เป็นของสำนักพิมพ์ "สมมติ" ซึ่งเราก็ตอบพี่เขาไปว่าไม่เคยรู้จักไปตามความจริง และหนังสือเล่มนี้ไม่เคยคุ้นตาหรือผ่านตาเลยสักครั้ง พี่เขาแนะนำหนังสือเล่มนี้ และให้เราหยิบยืมมานั่งอ่านฆ่าเวลาเล่นกันในระหว่างนั่งรอแฟนพี่เขามาทำเครื่องดื่มให้

พี่ชวนเราคุยกับหนังสืออยู่หลายเล่มที่มารู้ทีหลังว่าพี่เขาเป็นนักแปลหนังสือที่เข้าขั้นได้รับรางวัลจากสมาคมนักเขียนเลยล่ะ มันเป็นอะไรที่เราฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ และพี่เขาก็เล่าเรื่องราวพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล็ก ๆ กันกับพวกเราสามคน เรานั่งฟัง พร้อมกับยิ้มให้กับเรื่องเล่าของเรื่องราวพี่เขา

เราได้เอ่ยถามเกี่ยวกับแรงบันดาลใจที่ทำให้พี่เขากลายมาเป็นนักแปลหนังสือได้ และทำงานคราฟท์หรืองานเครื่องหนังพวกนี้ได้ และพี่เขาก็ใจดีที่จะให้คำปรึกษาเราและเล่าเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับมุมมองทางด้านศิลปะ หนังสือ และงานแปลให้เราได้ฟัง เราได้แต่นั่งยิ้มให้กับเรื่องราวเหล่านั้น ของพี่เขาจนต้องเอ่ยคำว่า....

"สุดยอดมาก ๆ เลยค่ะพี่"

พี่เขาส่งยิ้มตอกลับพร้อมกับบอกเราว่า....

"เราอ่านมาถูกทางแล้วล่ะ ถ้าเราอ่านหนังสือพวกนี้ไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วมันจะตกผลึกจนกลายมาเป็นตัวเราในแบบอีกหนึ่งเลยล่ะ"

พี่เขาส่งยิ้มพร้อมกับขอเดินไปต้อนรับแขกที่พึ่งเข้ามาใหม่ยังภายในร้าน

สุดท้ายก่อนกลับเราขอให้พี่เขาเซ็นลายเซ็นในที่ขั้นหนังสือที่หยิบติดมือมาให้และพี่เขาก็ให้ที่ขั้นหนังสือเรามาเพิ่ม อีกทั้งยังให้โปสการ์ดที่เป็นหน้าของ "ท่านเฮอร์มาน เฮสเส" ให้เรากลับมาอีกด้วย ^^ ดีใจสุด ๆ ไปเลยล่ะตอนนั้น พร้อมทั้งถามพี่เขากลับไปอีกว่า..."พี่ให้หนูจริง ๆ หรอคะ" พี่เขาพยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบว่า "อันนี้พี่ให้"

การไปลำปางครั้งนี้ มันแตกต่างจากปีที่ผ่านมามาก ๆ เราได้พบกับพี่ผู้ชายถึงสองคนที่เข้ามาแชร์เรื่องราวส่วนตัว พร้อมทั้งประสบการณ์ชีวิตเล็กน้อยให้พวกเราได้ฟังกัน และได้พบเจอกับเรื่องราวใหม่ ๆ อยู่เสมอในระหว่างที่พวกเราอยู่ที่นั่นกัน 3 วัน คนแรกคือ "พี่หนอม" พี่เจ้าของเกสเฮาส์ที่เราไปค้างคืนกัน และอีกคนคือ "พี่ช้าง" เจ้าของร้าน Papacraft ทั้งยังเป็นเจ้าของหนังสือแปลเหล่านั้นอีกด้วย เจอแต่คนเจ๋ง ๆ และสุดยอดทั้งนั้นเลยล่ะ ^_^

และสุดท้ายเราขอขอบคุณประสบการณ์ดี ๆ ที่ได้รับ พร้อมอีกทั้งเรื่องราวที่ได้ไปพบเจอมาล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและประสบการณ์ชีวิตในวัย 25 ย่างเข้า 26 ปีที่จะมาถึงนี้ ขอบคุณทุก ๆ อย่างที่เราได้ผ่านไปพบเจอมาทั้งในทางตรง ทางอ้อม และโดยบังเอิญ ขอบคุณเพื่อนร่วมทางในครั้งนี้ และขอบคุณหนังสือที่พกไปในวันนั้นที่ทำให้เวลาในการรอคอยของเรามีค่าขึ้นมาทันตาเห็นเลยล่ะ ขอบคุณจริง ๆ

"ลำปาง เมืองเขลางค์นคร"

#ประสบการณ์หนึ่งซึ่งไปพบเจอมา
#เล่าไปเรื่อย
#กูนี่แหละเขียน
#Bantuek28
SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments