เหตุผลของครูผู้เห็นแก่ตัว
..52 วันแล้ว กับการเป็นข้าราชการครูที่โรงเรียนบ้านเกริงกระเวีย อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โรงเรียนที่มีชื่อเป็นภาษามอญที่หมายถึงทุ่งราบกลางหุบเขา สถานที่ตั้งของโรงเรียนก็ตามชื่อเลยค่ะ เป็นที่ราบหนึ่งเดียวในหุบเขาอันกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียวของป่าไม้สลับซับซ้อนกับหุบเขา อากาศเย็นตลอดปีสมกับคำขวัญตำบลที่บอกว่าเป็น ‘แดนเมษาหนาว’ หนาวแค่ไหนเหรอคะ ก็จนฉันน็อคไป 1 วันเต็ม ๆ เพราะร่างกายปรับตัวรับความหนาวไม่ทัน ตั้งแต่วันแรกที่เลือกโรงเรียนจนถึงวันนี้คำถามที่ฉันโดนถามตลอดก็ไม่พ้น ‘สอบได้ที่ 1 ทำไมถึงเลือกมาอยู่ที่นี่?’ คำตอบของฉันก็ไม่พ้น ‘หนูชอบพื้นที่สีเขียวค่ะ’ แต่เหนือคำตอบทั้งหลาย ฉันมีเหตุผลของตัวเองที่ไตร่ตรองมาแล้วเป็นอย่างดี ว่าทำไมต้องเป็นที่บ้านเกริงกระเวีย?
..เพราะว่า
1. ที่นี่มีหลากหลายชาติพันธุ์ ใช่ค่ะ ที่นี่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘แดนชนเผ่าเก้าภาษา’ ตอนม.ต้นฉันใฝ่ฝันอยากเป็น ‘นักมานุษยวิทยา’ ฉันศึกษาเรื่องราวของหลากหลายชาติพันธุ์ผ่านตัวหนังสือ พอโตมาเรียนมหาวิทยาลัยฉันก็ร่ำร้องที่อยากไปเป็นครูอาสาบนดอยที่นอกจากไปสอนแล้วยังได้โอกาสศึกษาวัฒนธรรมอีก และจุดสำคัญอยู่ตรงที่พอฉันได้สัมผัสเด็กปกากะญอ ทีแรกนึกว่าตัวเองมาเพื่อเป็นผู้ให้ แท้จริงแล้วเด็ก ๆ ต่างหากที่เป็นผู้ให้ ให้พลังใจที่ใช้ไม่มีวันหมด ให้ไฟในการทำงาน ฉันยอมรับเลยว่าที่เรียนจบมาเป็นครูได้ในตอนนี้ฉันใช้พลังใจที่ได้รับมาในครั้งนั้นนับครั้งไม่ถ้วน ฉะนั้นในเมื่อมีสิทธิ์เลือกทำไมฉันต้องปล่อยขุมทรัพย์แห่งพลังใจและแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่นี้ไปด้วยล่ะ จริงไหม
2. ที่นี่เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่มองไปทางไหนก็พบสีเขียวของป่าไม้ มันเป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดฉันมาตลอด ถ้าใครบังเอิญเปิดสมุดบันทึกสมัยม.ต้นของฉัน จะรู้ว่าหนึ่งในความใฝ่ฝันอันนับไม่ถ้วนของฉันคือทำงานใน ‘กรมป่าไม้’ แต่ฉันรู้สมรรถภาพร่างกายตัวเองดี ความฝันนี้จึงพับเก็บไว้ลึกสุดใจ ได้แต่ตามอ่านเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร และดูข่าวเกี่ยวกับป่าไม้ ที่นี่ทำให้ฉันได้อยู่ป่าไม้ ใกล้ชิดธรรมชาติที่ฉันนับถือว่าเป็นบ่อเกิดแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นการทดแทนความฝันที่ต้องเก็บไว้ได้เป็นอย่างดี
3. ที่นี่มีหุบเขา เป็นแหล่งแร่ต่าง ๆ มีเหมืองอยู่ไม่ไกล ถ้าใครเห็นใบปพ.ต่าง ๆ ของฉันที่โรงเรียนออกให้ จะรู้ว่าตั้งแต่เด็กจนโต ฉันบันทึกในส่วนของอนาคตทุกปีว่า ‘นักธรณีวิทยา’ งานอดิเรกตอนเด็กคือเก็บหินมาส่องดูว่าก้อนไหนมีลักษณะของแร่ต่าง ๆ ที่เคยอ่านมา ชอบวิวัฒนาการของจักรวาล ชอบเครื่องประดับที่เป็นหิน ชอบจนดูหลักสูตรการเรียนธรณีวิทยาเตรียมไว้ตั้งแต่ม.ต้น ฝึกทำโจทย์ฟิสิกส์ที่สอนในโทรทัศน์ทุกเช้า เตรียมพร้อมหลายอย่างเพื่อการเป็นนักธรณีวิทยา แต่สุดท้ายธรรมชาติก็ดึงฉันไปสู่สิ่งที่เหมาะกับฉันมากกว่า แม้ตอนนี้ฉันจะเดินบนเส้นทางที่ต่างจากที่เคยฝันไว้แล้ว แต่ความชอบทั้งหมดก็ไม่เคยหายไป ฉันยังตื่นตาตื่นใจกับทั้งหมดที่ได้กล่าวมา และที่นี่ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
4. ที่นี่มีดนตรี ตั้งแต่ได้ดูละครเบญจา คีตา ความรัก ฉันก็ไม่เคยมูฟออนจากดนตรีไทยได้เลย แต่ที่โรงเรียนตอนเด็กของฉันไม่มีเครื่องดนตรี และไม่มีครูดนตรี ทำให้ฉันไม่มีโอกาสได้จับต้องดนตรีเลย ฉันพยายามอ้อนพ่อซื้อซออู้และขิมให้ตั้งแต่เด็กแต่พ่อก็ไม่รู้จะไปหาซื้อให้ที่ไหน และแล้วฉันก็ได้กีตาร์มาแทน จนกระทั่งฉันไปเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยความที่อยากลองจับ ยังไงก็ต้องได้จับเครื่องดนตรีไทย ฉันเลยเข้าชุมนุมนาฏยสังคีตและฉันก็ได้เล่นดนตรีไทยสมใจ แต่การฝึกและความละเอียดอ่อนของดนตรีไทยก็ต่างกับความเป็นฉันในบางอย่าง ทำให้ฉันชอบที่จะนั่งฟังเพื่อนเล่นหรือไม่ก็เล่นเองคนเดียวมากกว่า ห้องนาฏกลายเป็นสถานที่ที่เรียกว่าเป็นเซฟโซนที่สุดตลอด 5 ปีที่อยู่ในมอ ไม่ว่าจะทำงาน ทำอะไรก็ตามฉันจะไปนั่งทำที่นั่น ได้ยินเพื่อนเล่นดนตรีทุกวัน ทำให้เสียงดนตรีไทยเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นในชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัว วันที่หาข้อมูลโรงเรียน บังเอิญฉันเห็นวิดีโอแนะนำกิจกรรม Learn for Life ของโรงเรียนบ้านเกริงกระเวียที่มีทั้งดนตรีไทยที่เป็นความอบอุ่น และมีดนตรีสากลที่เป็นเพื่อนมาตลอดชีวิต ทำให้ฉันรู้ว่าที่นี่จะเป็นที่ที่ปลอดภัยและไม่ทำให้ฉันเหงาอย่างแน่นอน
5. ที่นี่มีดวงดาว ข้อนี้ฉันได้ค้นพบตอนที่มาอยู่ที่นี่แล้ว ทุกที่มีดวงดาว แต่ที่นี่ทำให้ฉันเข้าใจคำว่า ‘ห่มดาว’ ด้วยความที่บริเวณรอบ ๆ ไม่ค่อยมีแสงไฟฟ้าส่องทำให้แสงดาวที่นี่ชัดเป็นพิเศษ ตอนมองขึ้นไปบนฟ้ายามราตรีคุณจะเห็นดวงดาวที่หนาตามาก ฉันเปรียบเทียบมันกับไข่เหาเด็ก หากคุณอยู่ในชนบทแล้วเปิดผมเด็กสักคน คุณจะเห็นไข่สีขาวของเหาที่กระจายอยู่เต็มหัวเด็ก ดาวที่นี่เหมือนกันเลยค่ะ แผ่นฟ้าแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างเพราะดวงดาวกระจายอยู่เต็มไปหมด ถ้าคุณเห็นสมุดเขียนเล่นตอนป.4ของฉันที่เต็มไปด้วยข้อมูลของดวงดาวถ้าคุณได้อ่านนิทานเรื่องแรกที่ฉันแต่งตอนป.5ที่ตัวละครล้วนเป็นชื่อของดวงดาว ถ้าคุณรู้ว่างานอดิเรกของฉันกับพ่อคือการพยายามอ่านแผนที่ดวงดาวและคำนวณมุมต่าง ๆ บนท้องฟ้า ถ้าคุณรู้ว่าดวงดาวบนท้องฟ้ามีเรื่องราวของฉันกับพ่ออยู่เต็มไปหมด คุณจะรู้ว่าเหตุผลข้อที่ 5 ที่ฉันได้มามันวิเศษมากแค่ไหน
.....
จากเหตุผลทั้ง 5 ข้อนี้ ทุกคนเห็นแล้วใช่ไหมว่าฉันไม่ใช่ครูผู้เสียสละตนอย่างที่หลายคนคิดเลยสักนิด ฉันเลือกในสิ่งที่ตอบสนองความฝันที่หลากหลายของตนเอง แม้จะมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งคือฉันอยากพัฒนาความรู้ ความสามารถ และภาษาไทยให้เด็กชายขอบผู้ที่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองแผ่นดินให้อยู่ในสังคมสีเทาของโลกนี้ให้ได้ ให้เขาได้รับรู้ว่ามีคนเห็นคุณค่าของเขาเพื่อที่เขาจะได้เห็นคุณค่าของตัวเอง และมีความหวังในการผลักดันตัวเองให้หลุดจากกรอบที่ขังพวกเขาไว้ในคำนิยามที่แสนเจ็บปวด

...ใช่ ฉันหวังให้พวกเขาศรัทธาในความหวัง
...........
ไว้ฉันจะมาเล่าถึงเหตุผลข้อที่ 6 ที่ได้ค้นพบจากการมาอยู่ที่นี่ให้ฟังอีกนะคะ

next
เหตุผลข้อที่ 6 ที่นี่มีเด็ก ๆ

                                                                                              บันทึกของครูเล็ก ๆ
                                                                                             19 พฤศจิกายน 2563
..........
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments