ออกไปท่องโลกกว้างในแบบฉบับของเรากันเถอะ!


"คืนนี้ต้นไม้ปิดจนมองไม่เห็นดาวเลยเนอะพี่หมิวว่าไหม?"

น้ำเสียงของน้องสาวที่นั่งข้างกันเอ่ยขึ้น จนทำให้ฉันต้องแหงนหน้าขึ้นไปมองตามเสียงพูดนั้น หากแต่เมื่อได้มองขึ้นไปบนนั้นตามที่น้องได้เอ่ยขึ้นมันก็คงเห็นจะเป็นเรื่องจริงที่ว่าคืนนี้เราแทบมองไม่เห็นกลุ่มดาวใด ๆ ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องนภาที่มืดสนิทตรงหน้านั้นเลย

"อืม จริงสินะ ต้นไม้ปิดแบบนี้คืนนี้เราคงมองไม่เห็นอะไรหรอก พี่ว่าเราจุดเทียนกันดีไหม น้องพลอยไปเอาเทียนมาจุดหน่อยเร็ว"

เมื่อฉันพูดจบน้องสาวก็ทำตามอย่างว่าง่ายก่อนจะนำเทียนที่จุดนั้นมาวางพิงไว้ข้าง ๆ โขดหินเล็กข้างริมลำธารที่เรากำลังนั่งเล่นกันอยู่

เสียงใดเล่าจะดังเท่าเสียงของสายน้ำในลำธารที่กำลังไหลเอื่อยกระทบเข้ากับโขดหิน และหินก้อนเล็ก ๆ นับพันที่ตรงหน้านั้นในคืนนี้ แล้วจะมีเสียงใดเล่าที่จะดังกลบมันได้เท่าเสียงของเจ้าจิ้งหรีดที่กำลังส่งเสียงหรีดร้องเรไรระงมแข่งกันกับเสียงของสายน้ำได้อย่างลงตัวเหมือนอย่างในตอนนี้คงเห็นจะไม่มีอีกแล้ว

นี่สินะที่เขาว่ากันว่า...
"เสียงเพลงที่กำลังถูกบรรเลงและขับร้องผสานเสียงด้วยท่วงทำนองของบทเพลงแห่งลำเนา"

มันช่างเป็นเสียงและจังหวะของท่วงทำนองที่สุดแสนจะลงตัวและคลาสสิคที่สุดของธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้านั้นในตอนนี้เลยล่ะ และมันทำให้ฉันหยุดที่จะคิดและยิ้มตามเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ในใจในตอนนี้ไม่ได้เลยอีกเช่นกัน

ท่ามกลางความเงียบสงบของป่าเขาลำเนาไพร กับสายน้ำที่กำลังไหลเอื่อยไปตามทิศทางที่ดูเหมือนกับว่าพวกมันกำลังออกเดินทางไกลเพื่อไปยังจุดหมายอะไรสักอย่างที่กำลังเฝ้ารออยู่ที่ปลายทางนั้น หรือจริง ๆ แล้วปลายทางที่ว่าของพวกมันนั้นอาจจะไม่มีอยู่จริงก็เป็นได้

ฉันคงใช้จินตนาการมากเกินไป แต่ดูสิแม้จะมืดแค่ไหน เสียงของสายน้ำยังดังกว่าเสียงของพวกจิ้งหรีดที่พึ่งหยุดร้องระงมไปเมื่อกี้อยู่เลย คงจะเหนื่อยนะสิไม่ว่า ฉันเองก็แอบคิดตามไปเล่น ๆ หรือเพราะว่าตอนนี้ฉันอาจจะเป็นเสมือนกับคนแปลกหน้าที่พึ่งเข้ามาทักทายกับพวกมันใหม่ ๆ แล้วอยู่ ๆ เจ้าบ้านก็ไม่อยากต้อนรับหรือทักทายสะอย่างนั้น

แต่ถึงเจ้าบ้านจะไม่อยากต้อนรับมนุษย์ที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือนในสถานที่ของพวกมันมากสักเท่าไรนัก จะยังไงฉันก็ยังคงชื่นชมและชื่นชอบเสียงของพวกมันที่ส่งเสียงร้องในคืนนี้อยู่ดี

และเป็นเพราะเสียงของพวกมันจึงทำให้ บรรยากาศในค่ำคืนนี้ของการมานอนแคมป์ครั้งนี้ของฉันกับน้อง ๆ ครบรสและกลมกล่อม เสมือนดั่งธรรมชาติเป็นผู้ปรุงแต่ง ส่วนมนุษย์นั้นทำหน้าที่เป็นผู้รับสัมผัส ความลงตัวจึงบังเกิดขึ้นได้ในค่ำคืนนี้

หากไม่มีมนุษย์ธรรมชาติจะยังสวยงามและน่าเข้าใกล้อยู่ไหม แล้วถ้าหากไม่มีธรรมชาติล่ะ มนุษย์และสรรพสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

 (ฉันคงฟังเพลงพี่บอย อิมเมจิ้นเยอะเกินไปนะช่วงนี้ ^^ )

ฉันนั่งนิ่งรับลมหนาวที่ถูกพัดเข้ามากระทบผิวกาย ฉันยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกตัวเองเอาไว้หวังเพียงให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นขึ้นมาสักหน่อย แต่ใครจะไปรู้ได้เล่าว่าในค่ำคืนนี้บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรจะเหน็บหนาวและเย็นชื่นใจได้ถึงเพียงนี้ ฉันนี่ปลื้มใจสุด ๆ เลย หากแต่จะทนนั่งนิ่งอยู่ต่อไปกับน้อง ๆ แบบนี้ เห็นทีฉันต้องรีบเข้าไปหาความอบอุ่นอยู่ข้างในเต้นท์ก่อนเสียแล้วล่ะ ยังไงฉันก็ขอตัวก่อนนะเจ้าพวกจิ้งหรีดป่าเอ๋ย...

'ขอบคุณสำหรับเสียงกล่อมขวัญในคืนนี้นะ ฉันขอลาพวกเธอไปนอนก่อนล่ะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่นะ...เจ้าจิ้งหรีด ' ฉันตะโกนบอกพวกมันเพียงแค่ในใจก่อนจะก้าวขากลับเข้าเต้นท์ไปนอนคุดคู้หาความอบอุ่นที่เฝ้ารออยู่ภายในนั้น...

ความสุขของคนเรานั้นมีให้เห็นแตกต่างกันไป ความสุขของฉันในตอนนี้คือการได้นั่งนิ่ง ๆ ดื่มด่ำกับเสียงของสายน้ำและธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าแม้จะเป็นค่ำคืนที่มืดมิดสนิทจนมองไม่เห็นดาว และสายน้ำตรงหน้านั้นเลยก็ตาม การได้สัมผัสกับอากาศหนาวเย็นที่เข้ามาตกกระทบผิวกาย การได้สูดเอาลมหายใจที่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อซึมซับและเก็บบรรยากาศรอบ ๆ นั้นไว้มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราว เป็นเรื่องเล่าในสักวันที่มันจะผ่านไป และอาจจะเหลือไว้เพียงแค่....

"ความทรงจำ"

ชีวิตของคนเราก็มีแค่นี้แหละ ใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุขในแบบฉบับของเราในแต่ละวัน ออกไปเติมเต็มบางสิ่งบางอย่างที่ได้ทำหล่นหาย หรือขาดหายไปบ้าง ออกไปพบเจอกับโลกและมุมมองชีวิตใหม่ ๆ เมื่อพร้อมแล้วเราก็ค่อยกลับเข้ามาสู้กันใหม่ในชีวิตที่แสนจะวุ่นวาย ภาระหน้าที่ที่กำลังแบกรับและหนักอึ้ง หรือปัญหามากมายที่กำลังรอต่อคิวกันเข้ามาให้ได้แก้ใขกันไปในแต่ละวัน

เมื่อภูมิคุ้มกันจิตใจเราดีมีมากพอ เราเชื่อว่าทุกคนจะผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดี รวมถึงตัวเราเองก็ด้วยเช่นกัน ถึงแม้มันจะต้องใช้เวลากับเรื่องราวแย่ ๆ นั้นสักหน่อยก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่าคุณกับเราจะต้องผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดีและด้วยกันนะ...สู้ ๆ !!!

แต่จะว่าไปชีวิตของคนเราก็ใช่ว่าจะไม่มีความทุกข์ใดเข้ามาตกกระทบหรือเกาะกุมจิตใจนั้นได้เลยคงเห็นจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ตอนนี้ ในเวลานี้สิ่งที่คุณและเรากำลังได้พบเจอและได้เผชิญกันอยู่นั้น มันกลับต้องทำให้เราหรือคุณต้องวางทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ดีนั้นทิ้งไว้ข้างหลังแล้วค่อย ๆ ปลดปล่อยความรู้สึกแย่ ๆ ที่กำลังเกาะกุมภายในจิตใจนั้นทิ้งไปแล้วเลือกเก็บความทรงจำดี ๆ ที่เราได้มาพบเจอนั้นไว้แล้วเก็บมันเข้าไปทดแทน...แล้วปั่นมันออกมาเป็นแรงผลักดันที่เกิดจากความรู้สึกแย่ ๆ แล้วก้าวเดินกันต่อไป...

และนี่แหละคือบทความหนึ่งซึ่งจะขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ได้เข้ามาพบเห็น หรือได้เผลอกดเข้ามาอ่านมันจนถึงบรรทัดสุดท้ายในหน้านี้

สำหรับเราแล้ว การได้ออกมาเล่าเรื่องราวผ่านตัวอักษรในครั้งนี้ มันทำให้เรามี "ความกล้า" และมีแรงบันดาลใจที่จะลงมือเขียนเรื่องราวดี ๆ ที่มีนี้ต่อไป โดยการบอกเล่ามันผ่านประสบการ์การจริงเหล่านี้ต่อไปเรื่อย ๆ

เพราะมันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราได้เป็นตัวของตัวเอง ได้อยู่กับตัวเอง และนี่คงเป็นสิ่งที่จะบอกถึงตัวตนของเราได้มากที่สุดเท่าที่ทุกอย่างจะอธิบายถึงมันออกมาเป็นตัวอักษรดี ๆ ได้แล้วล่ะ (นอกจากชื่อที่แม่ตั้งให้แล้วน่ะนะ)

สำหรับเราแล้วการมีเรื่องราวในชีวิตและการได้ออกมาเล่าเรื่องราวมากมายที่ได้ไปพบเจอมา มันคือความสุขที่สุดในช่วงเวลานี้เลยก็ว่าได้ แล้วเราจะเขียนและออกมาถ่ายทอดเรื่องเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปด้วยกันจนกว่าจะเบื่อกันเลยล่ะ ^^

เพราะนี่คือความรู้สึกและประสบการณ์จริงที่ครั้งหนึ่งเราได้ออกไปพบเจอมากับโลกกว้างในแบบฉบับของเรา...


ขอบคุณสำหรับการกดไลค์ กดถูกใจ และกดติดตามกันมานะคะ เราขอให้ผู้อ่านทุกคนจงมีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ กับเรื่องราวที่ขบขันในวันที่เรื่องแย่ ๆ เข้ามาทักทายในชีวิต แล้วเราจะยิ้มไปด้วยกันค่ะ...ขอบคุณนะคะ ^_^

#กูนี่แหละเขียน
#Bantuek28
#เล่าไปเรื่อย
#สวนลุงโชย
#บันทึกหนึ่งซึ่งประสบการณ์
SHARE
Written in this book
Bantuek By กูนี่แหละเขียน
คนเรามีทั้งช่วงดีและไม่ดี บางคนทุกข์ บางคนท้อ แต่อย่ารอให้มันนานจนกัดกร่อยใจ ถ้าใจยังบอกว่า 'สู้ไหว' ก็ขอให้คุณจงลุกขึ้นสู้เดินต่อไป แค่เดินต่อไป แต่นั้นจริง ๆ
Writer
Bantuek28
Bantuek28
สวัสดี สบายดีไหม? วันนี้ได้ทำอะไร พักผ่อนบ้างได้ไหม แค่หลับตา

Comments