เสียงเรียกจาก "บทเพลง"
เสียงเพลงในร้านคาเฟ่ถูกเปิดคลอเคล้าด้วยเสียงของดนตรีเพลงสากลที่ฉันแทบไม่เคยได้ยินหรือได้ฟังมาก่อน หรือบางทีฉันอาจจะไม่เคยรู้จักมันเลยด้วยซ้ำไป หากแต่เมื่อเสียงของพวกมันเหล่านั้นกำลังทำให้ฉันรู้สึกว่ากำลังถูกรบกวน พร้อมทั้งส่งเสียงทักทายอะไรบางอย่างเข้ามาในความรู้สึกของฉันในตอนนี้ มันคงจะเหมือนกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วพยายามเข้ามาทักทายหรือทำความรู้จักกันตามประสามารยาททางสังคมประมาณหนึ่งนั้น มันก็แอบทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดอยู่เล็กน้อยเหมือนกันในการเข้ามาทักทายของบทเพลงสากลในครั้งนี้

ตอนนี้ฉันละสายตาออกจากหนังสือในมือ ปิดมันลง แล้วหันมาง่วนกับการพิมพ์อะไรบางอย่างลงในมือถือ เพื่อกลั่นสิ่งที่เข้ามาทักทายเหล่านั้นออกมาเป็นตัวอักษร พิมพ์มันออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่มันจะมากได้สำหรับคนแปลกหน้าคนเมื่อกี้ที่ต้องการจะบอกเล่าเรื่องราวอะไรบางสิ่งอย่างที่ได้ไปพบเจอมาสู่ฉันฟัง และฉันก็ยินดีที่จะนั่งเป็นผู้รับฟังที่ดีของเรื่องราวเหล่านั้น ก่อนที่บทสนทนาที่เข้ามาทักทายภายในใจจะจบและสิ้นสุดลงในเวลาต่อมา

มันคงจะเหมือนกับในทุกครั้งที่ฉันได้เข้ามาเยือนยังสถานที่แห่งนี้ ร้านคาเฟ่แห่งนี้ละมั้ง หลังจากที่ช่วงพักหลัง ๆ มานี้ ฉันไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้เลย หากไร้ซึ่งสถานที่แห่งนี้และบทเพลงเหล่านี้ที่เป็นหนึ่งซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันได้ก้าวออกมาสู่โลกใบเก่าของฉัน โลกที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดเพ้อฝัน ที่ในวันนี้ฉันบังเอิญได้ไปพบเจอมัน เข้าไปทำความรู้จัก ทักทาย แล้วหลังจากนั้นเราก็โบกมือลาซึ่งกันและกันไป หวังเพียงว่าสักวันหนึ่งเราจะได้วนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในสถานที่และวันเวลาใหม่ที่แตกต่างกันออกไป ฉันเองก็คงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะถูกวนกลับเข้ามาหาฉันอีกครั้งเมื่อไหร่หรือตอนไหน...กันนะ

ลาเต้ที่ฉันสั่งมายังคงแน่นิ่งไม่มีการหยิบขึ้นมาดูดหรือลิ้มลองรสชาติที่ถูกปรุงรสบรรจุลงอยู่ในแก้วพลาสติกใบใหญ่ตรงหน้า หากแต่เมื่อน้องชายทักท้วง ฉันก็เริ่มที่จะละมือออกจากมือถือแล้วหยิบมันขึ้นมาดื่มอีกครั้ง รสชาติของมันยังคงนุ่มละมุนลิ้น และยังอร่อยถูกปากเหมือนเดิม เหมือนอย่างในทุกครั้งที่ได้เยือน

"หมิวกลับกันเถอะ"

เป็นเสียงของน้องชายคนโต ที่ตอนแรกก็ตั้งใจมาด้วยกันอย่างว่าง่าย แต่พอมันอยากจะกลับมันก็จะชวนกลับกันไปง่าย ๆ สะอย่างนั้น

บางทีฉันก็แทบจะหมดอารมณ์ทุกครั้งที่มันเข้ามาขัดจังหวะความคิดที่กำลังหลั่งไหลพรั่งพรูอยู่ในตอนนี้ มันกำลังทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย เหมือนกับคนที่กำลังถูกกดหัวลงไปในนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือที่กำลังควานหากิ่งไม้แหวกว่ายเพื่อต้องการหาอากาศหายใจ หากสิ่งที่ฉันพิมพ์อยู่ในตอนนี้มันยังไม่สิ้นสุดลง ฉันคงต้องจมลงไปในบ่อน้ำแห่งความคิดนั้นเป็นแน่

แต่สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะรวบรวมพละกำลังความคิดทั้งหมด ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีดำดิ่งตัวเองขึ้นมาจนพ้นอยู่เหนือน้ำ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ได้กล่าวคำว่า...

"ขอบคุณสองมือที่ช่วยชีวิตฉันไว้ และฉันได้เขียนมันจบลงแล้ว!!"

ขอบคุณสำหรับการเข้ามาทักทายกัน แล้วไว้กลับมาเจอกันใหม่นะ 'คนแปลกหน้า' ในบทเพลงนั้น (บ๊ายบาย)
SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments