จับเอามาเล่า : ว่าด้วยการแปลเอกสารแนวใหม่ (ฉบับปรับปรุง)
การแปลเป็นข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถึงกับมีการบันทึกว่า การแปลเริ่มมีขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยงานแปลในยุคเริ่มแรกเป็นงานแปลผลงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น การแปลคัมภีร์ไบเบิล (สมเกียรติ, 2559) อย่างไรก็ดี แม้การแปลจะเป็นศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน แต่คนโดยมากก็มักจะสับสนระหว่างคำว่า Interpreter กับ Translator โดยคำแรกหมายถึง ล่าม หรือการแปลข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งผ่านการพูด ส่วนคำที่สอง หมายถึง นักแปล หรือการแปลข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งผ่านการเขียน ทั้งๆ ที่ศาสตร์การแปลระหว่างสองคำนี้มีความแตกต่างกันมาก แต่ก็ยังมีคนใช้ Interpreter และ Translator เหมือนเป็นอาชีพเดียวกัน ในประกาศหางานก็พบบ่อยครั้งว่า รายละเอียดงานเหมาะสมกับการใช้คำว่า Interpreter (ล่าม) มากกว่า แต่ผู้ประกาศกลับยังใช้คำว่า Translator (นักแปล) ในการประกาศรับคนเข้าทำงาน จึงสร้างความสับสนให้กับผู้หางานไม่น้อย นอกจากนั้น สมาคมล่ามและนักแปลในหลายๆ ภาษา ก็จัดกลุ่มล่ามและนักแปลภาษาเป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งๆ ที่ใช้คนละทักษะ แต่ก็เกิดการเหมารวมจากบุคคลทั่วไปว่า ล่ามกับนักแปลเป็นงานที่ใช้ทักษะภาษาคล้ายๆ กัน เมื่อทำล่ามได้ก็ต้องเป็นนักแปลได้ หรือเป็นนักแปลได้ก็ต้องเป็นล่ามได้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น

นอกจากนี้ สำหรับภาษาญี่ปุ่น คำว่า นักแปล ยังมีการระบุจำเพาะเจาะจงลงไปอีก ว่าเป็นนักแปลเอกสาร(翻訳者-ฮงยาคุฉะ) หรือนักแปลวรรณกรรม (翻訳家-ฮงยาคุขะ) แม้จะหมายถึงนักแปลเหมือนกัน แต่ศาสตร์ในการแปลเอกสารกับการแปลวรรณกรรมต่างกันมาก คนญี่ปุ่นจึงระบุคำศัพท์ที่ใช้แตกต่างกัน

วิวัฒนาการการแปลในประเทศไทยมีการพัฒนามาเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น นับตั้งแต่มีเว็บไซต์ประเภทเสิร์ชเอนจิ้น เช่น Yahoo!, Google รวมถึงความนิยมในการเขียนบล็อก และมีการบรรจุพจนานุกรมออนไลน์หลากหลายภาษาลงในอินเทอร์เน็ต นักแปลก็ไม่ต้องเสียเวลาเปิดหาคำศัพท์จากในพจนานุกรมฉบับตั้งโต๊ะอย่างเดียวอีกต่อไป นักแปลสามารถค้นหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และโลกของนักแปลก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะงานภายในจังหวัดที่ตัวเองอาศัยอยู่ หรือภายในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันมีเว็บไซต์ที่นักแปลสามารถหางานได้จากทั่วโลก และสถานที่ทำงานของนักแปลก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในออฟฟิศหรือที่บ้าน แต่สามารถทำได้ทุกที่ในโลกที่อินเทอร์เน็ตไปถึง

และสิ่งที่มาพร้อมๆ กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี คือแอปพลิเคชั่น และเว็บไซต์ช่วยแปล ที่ทำให้คนสามารถแปลคำ ประโยค หรือข้อความได้เพียงแค่ปลายนิ้ว และพัฒนามาถึงเครื่องแปลภาษา ที่แปลข้อความได้หลายภาษาในเวลาเพียงไม่นาน และแอปพลิเคชั่น เว็บไซต์ช่วยแปล และเครื่องแปลภาษาก็วิวัฒนาการก้าวไกลมาเรื่อยๆ จากตอนแรกแปลแปร่งๆ ดูน่าขบขัน ก็ค่อยๆ พัฒนาจนใกล้เคียงกับการใช้มนุษย์แปล ทำให้เป็นที่โจษจันกันว่า AI จะเข้ามาแทนมนุษย์ในเรื่องการแปลอีกไม่ช้าไม่นาน

แต่หลังจากที่ลงมือแปลเอกสารและวรรณกรรมจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยมาเป็นเวลานาน ก็ได้ข้อสรุปว่า AI ไม่สามารถแทนที่มนุษย์ในเรื่องการแปลได้ อย่างน้อยๆ ก็ในระบบการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย หรือภาษาไทยเป็นภาษาญี่ปุ่น นั่นเพราะ

1. รูปประโยคของภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยมีความต่างกันมาก ภาษาไทยเรียงประโยคแบบประธาน กริยา กรรม ส่วนภาษาญี่ปุ่นเรียงประโยคแบบประธาน กรรม กริยา และมีการใช้คำช่วย รวมถึงมีการผันคำกริยา ทำให้ยากต่อการแปลให้เป็นธรรมชาติ และภาษาไทยเป็นภาษาที่ยากมากภาษาหนึ่ง เพราะไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว นอกจากนี้ วัฒนธรรมของไทยกับญี่ปุ่นที่ส่งผลถึงคำศัพท์เชิงสังคมวัฒนธรรมก็มีความแตกต่างกันมาก ทำให้ไม่สามารถแปลข้อความจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยได้ชัดเจนเท่าใช้มนุษย์แปล

2. มนุษย์ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังพัฒนารูปแบบการแปลให้ก้าวหน้าไปด้วย ยกตัวอย่างเช่นงานแปลที่ผู้วิจัยได้มีโอกาสแปล หลายๆ งานก็ไม่ได้ใช้แค่ความรู้ทางด้านการแปลภาษาจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องใช้การประยุกต์และพลิกแพลง เช่น ในงานแปลเอกสารเพื่อใช้เบิกประกันสังคมที่ญี่ปุ่น นอกจากจะต้องแปลคำศัพท์จากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เครื่องช่วยแปลได้ ยังต้องนำข้อความที่แปลนั้นมาสร้างเป็นข้อความประโยคใหม่ด้วย ซึ่งเครื่องช่วยแปลทำได้แค่เปลี่ยนจากภาษาหนึ่งเป็นภาษาหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถคิดข้อความจากคำที่กำหนดมาเป็นข้อความใหม่ได้
หรือการแปลที่ต้องใช้ความรู้อื่นๆ นอกจากการแปลข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง เมื่อผู้วิจัยต้องได้แปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย พร้อมทั้งเปลี่ยนข้อความที่แปลให้อยู่ในรูปแบบเป็นทางการ และต้องเขียนตามรูปแบบจดหมายราชการ ซึ่งต้องใช้ความรู้ในการแปลซับซ้อนขึ้นไปกว่าการแปลจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งอย่างที่ AI ทำได้

3. AI ไม่สามารถร่วมมือกันแปลงานได้ เพราะ AI เป็นรูปแบบการทำงานแบบเดี่ยว เพียงแค่มีคนกรอกข้อมูล แล้วแปลงเป็นอีกภาษาหนึ่ง แต่ AI ไม่สามารถร่วมมือกับ AI อีกชุดเพื่อแปลงานได้ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ คือใช้ผู้แปลมากกว่าสองคนขึ้นไป ปรึกษากัน พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และร่วมกันแปลเป็นข้อความ

จากข้อ 2 และข้อ 3 จะเห็นได้ว่า เป็นรูปแบบการแปลเอกสารแนวใหม่ที่ AI ยังไม่สามารถก้าวตามได้ทัน
.
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงสรุปว่า การแปลเอกสารแนวใหม่ดังที่กล่าวในข้อ 2 และ 3 นั้น เป็นรูปแบบการแปลเอกสารที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ และน่าจะใช้เวลาอีกนานกว่า AI จะพัฒนาขึ้นมาได้ทันมนุษย์ และเมื่อถึงเวลาที่ AI ก้าวตามทันขึ้นมาได้จริง มนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งก็คงจะพัฒนารูปแบบการแปลเอกสารแนวใหม่ที่ล่าสุดกว่านี้ขึ้นมาได้อีก และเป็นการแปลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะทำได้ ดังนั้นนักแปลภาษาญี่ปุ่น หรือคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องกลัวว่าจะตกงาน เพราะ AI ไม่น่าจะพัฒนาได้ทันความซับซ้อนของงานแปลที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
SHARE
Writer
Chocofrozen
Japanese Translator
เป็นนักแปลภาษาญี่ปุ่นปีนี้ปีที่สิบสอง เจอประสบการณ์งานแปลมาหลากหลายรูปแบบ แต่คิดว่าถ้าแปลต่อไปก็ต้องเจอประสบการณ์แปลกใหม่กว่านี้อีก ยินดีน้อมรับคำแนะนำจากทุกท่านค่ะ

Comments